วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น (FEU Academic Review) //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU <p>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นจัดทำโดย มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550  โดยจัดทำเป็นราย 6 เดือน (2 ฉบับ/ปี)  ฉบับที่ 1 เดือนมิถุนายน – เดือนพฤศจิกายน และ ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม – เดือนพฤษภาคม  ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 วารสารได้เปลี่ยนกำหนดออกเป็นราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี) โดยเริ่มตั้งแต่วารสารปีที่ 9 ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป  ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือนพฤษภาคม – เดือนกรกฎาคม  ฉบับที่ 2  เดือนสิงหาคม – เดือนตุลาคม  ฉบับที่ 3 เดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม  และ ฉบับที่ 4  เดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน  ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้เปลี่ยนแปลงกำหนดออก ดังนี้ ฉบับที่ 1  มกราคม – มีนาคม  ฉบับที่ 2  เมษายน – มิถุนายน  ฉบับที่ 3  กรกฎาคม – กันยายน และ ฉบับที่ 4  ตุลาคม – ธันวาคม</p> มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น en-US วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น (FEU Academic Review) 1905-9590 <p>1. ทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยกับทัศนะเหล่านั้นและไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p><p>2. ความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความแต่ละบทเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงฝ่ายเดียว</p><p>3. ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับการสงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย การตีพิมพ์ซ้ำต้องได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นลายลักษณ์อักษร</p>4. กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ แผนภูมิข้อความส่วนใดส่วนหนึ่ง และ/หรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความให้เป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมแต่เพียงฝ่ายเดียว สารบัญ / กองบรรณาธิการ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/100458 - - ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 11 3 รายนามคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/100459 - - ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 11 3 บทบรรณาธิการ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/100460 - - ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 11 3 การวิเคราะห์องค์ประกอบของการเผชิญปัญหาเชิงบวกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในกรุงเทพมหานคร //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/77406 <p>การวิจยั ครงั้ นี้ มจี ดุ มุง่ หมายเพอื่ วิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบของการเผชิญปญั หาเชิงบวกของนักเรียนวัยรุน่<br />และตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างโมเดลโครงสร้างองค์ประกอบการเผชิญปัญหาเชิงบวกกับข้อมูล<br />เชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนวัยรุ่นที่ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา<br />2557 ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ<br />กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,421 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม<br />ขอ้ มูล คอื แบบวัดการเผชิญปญั หาเชิงบวกของนักเรียนวัยรุน่ เปน็ แบบมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดับ จาํ นวน<br />50 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .964 และการวิเคราะห์องค์ประกอบในครั้งนี้ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ<br />เชิงสำรวจ สกัดองค์ประกอบแบบวิเคราะห์องค์ประกอบหลักและหมุนแกนแบบมุมฉาก (Orthogonal<br />Rotation) ด้วยวิธีแวริแมกซ์ (Varimax) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า<br />การวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบเชิงสำรวจการเผชิญปญั หาเชิงบวกของนักเรียนวัยรุน่ ประกอบดว้ ย 9 องคป์ ระกอบ คอื<br />การเผชิญปัญหาเชิงรุก การรับรู้ความสามารถในการเผชิญปัญหา การเผชิญปัญหาแบบการตอบสนอง<br />การกำหนดเป้าหมาย การให้ความหมายที่มีคุณค่า การมองโลกในแง่ดี ความหยุ่นตัว การมุ่งแก้ไขปัญหา<br />และการเผชิญปัญหากับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยมีพิสัยของค่าไอเกนอยู่ระหว่าง 1.078 – 15.316<br />และมีค่าความแปรปรวนสะสม ร้อยละ 48.124 และผลจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการเผชิญปัญหา<br />เชิงบวกของนักเรียนวัยรุ่น พบว่า 9 องค์ประกอบดังกล่าว มีความเหมาะสมพอดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์<br />โดยมีค่าไค-สแควร์ ( ) เท่ากับ 1026.24 (p-value = .067) มีค่า GFI เท่ากับ .936 มีค่า AGFI เท่ากับ .915<br />มีค่า SRMR เท่ากับ .03 มีค่า RMSEA เท่ากับ .011 และมีนํ้าหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในเกณฑ์<br />สงู อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01 ซงึ่ สามารถวัดองคป์ ระกอบการเผชิญปญั หาเชิงบวกของนักเรียนวัยรุน่ ได้</p><p>The purposes of this research were to analyze the factor of positive coping of adolescent<br />students in Bangkok, and investigate the concordance of positive coping model with the empirical<br />data. The subjects consisted of 1,421 adolescent students were grade 2 secondary school students<br />(Mattayomsuksa II) from the Office of the Basic Education Commission, Ministry of Education,<br />Thailand. They were chosen by multiple random sampling. The instrument used for collecting data<br />in this research was positive coping questionnaire, and had the reliabilities (Cronbach's alpha)<br />at .964. Data were analyzed by exploratory factor analysis performed, using the principal component<br />analysis with the orthogonal rotation by varimax method, and investigate the concordance of<br />positive coping model by confirmatory factor analysis. The research results found that 1) There<br />were 9 factors of positive coping of adolescent students, consisted of proactive coping self-efficacy<br />coping, reactive coping, optimism, resilience, meaningfulness, goal-setting, problem-focused<br />coping and anticipatory coping. The eigen values were in the range of 1.078 - 15.316 and sum of<br />squared loading was 48.124. 2) The positive coping model in accordance was fit with the empirical<br />data with Chi-square ( ) = 1026.24 (p-value = .067), GFI = .936, AGFI = .915, SRMR = .03, and<br />RMSEA = .011. The factor loadings of each factor were positive in the range of .78 – 1.00 and they<br />were significant at .01 level. All variables were appropriate as observed variables of positive coping.</p> ภูริเดช พาหุยุทธ์ พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์ องอาจ นัยพัฒน์ คมเพชร ฉัตรศุภกุล ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 9 9 อิทธิพลของความสอดคล้อง และนวัตกรรมส่วนบุคคลที่มีต่อความตั้งใจในการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/69275 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาอิทธิพลของความสอดคล้องและนวัตกรรมส่วนบุคคลที่มีต่อความตั้งใจ<br />ในการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ไม่เคยชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน จำนวน 446 คน<br />สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉล่ยี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าสัมประสิทธิ์<br />สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ<br />ผลการวิจัยพบว่า ความสอดคล้องและนวัตกรรมส่วนบุคคล มีผลต่อความตั้งใจในการชำระเงิน<br />ผ่านสมาร์ทโฟนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจ<br />ในการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนได้ร้อยละ 40.6</p><p>This research aimed to study compatibility, and personal innovation that influenced<br />smartphone payment intentions. The participants were 446 respondents who previously had not<br />made payments by smartphones. Data were analyzed by the use of percentages, frequencies,<br />means, standard deviations, Pearson’s correlation and multiple regression analysis.<br />Findings revealed that compatibility, and personal innovation significantly influenced smartphone<br />payment intentions at p&lt; 0.01. This may have explained the 40.6% change of smartphone payment<br />intentions.