EAU Heritage Journal Social Science and Humanities https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci <p>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รับตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย และการวิจารณ์หนังสือ&nbsp;ในสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้แก่ สาขาบริหารธุรกิจ บัญชี เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาการจัดการ ภาษาศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้บทความทุกเรื่อง มีผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาวิชาเป็นผู้ประเมินบทความ (double blinded peer review) เพื่อให้บทความที่ตีพิมพ์มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานสากลเพื่อนำไปสู่การเกิดองค์ความรู้ใหม่ และต่อยอดการพัฒนาในศาสตร์และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องต่อไป</p> en-US บทความใน “วารสาร EAU HERITAGE” เป็นความเห็นของผู้เขียนโดยเฉพาะ กองบรรณาธิการไม่มีส่วนในความคิดเห็นในข้อความเหล่านั้น nuntiya@eau.ac.th (อาจารย์นันทิยา จรูญแสง) phimlada@eau.ac.th (พิมพ์ลดา พิทักษ์เศรษฐการ) Fri, 27 Dec 2019 15:01:16 +0700 OJS 3.1.0.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ตัวชี้วัดสิทธิเด็ก https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/217983 <p>การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐได้ทราบว่า การดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศตามภาระหน้าที่ของตนสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และพิธีสารเลือกรับตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องการค้าเด็ก การค้าประเวณีเด็ก และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก และเรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดสิทธิเด็ก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับ กสม. ในการตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์สิทธิด้านสิทธิเด็กในประเทศไทย เพื่อแนะนำต่อรัฐบาลในการดำเนินงานด้านสิทธิเด็ก และใช้เป็นแนวทางของหน่วยงานผู้ปฏิบัติเพื่อให้มีพัฒนาการในการดำเนินการด้านสิทธิเด็กให้สอดคล้องตามพันธกรณีของอนุสัญญาสิทธิเด็ก และพิธีสารเลือกรับทั้งสองฉบับ ทั้งในมิติของการเคารพ ปกป้องคุ้มครอง และการทำให้สิทธินั้นเป็นจริงในประเทศไทย</p> กิตติ ชยางคกุล ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/217983 Wed, 25 Dec 2019 11:00:59 +0700 การพัฒนาความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียนชาวไทยผ่านการเรียนรู้ในประเทศญี่ปุ่น https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230857 <p>เพื่อการสร้างบุคลากรที่สามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นในระดับดีเพียงพอที่จะเป็นแรงงานในภาคธุรกิจได้นั้น มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนานาชาติโกเบ ส่งนักศึกษาชาวไทยไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 ภาคเรียน เรียกว่า โครงการ One Semester Program ขึ้น โดยส่งนักศึกษาไปเรียนในประเทศญี่ปุ่นแล้วจำนวน 2 รุ่นในปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นโดยการฝังตัวในสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาญี่ปุ่นรอบตัวนักศึกษา ระยะเวลา 1ภาคเรียน ( 4 เดือน) นักศึกษาทั้งสองรุ่นที่ผ่านมาสามารถพัฒนาความสามารรถทางภาษาญี่ปุ่นให้สูงขึ้นได้</p> กันต์ อาลัยญาติ, จิราวัฒน์ เทพพงษ์, วรรณา ชินวิกัย, สิริรัตน์ สันตโยภาส ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230857 Wed, 25 Dec 2019 10:42:07 +0700 การศึกษาปรัชญาชีวิตมนุษย์ในมุมมองของหวังหยางหมิง https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230296 <p>แนวคิดของหวังหยางหมิงเป็นแนวคิดสำนักขงจื๊อกระแสหลักในสมัยราชวงศ์หมิงที่สำคัญไม่แพ้แนวคิดสำนักขงจื๊อในสมัยราชวงศ์ซ่งอย่างสองพี่น้องตระกูลเฉิง จูซีและลู่จิ่วยวน บทความฉบับนี้มุ่งศึกษาปรัชญาชีวิตในมุมมองของหวังหยางหมิง พื้นฐานทางแนวความคิดของหวังหยางหมิงนั้นเกิดจากการปฏิเสธแนวคิดสำนักหลักการแห่งสวรรค์ของจูซี ดังนั้น บทความฉบับนี้จึงทำการเปรียบเทียบระหว่างแนวคิดของนักคิดทั้งสองท่านเป็นหลักภายใต้ประเด็นเรื่องของเป้าหมายและวิธีการในปรัชญาชีวิตของมนุษย์ หลังจากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ให้เห็นถึงคุณค่าของการศึกษาปรัชญาชีวิตมนุษย์ในมุมมองของหวังหยางหมิงที่มีต่อสังคมในปัจจุบัน บทความฉบับนี้พบว่า แม้แนวคิดของหวังหยางหมิงจะเป็นจุดสูงสุดในพัฒนาการทางปรัชญาจีน แต่แนวคิดของท่านก็มีปัญหาที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือ หวังหยางหมิงไม่ได้กล่าวว่าความรู้ดีเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จากปัญหาดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงที่สำคัญต่อแวดวงการศึกษาแนวคิดหวังหยางหมิงในภายหลัง ทั้งนี้ การทำความเข้าใจในปรัชญาชีวิตมนุษย์จะช่วยให้เราเข้าใจในพื้นฐานและภาพรวมแนวคิดสำนักแห่งจิตของหวังหยางหมิง ตลอดจนพัฒนาการทางความคิดของแนวคิดสำนักขงจื๊อในสมัยราชวงศ์หมิงได้อย่างครอบคลุมและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น</p> จักรพงษ์ ชดช้อย ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230296 Wed, 25 Dec 2019 11:06:34 +0700 ปัจจัยการตลาด ปัจจัยสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยจิตวิทยา ที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อด้วยแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230326 <p>ปัจจัยการตลาด ปัจจัยสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยจิตวิทยา ที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อด้วยแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ&nbsp; บทความนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสารโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแนวคิด งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้องกับการปัจจัยการตลาด ปัจจัยสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยจิตวิทยา ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อผ่านแอพพลิเคชั่นของโทรศัพท์มือถือ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอแนวคิดของนักวิชาการและสนับสนุนข้อค้นพบของงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าการซื้อผลิตภัณฑ์จะเป็นเพียงด้านหนึ่งของพฤติกรรมผู้บริโภค แต่เป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยผู้บริโภคส่วนใหญ่ และหวังว่าการทบทวนเกี่ยวกับงานวิจัยก่อนหน้านี้จะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น เกี่ยวกับสาเหตุและตำแหน่งของพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค</p> วีด้า สัตยารมณ์, เยาวภา ปฐมศิริกุล ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230326 Wed, 25 Dec 2019 11:13:00 +0700 ปัจจัยการตลาดที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุ https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230327 <p>ปัจจัยการตลาดที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุ&nbsp; บทความนี้เป็นการศึกษาเชิงเอกสารโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากงานแนวคิดและงานวิจัย ผลงานวิชาการ บทความ ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการปัจจัยการตลาดที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอแนวคิดของนักวิชาการและข้อค้นพบของงานวิจัยที่สนับสนุนว่า ปัจจัยการตลาดที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์</p> ศิรประภา ศรีวิโรจน์, เยาวภา ปฐมศิริกุล ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230327 Wed, 25 Dec 2019 11:21:20 +0700 แนวทางการเขียนผลงานวิชาการในสาขาการพยาบาลศาสตร์ไม่ให้ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230329 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวทางการเขียนผลงานวิชาการในสาขาการพยาบาลศาสตร์ไม่ให้ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์และผู้เขียนมุ่งเสนอให้นักวิชาการพยาบาลได้ศึกษาทำความเข้าใจแนวทางให้ชัดเจนก่อนลงมือเขียนผลงานทางวิชาการสำหรับประกอบการขอตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือก่อนเผยแพร่ผลงานวิชาการทางสื่อต่างๆ&nbsp; เนื้อหาในบทความประกอบด้วย 1) ความหมายและลักษณะลิขสิทธิ์ผลงานวิชาการในศาสตร์การพยาบาล 2) แนวทางการเขียนผลงานวิชาการในสาขาการพยาบาลศาสตร์ไม่ให้ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ 3) ลักษณะการเขียนอ้างอิงให้ครอบคลุมเพียงพอตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ 4) การตรวจจับการโจรกรรมทางผลงานวิชาการด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป 5) กรณีศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานทางวิชาการ</p> ชัชวาล วงค์สารี, เปรมวดี คฤหเดช, เกตุนรินทร์ บุญคล้าย ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230329 Wed, 25 Dec 2019 11:39:05 +0700 ก้าวทันยุคไทยแลนด์ 4.0 : กับธุรกิจสุขภาพผู้สูงอายุ https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230334 <p>ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) พร้อม ๆ กับการก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องตื่นตัวเพื่อเตรียมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเหตุผลจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยด้านเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไปส่งผลให้ความต้องการของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุขยายตัวเพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอแนวทางการจัดธุรกิจสุขภาพการดูแลผู้สูงอายุเพื่อก้าวทันยุคไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้แนวคิดทฤษฎีความสูงอายุด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เนื้อหาประกอบด้วย 1) แนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 2) แนวคิด<strong>ธุรกิจสุขภาพผู้สูงอายุ</strong> และ 3) แนวทางการจัดธุรกิจสุขภาพการดูแลผู้สูงอายุสู่ Thailand 4.0 ที่เกิดจากกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ซึ่งบทสรุปของบทความนี้จะนำไปสู่แนวทางการดำเนินธุรกิจสุขภาพการดูแลผู้สูงอายุเพื่อก้าวทันยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพต่อไป</p> นวรัตน์ ไวชมภู, นูรรีย๊ะ ล่าเตะเกะ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230334 Wed, 25 Dec 2019 11:47:45 +0700 นวัตกรรมการผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/232465 <p>&nbsp;วิจัยนี้เป็นการวิจัยในเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยใช้การสัมภาษณ์กลุ่มจำนวนสองกลุ่ม ได้แก่&nbsp; กลุ่มผู้บริโภครายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล และกลุ่มผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล เพื่อศึกษาถึงนวัตกรรมการผลิตรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัล ผู้วิจัยใช้แนวคิด 4R และ 3P เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมการรายการโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคสื่อใหม่ (new media consumption) ที่มีความต้องการบริโภคข้อมูลดิจิทัล ที่มีลักษณะ 4R ประกอบด้วย Real (R1), Rich (R2), Rapid (R3), และ ® (Trademark) (R4)&nbsp; (R1) Real เป็นการสื่อสารในรูปแบบเสมือนจริง เช่น การเสนอภาพลักษณ์สินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น ประเภท AR (Augmented Real) (R2) Rich ซึ่งเป็นการสื่อสารในรูปแบบที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ ในทุกช่องทางการสื่อสารดิจิทัล เช่น ยูทูป เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม แฟนเพจ เว็บเพจ (R3) Rapid ซึ่งเป็นการสื่อสารในรูปแบบที่เน้นความรวดเร็ว อาทิ การสื่อสารผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์&nbsp; ไลน์ออฟฟิศเชียล (R4) ® (Trademark) ซึ่งเป็นการสื่อสารในรูปแบบที่เน้นการสร้างแบรนด์</p> อุษา ศิลป์เรืองวิไล ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/232465 Fri, 27 Dec 2019 14:59:26 +0700 The Processes of Generating Corporate Strategic Options and Selecting Strategic Alternatives https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/217988 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The objectives of this academic article are to review and to explain the process of generating corporate strategic options and the process of selecting strategic alternatives according to academic principle. An author has compiled all relevant contexts from textbooks and he has included his own views for better understanding about generating strategic options which cannot only finish at the stage of SWOT analysis and matching factors inside SWOT analysis, but the process of generating strategic options and the process of selecting strategic can be also run and categorized into three main stages as follows. Firstly, “The Input Stage” is generated into three matrices: “Internal Factor Evaluation matrix” (IFE matrix), “External Factor Evaluation matrix (EFE matrix), and Competitive Profile matrix (CP matrix). Secondly, “Matching Stage” is generated into four matrices: “Threat, Opportunity, Weakness and Strength” matrix (TOWS matrix), “Strategic Position and Action Evaluation” matrix (SPACE matrix), “Boston Consultant Group” matrix (BCG matrix) and “Internal – External” Matrix (IE matrix). Finally, after strategic alternatives were created, the leaders of the organizations need to make their decisions to select the most appropriate strategic alternatives from the second stage in order to deliver the optimum results by employing “Quantitative Strategic Planning” matrix (QSP matrix).