ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพร้อมในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยเจาะคอในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน

พรพรรณ พรหมทัต, ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ

Abstract


บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการหาความลัมพันธ์เชิงทำนาย เพี่อศึกษาความพร้อมในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยเจาะคอ และปัจจัยที่มีอิทธิพล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยเจาะคอรายใหม่ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนื่งในกรุงเทพมหานครจำนวน 85 ราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอ แบบวัดแรงสนับสนุนทางสังคม แบบวัดความเครียดในบทบาทผู้ดูแล และแบบวัดความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ

ผลการวิจัยพบว่า

กลุ่มตัวอย่างมีความพร้อมในการดูแลอยู่ในระดับปานกลาง (M = 18.27, S.D. = 6.48) ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยอยู่ในระดับสูง (M = 10.11, S.D. = 1.77) การได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 38.22, S.D. = 13.00) และความเครียดในบทบาทอยู่ในระดับน้อย (M = 45.55, S.D. = 21.16) ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอ (r = 0.319, P < .01) และความเครียดในบทบาทผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางลบกันความพร้อมในการดูแล (r = -0.286, P < .01) โดยปัจจัยทั้ง 3 สามารถร่วมกันทำนายความพร้อมในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วย เจาะคอได้ร้อยละ 15.1 (F(3,81) = 4.809, P < .05) โดยพบว่าความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอ และความเครียดในบทบาทของผู้ดูแลมีอิทธิพลต่อความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอ ผลการศึกษาครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางสุขภาพในการเตรียมความพร้อมผู้ดูแลก่อนจำหน่ายผู้ป่วยเจาะคอออกจาก โรงพยาบาลโดยการให้ความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วย เพี่อให้ผู้ดูแลมีความมั่นใจในการดูแลและยอมรับในบทบาท ซึ่งจะทำให้มีความพร้อมในการดูแลผู้ปวยอย่างมีประสิทธิภาพหลังจำหน่าย ออกจากโรงพยาบาล

คำสำคัญ: ความพร้อมในการดูแล / ความรู้ในการดูแล / ผู้ป่วยเจาะคอ

 

Abstract

This study is a Correlational predictive research to investigate the readiness of caregivers of patients with tracheostomy เท the transitional phase from hospital to home and influencing factors. Eighty -Five new patients with tracheostomy were recruited to participate in this study. Instruments for data collection include demographic information questionnaire, a form for assessing caregiver knowledge about tracheostomy patient care, a social support assessment form, a caregiver’s role strain questionnaire, and a form for assessing readiness for providing care to patients with tracheostomy. Data were analyzed using descriptive statistics, and multiple regression analysis.

According to the findings

The sample group had a moderate level of readiness for providing care (M = 18.27, S.D. = 6.48). Knowledge about tracheostomy patient care in this group was high (M = 10.11, S.D. = 1.77) and social support was moderate (M = 38.22, S.D. = 13.00) while caregiver’s role strain was low (M = 45.55, S.D. = 21.16). Knowledge about tracheostomy patient care was found to have a positive relationship with readiness for providing care for patients with tracheostomy (r = 0.319, p < .01). Furthermore, caregiver’s role strain was negatively related to readiness for providing care (r = 0.286, p < .01). All three factors jointly predict caregiver readiness เท tracheostomy patients at 15.1 (F(3,81) = 4.809, p < .05). The findings of this study can be used as beneficial data for health care provider in planning to prepare the readiness of caregivers before hospital discharge by providing essential knowledge and skills to support caregivers in enhancing their capabilities and accepting their roles, thereby leading to the readiness to provide effective care for patients with tracheostomy following hospital discharge.

Keywords: readiness for care/ knowledge of tracheostomy/patients with tracheostomy


Keywords


ความพร้อมในการดูแล; ความรู้ในการดูแล; ผู้ป่วยเจาะคอ; readiness for care; knowledge of tracheostomy; patients with tracheostomy

Full Text:

PDF


Copyright (c) 2014 วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Journal of Nursing science Chulalongkorn University)

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.