</p> รัชมัง วิริยะพันธ์ ปวีณา คำพุกกะ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 25 25 อิทธิพลของการรับรู้คุณภาพการบริการที่มีต่อแนวโน้มในการกลับมาท่องเที่ยวและศักยภาพในการจัดการการท่องเที่ยวรูปแบบไมซ์ (MICE) ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/69343 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาอิทธิพลของการรับรู้คุณภาพการบริการของการท่องเที่ยว<br />รูปแบบไมซ์ที่มีต่อแนวโน้มในการกลับมาท่องเที่ยวรูปแบบไมซ์เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี (2) ศึกษาอิทธิพล<br />ของการรับรู้คุณภาพการบริการรูปแบบไมซ์ที่มีต่อศักยภาพในการจัดการการท่องเที่ยวรูปแบบไมซ์<br />ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ที่เข้าร่วมกิจกรรม<br />การท่องเที่ยวรูปแบบไมซ์ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการทอดแบบโดยการฝาก<br />แบบสอบถามไว้กับโรงแรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีด้วยขนาดตัวอย่าง<br />จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ และ<br />Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบวา่ (1) การรับรูค้ ณุ ภาพการบริการของการทอ่ งเทยี่ วรูปแบบไมซ์<br />มีอิทธิพลต่อแนวโน้มการกลับมาท่องเที่ยวรูปแบบไมซ์เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีโดยโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์<br />นมี้ เี พมิ่ มากขนึ้ 2.912 เทา่ (2) การรับรูค้ ณุ ภาพการบริการของการทอ่ งเทยี่ วรูปแบบไมซม์ อี ทิ ธิพลตอ่ ศักยภาพ<br />การจัดการท่องเที่ยวรูปแบบไมซ์เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีโดยโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นี้มีเพิ่มมากขึ้น 3.055 เท่า</p><p>The objectives of the research are to: 1) study influences of service quality perception on<br />the tendency of tourists to revisit Pattaya City; and 2) study influences of service quality perception<br />on the potential of MICE tourism management in Pattaya City, Chonburi Province. The research<br />population was MICE tourists who participated in MICE activities in Pattaya City, Chonburi Province.<br />The researcher applied a self-enumeration method of data collection in which the survey questionnaires<br />were left at medium and large hotels in Pattaya, Chonburi Province to be completed by 400<br />respondents. The questionnaire was used as a research tool Data analysis was done by using on<br />a percentage method and binary logistic regression. Research findings were that: (1) service quality<br />had influences on the tendency of tourists to revisit and the probability of an event that MICE tourists<br />tend to revisit rose by 2.912 times; and (2) service quality had influences on the potential of MICE<br />tourism management and the probability of an event that Pattaya has potential for providing MICE<br />tourism rose by 3.055 times.</p> ศิรประภา บำรุงวัตร์ ปรียาวดี ผลอเนก ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 37 37 Enhancing CMU Second Year Students’ English Writing Ability, Self-Confidence, and Motivation for Learning by Implementing Web Board Writing Activities //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/65426 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ1) ศึกษาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาก่อน<br />และหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนผ่านเว็บบอร์ด 2) ศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของนักศึกษาก่อนและ<br />หลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนผ่านเว็บบอร์ด และ 3) ศึกษาแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษา<br />ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนผ่านเว็บบอร์ด โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักศึกษา<br />ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ที่ลงทะเบียนเรียนกระบวนวิชา 001201 Critical Reading<br />and Effective Writing ผู้วิจัยได้ทำการสุ่มตัวอย่างโดยใช้หลักการการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและ<br />การสุ่มตัวอย่างแบบพิจารณาตามความสะดวกร่วมกัน ดังนั้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน<br />ในตอน (Section) ที่ผู้วิจัยเป็นผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถใน<br />การเขียนภาษาอังกฤษ แบบวัดความเชื่อมั่นในตนเอง และแบบวัดแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษ สำหรับ<br />การวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิตินั้น ทำโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-testหลังจากนักศึกษา<br />ได้เข้าร่วมกิจกรรมการเขียนผ่านเว็บบอร์ดเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า<br />1. คา่ เฉลยี่ จากคะแนนการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลังเขา้ รว่ มกิจกรรมการเขียนผา่ นเว็บบอรด์<br />สูงขึ้น (Mean =13.85)กว่าค่าเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม(Mean =10.90)<br />2. หลังเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนผ่านเว็บบอร์ดค่าเฉลี่ยของความเชื่อมั่นในตนเองของนักศึกษาสูงขึ้น<br />(Mean = 1.71)กว่าค่าเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม(Mean = 2.13)<br />3. ค่าเฉลี่ยแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงขึ้น (Mean =1.65)<br />กว่าค่าเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม (Mean = 2.16)</p><p>The purposes of this study were 1) to examine English writing ability of the students before<br />and after the implementation of web board writing activities 2) to study the students’ self-confidence<br />before and after implementing the web board writing activities and 3) to study the motivation<br />for learning English of the students before and after the web board writing activity implementation.<br />The population of the study was second year students of Chiang Mai University who were studying<br />the Fundamental English course (001201: Critical Reading and Effective Writing). The combination<br />of purposive sampling and convenience sampling was applied in the research. Therefore,<br />the subjects were students in the section taught by the researcher. The experimental instruments<br />consisted of four web board activities, an English writing ability test, a self-confidence test and a<br />motivation test. The tests were administered both before and after the experiment. The data obtained<br />were analyzed by using mean, standard deviation and t-test.<br />After implementing web board activities for six weeks, the results were as follows:<br />1. The mean score of students’ writing test improved from 10.90 on the pretest to 13.85<br />on the posttest.<br />2. The students’ self-confidence mean score rose from an average score of 1.71 to 2.13.<br />3. The students’ motivation for learning English mean score was higher, increasing from<br />1.65 to 2.16.</p> Aree Na Nan ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 50 50 แนวทางการสร้างความภักดีของผู้รับบริการโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/70842 <p>การวิจยั ครงั้ นมี้ จี ดุ มุง่ หมายเพอื่ ศึกษา ปจั จัยทสี่ ง่ ผลตอ่ ความภักดีของผูร้ บั บริการโรงพยาบาลเอกชน<br />ในกรุงเทพมหานคร และศึกษาแนวทางการสร้างความภักดีให้เกิดขึ้นกับผู้รับบริการโรงพยาบาลเอกชน<br />ในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ทั้งนี้การวิจัยเชิงคุณภาพ<br />ใช้แบบสอบถามเพื่อการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 14 คน และการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามจาก<br />กลุม่ ตัวอยา่ ง คอื ผทู้ เี่ คยใชบ้ ริการโรงพยาบาลเอกชน (ผปู้ ว่ ยนอก) 14 แหง่ ในกรุงเทพมหานคร จาํ นวน 400 คน<br />ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนา และสถิติ<br />เชิงอนุมาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากคำถามปลายเปิด ผู้วิจัยนำเสนอผลการสัมภาษณ์<br />แบบเจาะลึกและสรุปการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความภักดี<br />ของผู้รับบริการโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ด้านการให้ความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้รับบริการ<br />ดา้ นการมีสมั พันธภาพกับผูร้ บั บริการ ดา้ นความเปน็ รูปธรรมของการบริการ ดา้ นการทำใหเ้ ฉพาะเจาะจงบุคคล<br />ด้านการเป็นหุ้นส่วน และด้านการเข้าใจความคาดหวังของผู้รับบริการ สำหรับแนวทางการสร้างความภักดี<br />ของผู้รับบริการโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร ควรให้ความสำคัญกับการให้ความเห็นอกเห็นใจแก่<br />ผรู้ บั บริการ การมีสมั พันธภาพกับผูร้ บั บริการ ความเปน็ รูปธรรมของการบริการ การทำใหเ้ ฉพาะเจาะจงบุคคล<br />การเข้าใจความคาดหวังของผู้รับบริการและการเป็นหุ้นส่วน ตามลำดับ</p><p>This research aims to study the factors that affect the loyalty of the clients of private<br />hospitals in Bangkok and to study the guidelines to build loyalty that happened to the service of<br />private hospital in Bangkok. Because to this research was conducted on the qualitative and the<br />quantitative methods, the survey tools are the questionnaires for in-depth interviews with 14 people<br />in qualitative method and there are 400 people with a multi-stage random sampling who used to<br />get the service from 14 private hospitals (outpatient) in Bangkok. Data analysis for quantitative<br />research was using descriptive analysis and inferential statistics. The analysis of qualitative data<br />was from open-ended questions. The researchers presented the results of in-depth interview that<br />summarized content analysis. The results showed that factors affecting the loyalty of clients private<br />hospitals in Bangkok was the provision of sympathy to the service; the relationship with the client;<br />the concrete of service; the making of specific individuals; the partnership; understanding the<br />expectations of the clients. The study of guidelines for the loyalty of the clients of private hospital<br />in Bangkok are giving priority to providing sympathy to the service; the relationship with the client;<br />the concrete of service; making for specific person, understanding the expectations of the clients<br />and the partnerships respectively.</p> อรรนพ เรืองกัลปวงศ์ สราวรรณ์ เรืองกัลปวงศ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 63 63 การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหัตถกรรม OTOP 5 ดาวกรณี สินค้าเรือใบจำลอง จังหวัดเชียงใหม่ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/71082 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหัตถกรรม OTOP 5 ดาว และ<br />เพอื่ ศึกษาการจัดการความรูภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ หัตถกรรม OTOP 5 ดาวกรณี สนิ คา้ เรือใบจำลอง จงั หวัดเชียงใหม่<br />เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มหัตถกรรมจากไม้ แม่วินเรือจำลอง 101 หมู่ 9 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง<br />จงั หวัดเชียงใหม ่ โดยใชว้ ธิ กี ารสัมภาษณเ์ ชิงลึก และการสนทนากลุม่ ทาํ การสุม่ ตัวอยา่ งแบบเจาะจง โดยเลือก<br />คณะกรรมการและสมาชิกกลุ่ม 14 คน ที่ปรึกษากลุ่ม 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการศึกษาพบว่า 1) การศึกษาความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหัตถกรรมเรือใบจำลองพบว่า ที่มาของ<br />ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 1.1) มาจากความรู้ดั้งเดิมที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นความรู้<br />ที่เกี่ยวกับพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับวิถีธรรมชาติ 1.2) มาจากความรู้ใหม่ที่ประยุกต์<br />จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นความรู้ที่รับการส่งเสริมและพัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐจากภายนอก ความรู้ทั้ง<br />2 ลักษณะนั้นมีที่มาที่สำคัญ คือ เป็นความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล<br />ที่มีการฝึกฝนและปฏิบัติด้วยตนเอง ความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ ความรู้<br />ที่มีการพัฒนามาเป็นความรู้เฉพาะกลุ่ม ความรู้ที่มีเอกลักษณ์กลุ่มบ่งบอกถึงความเป็นท้องถิ่นอย่างแท้จริง<br />และ 2) การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหัตถกรรมเรือใบจำลองตามกรอบกระบวนการจัดการความรู้<br />มีดังนี้ 2.1) การบ่งชี้ความรู้เกี่ยวกับการกำหนดผลิตภัณฑ์ผ่านการคิดและตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกกลุ่ม<br />2.2) การสร้างและแสวงหาความรู้ที่มาจากภายในกลุ่มและภายนอกเพื่อให้เกิดความรู้เฉพาะของกลุ่ม<br />2.3) การจัดความรู้ให้เป็นระบบกลุ่มผู้ผลิตเรือใบจำลองยังไม่มีการจัดการความรู้ให้เป็นระบบที่ชัดเจน<br />เนื่องจากความรู้ส่วนใหญ่ได้มาจากภูมิปัญญาของชุมชนที่ได้มาจากประสบการณ์ 2.4) การประมวลและ<br />กลั่นกรองความรู้ ยังขาดความชัดเจนเนื่องจากความรู้ส่วนใหญ่นั้นเป็นความรู้แบบไม่ชัดแจ้งมักได้รับ<br />การประมวลและเก็บไวใ้ นความจำของบุคคลมากกวา่ 