</p> Sookchok Thongsookularn ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/217988 Wed, 25 Sep 2019 00:00:00 +0700 Factors Affecting School Administration Effectiveness in Public Upper Secondary Schools of Heze City, Shandong Province, the People’s Republic of China https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229844 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The research aims to identify factors affecting school administration effectiveness in public upper secondary school of Heze City, Shandong province, The People’s Republic of China and to put forward relevant guidelines to improve the effectiveness of the school administration. This research used a mixed methods design of quantitative and qualitative analysis. The results describe four categories which affect school administration effectiveness from high to low levels. These are effective school leadership, teacher effectiveness, educational resources and organizational communication. The guidelines based on the research results are provided for the reference and use of the principals and teachers. The guidelines contain the following four aspects: (1) Effective school leadership - to communicate with each other and between school administrators and teachers. (2) Teacher effectiveness - to actively try to use a variety of ways to continuously strengthen the interaction with students in the teaching process, with timely feedback. (3) Organizational communication - the ability to design a reasonable school organization structure and focus on division of labor. (4)&nbsp; Educational resources - to actively focus on the improvement of the school’s hardware equipment and software programs to find ways to make the school funds sustainable and prosperous.</p> Shuyao Zhang, Kitpinit Usaho ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229844 Wed, 25 Dec 2019 12:06:29 +0700 Relationships between Organizational Culture and Lecturers’ Commitment in Private Universities of Thailand https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229852 <p>The main purpose of this study was to diagnose the organizational life cycle, organizational culture and lecturers’ commitment to private universities of Thailand. The researcher conducted a diagnosis in each area and proposed a program of appropriate organizational development intervention to address the symptoms in each area. The study was conducted by using the opinionnaire and the interview forms to collect data during the last week of May 2018 from three selected private universities in Thailand. There were 300 lecturers who were drawn for this study. Data collected through the opinionnaires were analyzed by demographic statistics, mean and standard deviation. It was found that the three selected universities were at maturity stage, but the respondents did not state clearly about the performance and normal problems during this stage. There was a clear understanding that organizational culture in the private universities was understood well among the lecturers, but they did not understand how to achieve the objectives. (Is this the author’s intention – “objectives”?) and how much the organizational culture affected their commitment. The respondents also showed a high level of commitment to their universities. even though the universities’ performances were imperfect.</p> Xi Xi Liu, Prakob Kunarak ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229852 Wed, 25 Dec 2019 12:08:28 +0700 Improving the Wellbeing of Chinese Intern Teachers in Thailand through Management Practices https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229855 <p>The objectives of this research were to identify the current state of school management practices and to determine school management practices which could improve the well-being of Chinese intern teachers in Thailand. The study involved a sample of 60 Thai schools where Chinese intern teachers have been interning since 2017. Respondents were Chinese intern teachers and school administrators, totaling 166 respondents. Instruments used were varying; a major tool was a survey questionnaire. This questionnaire is based on four elements of well-being, namely: culture adaptation, standard of living, social life, and language barriers. Collected data were analyzed using frequency, percentage, average, standard deviation, t-test, and content analysis through Google Forms and SPSS (Statistical Package for the Social Sciences). The results show the following: (1) Current state of school management practices in overall aspects perceived by Chinese intern teachers was at a moderate level and were at the highest level when perceived by school administrators. When considering each aspect, the perceptions of Chinese intern teachers was at moderate level in almost all aspects, except the language barrier which was at low level. Unlike Chinese interns, school administrators perceived each aspect at the highest level. When comparing perceptions between the Chinese interns and the administrators, there were significant differences in perceptions in each aspect and with the overall aspects. (2) School management practices which could help improve the well-being of Chinese interns consisted of a main policy element and four sub-policies for each well-being element. Individual policies had particular procedures according to the nature of the policy. The core policy served as the spindle for other policies. Each main idea behind every policy was subjected to the act of preparing, publishing, and disseminating of concerned information. Training methods and activities were essential tools for all policies and should be provided for both Chinese interns and other school staff, including school administrators. These policies and procedures would help to promote teamwork and to unite all involved parties. The results of these management practices would provide a better quality of well-being for foreign teachers and eventually benefit other teachers as well.</p> Chen Huan, Pongsin Viseshsiri ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229855 Wed, 25 Dec 2019 12:11:02 +0700 Public Secondary School Administration on Supporting Teaching Chinese as a Second language (TCSL) Program in Thailand https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229857 <p>The main purpose of this research was to study and analyze the public secondary school administration on supporting Teaching Chinese as a Second Language (TCSL) programs in Thailand and to obtain the suitable strategy to improve the quality of TCSL program. The study was conducted by using a mixed method design including quantitative and qualitative research, statistical analysis, questionnaires and interviews which were the main methods to collect data. The TCSL program’s present condition questionnaire were used by Chinese language teachers, while interviews were used by school administrators. The findings of the study were (1) There was a lack of consciousness of the significance of TCSL program for school administrators. (2) There existed many defects and insufficiencies with school administration including leadership, Chinese language teachers’ administration, financial administration, and curriculum administration (3) There were urgent needs to improve the performance of the TCSL programs in terms of the school administration.</p> Ruyi Ouyang, Pragob Kunarak ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229857 Wed, 25 Dec 2019 12:13:20 +0700 การตัดสินใจเลือกเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย: กรณีศึกษา บริษัท ประกันวินาศภัย แห่งหนึ่ง ในอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229731 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย (2) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยภายในองค์กร และการตัดสินใจเลือกเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย และ (3) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยภายในองค์กร ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย ผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ ตัวแทนประกันวินาศภัย ทั้ง 4 ช่องทางในจังหวัดอุบลราชธานี.จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaires) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติวิเคราะห์ความแตกต่าง (t–Test).สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน.(F–Test) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน.(Correlation.Analysis) และ การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 31-40 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพพนักงานบริษัท/ห้าง/ร้าน รายได้ 10,001 – 20,000 บาท และมีประสบการณ์ในการเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย ไม่แตกต่างกัน ปัจจัยภายในองค์กรทุกด้าน มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ปัจจัยภายในองค์กร ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเป็นตัวแทนประกันวินาศภัย อย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 ส่วนด้านอัตราค่าเบี้ยประกันวินาศภัย ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจ</p> ชญาชล มาลาหอม, ธรรมวิมล สุขเสริม ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229731 Wed, 25 Dec 2019 12:16:43 +0700 วิธีการแข่งขันของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับเทศบาลตำบล อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229860 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาวิธีการแข่งขันของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับเทศบาลตำบล อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง (2) ศึกษาการใช้เครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับเทศบาลตำบล อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง (3) เพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายในการศึกษารูปแบบและวิธีการการแข่งขันทางการเมืองท้องถิ่นที่ดี ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มสตรีแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มพ่อค้า/แม่ค้า และกลุ่มข้าราชการในพื้นที่เทศบาลตำบลมะขามคู่ เทศบาลตำบลมาบข่า และเทศบาลตำบลมาบข่าพัฒนา อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง จำนวน 110 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กลุ่มรายย่อย (Focus Group) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบสัมภาษณ์เชิงลึกของกลุ่มตัวอย่าง ทำการรวบรวม และแยกวิเคราะห์แต่ละประเด็นตามความเห็นของแต่ละกลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) วิธีการของกลุ่มผลประโยชน์ที่นำมาใช้ในการแข่งขันทางการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง คือ (1) มีนโยบายที่ชัดเจนของการเข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมในพื้นที่ (2) รูปแบบ และลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในเขตพื้นที่ของกลุ่มนักการเมืองที่ชนะ และแพ้การเลือกตั้ง ปัจจัยที่มีอิทธิพล คือ (1) การสร้างสัมพันธภาพในการเข้าไปมีส่วนร่วม บทบาทของกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ของประชาชนในการสนับสนุนของกลุ่มนักการเมืองที่ชนะ และกลุ่มนักการเมืองที่แพ้การเลือกตั้ง พบว่า กลุ่มนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง มีเหตุผลมาจากการเข้าถึงประชาชน ส่วนกลุ่มนักการเมืองที่แพ้การเลือกตั้ง พบว่า การสนับสนุนและช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้งในฐานะเป็นตัวแทนของชาวบ้านไม่มากนัก (3) บทบาทความสำคัญของคุณสมบัติ และนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง พบว่า มีความเห็นที่แตกต่างกันโดยแต่ละกลุ่ม บางส่วนให้ความสนใจต่อนโยบายมากกว่า และ (4) ผลจากบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในเขตพื้นที่เทศบาล ส่งผลบวกมากกว่าผลลบ เนื่องจากกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ มีการแข่งขันเข้าพบชาวบ้าน เข้าร่วมกิจกรรม ให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ของชุมชนในพื้นที่&nbsp;</p> ฉัตรชัย เล็กบุญแถม, อติพร เกิดเรือง ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229860 Wed, 25 Dec 2019 12:19:02 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตจังหวัดตราด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229872 <p>การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลและสร้างสมการพยากรณ์ระหว่างปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านบริบทองค์การ และปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม กับประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตจังหวัดตราด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในปีการศึกษา 2560 จำนวน 243 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้น โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าห้าระดับ แบ่งออกเป็นสี่ตอน ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านบริบทองค์การ ปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม และประสิทธิผลการทำงานเป็นทีม โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านบริบทองค์การ และปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม ของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2)ประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมของครูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน ปัจจัยด้านบริบทองค์การ และปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการทำงานเป็นทีม</p> <p>ของครูโดยรวมอยู่ในระดับสูงและสามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ดุสิตา เลาหพันธุ์, ภัคณัฎฐ์ สมพงษ์ธรรม ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229872 Wed, 25 Dec 2019 12:21:19 +0700 ปัจจัยพยากรณ์ความเครียดในการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลในจังหวัดพิษณุโลก https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229876 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> นิธิพงศ์ ศรีเบญจมาศ, กิ่งแก้ว สำรวยรื่น, วิภาดา ศรีเจริญ, นุชจร ครองดี, สุทธญาณ์ เพ็งปรางค์ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229876 Wed, 25 Dec 2019 12:23:53 +0700 การตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกายของลูกค้าในจังหวัดอุบลราชธานี https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229910 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกาย (2) ศึกษาปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางจิตวิทยา และปัจจัยสื่อสังคมทางการตลาดออนไลน์ ที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกาย และ (3) ศึกษาปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางจิตวิทยา และปัจจัยสื่อสังคมทางการตลาดออนไลน์ ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ลูกค้าที่มีประสบการณ์ซื้อครีมกันแดดทาผิวกายในจังหวัดอุบลราชธานีทั้งหมด 419 คน เครื่องมือใช้ในรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติวิเคราะห์ความแตกต่าง (t-test) สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน (F-test) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุระหว่าง 26 - 30 ปี สถานภาพโสด มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีขึ้นไป อาชีพธุรกิจส่วนตัว และมีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศที่แตกต่างกันมีผลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ที่แตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกายไม่แตกต่างกัน (2) ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางจิตวิทยา และปัจจัยสื่อสังคมทางการตลาดออนไลน์ มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ (3) ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางจิตวิทยา และปัจจัยสื่อสังคมทางการตลาดออนไลน์ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ฐานิสร ไกรกังวาร, ธรรมวิมล สุขเสริม ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229910 Wed, 25 Dec 2019 13:44:31 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องแกงกะทิสำเร็จรูป ระหว่างตราสินค้า A, B และ C ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229669 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องแกงกะทิสำเร็จรูประหว่างตราสินค้า A, B และ C ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครวิธีดำเนินการวิจัยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคที่ใช้หรือเคยใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องแกงกะทิสำเร็จรูปตราสินค้า A, B และ C จำนวน 390 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติทดสอบหาความแตกต่างค่าที สถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติคพหุกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความพึงพอใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องแกงกะทิสำเร็จรูปตราสินค้า A, B อยู่ในระดับมาก และตราสินค้า C อยู่ในระดับมากที่สุด จากการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านราคา การส่งเสริมการตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย รวมทั้งปัจจัยภาพลักษณ์ตราสินค้า ด้านความแข็งแกร่งและความชื่นชอบของการเชื่อมโยงตราสินค้ามีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัจจัยประชากรศาสตร์ ด้านอาชีพและรายได้ที่แตกต่างกัน มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาดและความพึงพอใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่แตกต่างกัน</p> ทิพวรรณ อาณานุการ, บุญญรัตน์ สัมพันธ์วัฒนชัย ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229669 Wed, 25 Dec 2019 13:50:13 +0700 การศึกษาความเป็นไปได้โครงการลงทุน การตั้งสถานีบริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229914 <p>วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตั้งสถานีบริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้การศึกษาความเป็นได้ในด้านเทคนิคและด้านการเงิน และเพื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการตั้งสถานีบริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า การศึกษาใช้ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) การวิเคราะห์เป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาและเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า โครงการมีความเป็นไปได้ทางเทคนิค โดยใช้เครื่องประจุยานยนต์ไฟฟ้าชนิดแขวนผนังเป็นแบบชาร์จปกติชนิดแขวนผนังจำนวน 1 ชุด สามารถดำเนินการตั้งสถานีบริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าในไทยได้จริง นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน โดยใช้เงินลงทุนโครงการเท่ากับ 150,000 บาท ระยะเวลาการลงทุน 10 ปี ณ ระดับอัตราคิดลดร้อยละ 8.4 สามารถคำนวณดัชนีทางการเงินได้ดังนี้ มูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 89,125.64 บาท อัตราผลตอบแทนภายในของโครงการเท่ากับร้อยละ 15.15 ต่อปี อัตราผลตอบแทนภายในของโครงการที่มีการปรับแล้วเท่ากับร้อยละ 10.44 ต่อปี อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนเท่ากับ 1.04 อัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนสุทธิต่อการลงทุนเท่ากับ 1.59 มีระยะเวลาคืนทุนของโครงการเท่ากับ 3 ปี 6 เดือน ส่วนการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการโดยการทดสอบค่าความแปรเปลี่ยนของการลงทุนพบว่า ผลตอบแทนของโครงการสามารถลดลงได้มากที่สุดร้อยละ 4.1 ต้นทุนเงินรวมสามารถเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดร้อยละ 4.3 ต้นทุนการลงทุนของโครงการสามารถเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด ร้อยละ 59.42 ต้นทุนการดำเนินงานของโครงการสามารถเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดร้อยละ 4.6 แสดงให้เห็นว่าโครงการมีความเป็นไปได้ในการลงทุน ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น</p> อาณัติชัย คำเกษ, พรพิพัฒน์ แก้วกล้า ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229914 Wed, 25 Dec 2019 13:53:59 +0700 การจัดการขยะเหลือศูนย์โดยการมีส่วนร่วมของพหุภาคี https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229929 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธีตามลำดับขั้น ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของพหุภาคีในการจัดการขยะเหลือศูนย์ เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบการจัดการขยะเหลือศูนย์โดยการมีส่วนร่วมของพหุภาคีเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ (3) เพื่อนำเสนอ รูปแบบการจัดการขยะเหลือศูนย์โดยการมีส่วนร่วมของพหุภาคี ในพื้นที่เทศบาลเมือง หัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp; กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างภาคประชาชน ผู้บริหารธุรกิจเอกชนในพื้นที่บริการ ผู้บริหารโรงเรียนเทศบาลและเอกชน ผู้นำชุมชน กลุ่มผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามวิธีของยามาเน ได้ตัวอย่าง 850ราย สุ่มตัวอย่างแบบมีขั้นตอนและอิสระ ใช้การสัมภาษณ์เจาะลึก การประชุมกลุ่มสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้แบบสอบถามสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและตีความ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ สถิติ บรรยายได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการทดสอบสมมติฐาน ใช้ ค่าที ค่าความแปรปรวนทางเดียว สหสัมพันธ์ เพียรสันและการถดถอยเชิงพหุผลการวิจัยพบว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) พหุภาคีมีบทบาทในการจัดการขยะเหลือศูนย์ระดับปานกลาง 2) ความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อความสำเร็จของการจัดการขยะเหลือศูนย์โดยการมีส่วนร่วมของพหุภาคีมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และมีความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและสามารถอธิบายความของความผ้นแปรของความสำเร็จร้อยละสีสิบ และ3) รูปแบบของความสำเร็จในการจัดการขยะเหลือศูนย์โดยการมีส่วนร่วมของพหุภาคีประกอบด้วย&nbsp; การคัดแยกขยะด้วยหลัก 3Rs.การกำหนดและการนำนโยบายไปปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของพหุภาคี พฤติกรรมการจัดการขยะ บทบาทของพหุภาคีในการมีส่วนร่วมจัดการขยะ&nbsp;</p> ดำหริ กำปั่นวงษ์, วรสิทธิ์ จริญพุฒ, นัยนา เกิดวิชัย, รัชฎา จิวาลัย ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229929 Wed, 25 Dec 2019 13:57:15 +0700 นวัตวิถีเชิงประวัติศาสตร์อยุธยาโมเดล https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229940 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยใดที่ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา &nbsp;2) ปัจจัยใดที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของการบริหารจัดการท่องเที่ยว 3) มีการพัฒนาอะไรที่จะทำให้การท่องเที่ยวเขตเมืองมรดกโลกของอุทยานประวัติศาสตร์ มีเอกลักษณ์ มีความยั่งยืนสอดคล้องกับวิถีชุมชน และ 4)&nbsp;รายรับจากการท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างไร ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) หน่วยงานภาครัฐ จำนวน 30 คน 2) หน่วยงานเอกชน จำนวน 10&nbsp; คน 3) หน่วยงานส่วนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว จำนวน 20 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่และต่อเนื่อง ด้วยการอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาหลักในการบริหารงานของอยุธยา คือ ความขัดแย้งทางกฎหมายและข้อบังคับจากหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด ความรับผิดชอบที่ทับซ้อนเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการให้บริการ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้จังหวัดอยุธยาปฏิบัติตามเส้นทางเดียวกันเพื่อให้เป็นเขตเทศบาลพิเศษ เหมือนเขตพัทยา และกรุงเทพฯ และระบุกฎหมายพิเศษในการจัดการพื้นที่ดังกล่าว&nbsp; ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดมีบทบาทสำคัญในการที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการบูรณาการและวางนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องตามประเพณี วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของชุมชน ในท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมุ่งเป้าไปที่การรักษาประเพณีท้องถิ่นและประวัติของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัด และสุดท้ายนี้ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยา คือ สามารถสัมผัสกับมรดกโลกที่แท้จริงซึ่งสามารถมองเห็นวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นได้ อยุธยามีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศมากขึ้น การลดความเสี่ยงและผลกระทบในทางลบต่อชีวิตของชุมชนท้องถิ่นซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนของมรดกโลกที่มีลักษณะเป็น "นวัตกรรมทางประวัติศาสตร์อยุธยา" ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว</p> เกษียร วรศิริ, อุษณีษ์ เสวกวัชรี ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229940 Wed, 25 Dec 2019 13:59:56 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจออมเงินของ GEN Y ในเขตกรุงเทพมหานคร https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229946 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจออมเงินของ Gen Y&nbsp;&nbsp; ในเขตกรุงเทพมหานคร 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจออมเงินของ Gen Y ในเขตกรุงเทพมหานคร 3) ผลตอบแทนที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจออมเงินของ &nbsp;&nbsp;&nbsp;Gen Y ในเขตกรุงเทพมหานคร และ 4) สภาพคล่องของผลิตภัณฑ์ที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจออมเงินของ Gen Y ในเขตกรุงเทพมหานคร วิธีดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบสอบถามปลายปิดในการเก็บรวมรวมข้อมูล จากประชากรกลุ่ม Gen Y ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 24-27 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี และมีรายได้ต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ผลตอบแทน สภาพคล่องของผลิตภัณฑ์ และการตัดสินใจออมเงิน อยู่ในระดับความคิดเห็นมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ด้าน สถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ที่แตกต่างกันมีอิทธิพลในการตัดสินใจออมเงินของ Gen Y ในเขตกรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ผลตอบแทน และสภาพคล่องของผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลในการตัดสินใจออมเงินของ Gen Y ในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> ปทิตตา จำปาเต็ม, บุญญรัตน์ สัมพันธ์วัฒนชัย ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229946 Wed, 25 Dec 2019 14:02:59 +0700 การพัฒนาแนวทางปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229953 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านนโยบายและการบริหารงาน ด้านการควบคุมบังคับบัญชา ด้านความพอเพียงของค่าตอบแทน และสวัสดิการ และด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน (2) แนวทางพัฒนาการปฏิบัติงาน (3) ปัจจัยที่มีความสำคัญกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครูวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งแบบสอบถามได้ผ่านการทดสอบ เพื่อหาค่าความเที่ยงตรง ได้ค่าเท่ากับ 0.97 และผ่านการหาค่าความเชื่อถือได้ ที่ระดับ 0.95 ประชากร คือ ครูวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ จำนวน 60 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลสนามดำเนินการระหว่างเดือน สิงหาคม-ธันวาคม ปี พ.ศ. 2560 สามารถเก็บรวบรวมแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืนมาได้ จำนวน 60 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100.0 ของประชากรทั้งหมด โดยวิเคราะห์เชิงพรรณนา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าสหสัมพันธ์ นำเสนอข้อมูลรูปแบบของตาราง ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัญหาที่สำคัญ คือ ครูวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ยังไม่พึงพอใจในด้านความพอเพียงของค่าตอบแทนและสวัสดิการ (2) แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ คือ ควรมีหลักเกณฑ์ในการประเมินสมรรถนะที่ชัดเจนและเป็นธรรม โดยพิจารณาตามความสามารถและหน้าที่ของแต่ละบุคคล (3) ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญทำให้การพัฒนาในด้านความพอเพียงของค่าตอบแทนและสวัสดิการประสบผลสำเร็จ ประกอบด้วย ปัจจัยภายใน ได้แก่ สายการบังคับบัญชามีความยุติธรรม ความซื่อสัตย์และ สายบังคับบัญชาในแต่ละหน่วยงานแบ่งงานตามความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ปัจจัยภายนอก ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ได้รับการยอมรับและได้รับการสนับสนุนรวมถึงได้รับความร่วมมือจากครูและบุคลากรในการดำเนินงานตามนโยบายและแผนงาน</p> พิทักษ์ ศิลป์ประสิทธิ์ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229953 Wed, 25 Dec 2019 14:05:43 +0700 การเปรียบเทียบการให้บริการของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229955 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความแตกต่างด้านคุณภาพในการให้บริการขนส่งสาธารณะที่มีผลต่อความพึงพอใจในบริการของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ ผู้ที่เคยใช้บริการและยังคงใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) และรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) เป็นหลัก กลุ่มตัวอย่างละ 250 คน รวม 500 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ ผลการวิจัยในภาพรวมพบว่า มี 2 ปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน คือ (1) ปัจจัยด้านความปลอดภัยในการให้บริการ (Safety) ที่ผู้ใช้บริการมองว่า การให้บริการของรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) ดีกว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ที่ค่า Beta = 0.276 และ (2) ปัจจัยด้านความสะดวกในการให้บริการ (Convenience) ที่ผู้ใช้บริการมองว่า การให้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ดีกว่ารถไฟฟ้ามหานคร (MRT) ที่ค่า Beta = 0.219 และเมื่อทำการวิเคราะห์แบ่งแยกตามเพศและอายุพบว่า ผู้ใช้บริการมองต่างกันในหลายปัจจัยโดยที่การให้บริการของรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) ดีกว่า กล่าวโดยสรุป การให้บริการของรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) มีหลายปัจจัยที่ดีกว่าการให้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS)</p> เปมิกา กิตตินันทวรกุล, ทิพย์รัตน์ แสงเรืองรอบ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/229955 Wed, 25 Dec 2019 14:08:26 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อการเรียนในสถาบันกวดวิชาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230266 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p> พรเพ็ญ บุญสาร, บุญญรัตน์ สัมพันธ์วัฒนชัย ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230266 Wed, 25 Dec 2019 14:11:34 +0700 การศึกษาความสามารถในการฟัง– การพูดภาษาไทยและความสนใจต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา)โดยวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การเล่านิทานประกอบภาพ https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230272 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการฟัง – การพูดภาษาไทย ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา) โดยวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การเล่านิทานประกอบภาพหลังการทดลอง และ 2) ศึกษาความสนใจต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีประชาศึกษา) โดยวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การเล่านิทานประกอบภาพหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา) ที่เรียนวิชาภาษาไทยในระดับเตรียมความพร้อม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้อง รวม 35คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการประสบการณ์โดยวิธีการจัดประสบการณ์การเล่านิทานประกอบภาพ แบบทดสอบวัดความสามารถในการฟัง – การพูด และแบบสังเกตพฤติกรรมความสนใจต่อการเรียนภาษาไทย มี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า(1) ผลการศึกษาความสามารถในการฟัง – การพูดภาษาไทยของนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านจอมบึง(วาปีพร้อมประชาศึกษา) โดยวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การเล่านิทานประกอบภาพ หลังการทดลองอยู่ในระดับดีมาก (2)ความสนใจต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านจอมบึง (วาปีพร้อมประชาศึกษา) โดยวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การเล่านิทานประกอบภาพ หลังการทดลองอยู่ในระดับดีมาก</p> ศิริพร หลิวประเสริฐ, กิตติคม คาวีรัตน์ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230272 Wed, 25 Dec 2019 14:14:37 +0700 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคการสอนแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล (TAI) https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230277 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 2) ศึกษาความสนใจต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลสมุทรสงครามที่เรียนวิชาคอมพิวเตอร์ (13101) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมเป็นนักเรียน 40 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก &nbsp;แบบสังเกตพฤติกรรมความสนใจต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบหาค่าทีแบบกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3&nbsp; โรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ&nbsp; .01&nbsp; (2) ความสนใจต่อการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิค TAI หลังการทดลองอยู่ในระดับดีมาก คือร้อยละ 85.25</p> ธิษณามดี พุกประเสริฐ, กิตติคม คาวีรัตน์ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230277 Wed, 25 Dec 2019 14:16:57 +0700 การพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบึงกาสาม ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230281 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p> วิจิตร วิชัยสาร, ประภัสสร ทองยินดี, กรีฑา ไขแสง, สุภาภรณ์ งามวัน, ฐิติพงศ์ วิชัยสาร ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230281 Wed, 25 Dec 2019 14:19:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนมัธยมในกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230286 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน 2) ศึกษาประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนมัธยมในกรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนกับประสิทธิผลการบริหารโรงเรียนมัธยม และ 4) ศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนมัธยม&nbsp; &nbsp;กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นผู้บริหารและครูโรงเรียนมัธยมในกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน310คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ &nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;1)โดยภาพรวมและรายด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนอยู่ในระดับมาก &nbsp;&nbsp;2) ประสิทธิผลในแต่ละด้านและโดยรวมทุกด้านของการบริหารโรงเรียนมัธยมอยู่ในระดับมาก&nbsp; 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนและประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนมัธยม มีความสัมพันธ์ทางบวกอยู่ในระดับค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01&nbsp; 4) ปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนส่งผลต่อประสิทธิผลของการบริหารโรงเรียนมัธยม มีความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 05 โดยมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ 1.57 และมีความสามารถในการพยากรณ์ ร้อยละ 80</p> <p>&nbsp;</p> ผกาวรรณ ภูพื้น, สุรชัย สิกขาบัณฑิต ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230286 Wed, 25 Dec 2019 14:20:48 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230288 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก (2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก จำแนกตามเพศ&nbsp; ประสบการณ์ในการทำงานของครู และขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายกจำนวน 108 คน&nbsp; ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย คะแนนเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที&nbsp; และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว กรณีที่พบความแตกต่างจะทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยวิธีของ Scheffe’s ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายกโดยรวม (=2.96, SD=0.45) และรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง (2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายกจำแนกตาม&nbsp; เพศ ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp;</p> ปิยวัฒน์ บุตรน้ำเพ็ชร์, สุรชัย สิกขาบัณฑิต ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/230288 Wed, 25 Dec 2019 14:22:46 +0700 Book Review https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/231550 โชติกา ใจทิพย์, พิมพ์พร ชีวานันท์ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSocSci/article/view/231550 Wed, 25 Dec 2019 00:00:00 +0700