2.5) การเขา้ ถึงความรู ้ รปู แบบในดา้ นการจัดเก็บความรู้<br />ของกลุ่มส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของการจดจำผ่านตัวบุคคล รองลงมาคือการจัดเก็บโดยการบันทึกภาพ<br />กระบวนการผลิต และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต และการเก็บเป็นตัวอย่างชิ้นงาน 2.6) การแบ่งปัน<br />แลกเปลยี่ นความรู ้ มกี ารแลกเปลยี่ นความรูอ้ ยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการโดยเฉพาะการแลกเปลยี่ นความรูภ้ ายในกลุม่<br />เพื่อให้สมาชิกมีความรู้และทักษะในการผลิตมากขึ้น และ 2.7) การเรียนรู้ การถ่ายทอดความรู้ มีรูปแบบ<br />การถา่ ยทอดอยา่ งเปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการโดยกระบวนการจัดการความรูด้ งั กลา่ วมีลกั ษณะเปน็ วงจร<br />ที่เมื่อถ่ายทอดความรู้แล้วสามารถย้อนกลับไปกำหนดความรู้ในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นควรมี<br />การเก็บรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ในรูปความรู้ที่ชัดแจ้ง เช่น การจัดทำในรูปแบบสื่อต่างๆ</p><p>This study was proposed to study local wisdom as well as to study knowledge management<br />of local wisdom of a five-star mock-up sailboat (OTOP) in Chiang Mai. The study was applied a<br />qualitative method by collecting data from wooden-handicraft product group called Mae Win Mock-up<br />Sailboat in Mae Wang, Chiang Mai. Primary and secondary data were collected from fourteen group<br />members and four group consultants via in-depth interview as well as focus group with purposive<br />sampling. Data collected were analyzed based on descriptive method.<br />The results were indicated as follow; 1) Local intellect mock-up sailboat was derived from<br />two aspects of local wisdom: 1.1) traditional wisdom concerning living in accordance with nature,<br />and 1.2) new knowledge which was derived from the traditional one and was supported by the<br />government. Both reflected the origins of local wisdom as stated below. Knowledge that was inherited<br />through generations, knowledge that was resulted from personal practice, knowledge that was<br />supported by government cooperation, knowledge that was properly developed as the local unique.<br />2) Knowledge management of local wisdom concerning mock-up sailboat was stated below. 2.1)<br />Knowledge identification about product setting was conducted through thinking and decision making<br />among the group members. 2.2) Constructive knowledge was developed both in group and<br />outgroup so as to create unique knowledge of the group. 2.3) There was still lack of systematic<br />knowledge management within the group, for a great deal of knowledge was derived from<br />personal experience. 2.4) Knowledge codification was not precise since most knowledge was like<br />implicit wisdom. 2.5) Knowledge access based on the group's knowledge storage was in form of<br />personal memory as well as photograph taking. 2.6) Knowledge sharing was conducted either<br />formally or informally, especially ingroup knowledge sharing. This was done to strengthen local<br />wisdom and manufacturing skills among members. 2.7) Knowledge learning and knowledge transfer<br />were achieved both formally and informally. The processes of knowledge management was like a<br />cycle that could be turned back to reset knowledge in other forms. Therefore, there should be<br />explicit knowledge storage such as media storage.</p> กัญญ์พัสวี กล่อมธงเจริญ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 79 79 การประยุกต์ใช้ระบบพี่เลี้ยงเพื่อการจัดการความรู้และส่งเสริมทักษะงานวิจัยในคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/71081 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเ์ พอื่ ศึกษาแนวทางในการสง่ เสริมและพัฒนานักวิจยั รุน่ ใหม ่ โดยใชเ้ ครอื่ งมือ<br />ทางการจัดการความรู้ ได้แก่ ระบบพี่เลี้ยงงานวิจัยในการเพิ่มทักษะงานวิจัยแก่บุคลากรสายวิชาการของ<br />คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิธีการวิจัยใช้เครื่องมือทางการจัดการความรู้คือ การสร้างชุมชน<br />นักปฏิบัติและการใช้ระบบพี่เลี้ยง มีขั้นตอนที่สำคัญ 4 ขั้น ดังนี้ 1) การจัดกลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่และนักวิจัย<br />พี่เลี้ยงจากอาจารย์คณะบริหารธุรกิจที่สมัครใจเข้ารับการพัฒนาทักษะงานวิจัย 2) ดำเนินกิจกรรมการวิจัย<br />แบบพี่เลี้ยง 3) การประเมินผลการวิจัยโดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์ผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ<br />และ 4) การสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า จัดกลุ่มนักวิจัยได้ จำนวน 14 คน รวมจำนวน 7 คู่ในแต่ละ<br />สาขาของคณะ ในระหว่างดำเนินโครงการระยะเวลา 3 เดือน มีการพบปะอย่างไม่เป็นทางการ เฉลี่ย 1-4 ครั้ง<br />ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง โดยใช้สถานที่ภายในและใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยพบว่า นักวิจัยที่ได้รับ<br />การดูแลในการให้ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยที่ตนเองต้องการ ได้แก่ 1) การกำหนดหัวข้อวิจัยจากการพัฒนา<br />โจทย์จากกิจกรรมการจัดการความรู้ของคณะบริหารธุรกิจ 2) การขอทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก<br />3) การเขียนบทความวิจัยและการนำเสนองานวิชาการในระดับนานาชาติ 4) การทบทวนวรรณกรรมและ<br />ทฤษฎีเพื่องานวิจัย 5) การกำหนดหัวข้องานวิจัยจากการลงพื้นที่บริการวิชาการซึ่งเป็นการบูรณาการพันธกิจ<br />ของมหาวิทยาลัยได้แก่ การวิจัยและการบริการวิชาการ และ 6) แนวทางการกำหนดระเบียบวิธีวิจัย<br />ซึ่งการวิจัยเรื่องนี้นักวิจัยที่ได้รับการดูแลสามารถกำหนดหัวข้อความต้องการเรื่องงานวิจัยได้ด้วยตนเอง<br />ส่งผลให้เกิดการทำวิจัยตามความสามารถและตามความสนใจของนักวิจัย อีกทั้งยังทำให้นักวิจัยพี่เลี้ยง<br />ได้เครือข่ายผู้วิจัยเพิ่มอีกด้วย ทั้งนี้งานวิจัยนี้จะทำได้ดีหากมีความต่อเนื่องของงานวิจัยและมีการติดตาม<br />ผลการดำเนินงานด้านการวิจัยในระยะเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไป<br />ประกอบแผนการจัดทำนโยบาย กลยุทธ์ในการบริหารงานวิจัยของหน่วยงานต่อไป</p><p>This research aims to explore how to improve academic competencies of the researchers<br />by using the mentoring system at the Faculty of Business Administration, Mae Jo University,<br />Thailand. The study utilizes the community of practice, a knowledge management approach, which<br />involved 4 steps as follows: 1) matching new researchers to the mentors by using volunteer<br />technique from lecturers in the Faculty of Business Administration; 2) research meetings organized<br />by mentors; 3) research evaluation by interviewing the participants and the statistical analysis;<br />4) in-depth interviews. The researchers and mentors were separated into seven pairs and the<br />average frequency of the meets was between 1-4 times with each time lasting for 1-2 hours.<br />The results of research indicated that the knowledge about how to improve research competencies<br />were transferred to the research mentees which include 1) defining topics of research from the<br />project of knowledge management at the Faculty of Business Administration Mae Jo University;<br />2) applying for research funds from resources outside the university; 3) writing and presenting<br />research papers in international conferences; 4) critically writing literature reviews and understanding<br />research theories; 5) defining research topics with integrated research and academic service;<br />6) employing proper methods. This research believes that a continuous collaboration lasting more<br />than 1 year between the mentors and mentees can improve the academic competencies. Moreover,<br />results highlighted the aspects of need areas which can serve for strategic planning and organization<br />of future workshops at education institutes to promote researches in future.</p> ไพรพันธ์ ธนเลิศโศภิต พัชรินทร์ สารมารท อรทัย ดุษฎีดำเกิง ภัทริกา มณีพันธุ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 93 93 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดโดยใช้ของเล่นพื้นบ้าน //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/71102 <p>งานวิจยั นมี้ วี ตั ถุประสงคเ์ พอื่ พัฒนาการจัดการเรียนรูข้ องครู จดั ทำแผนกิจกรรมการเรียนรูแ้ ละศึกษา<br />ผลการพัฒนาการจัดการเรียนรูข้ องครูในการสง่ เสริมทักษะการคิดของนักเรียนโดยใชข้ องเลน่ พนื้ บา้ น กลุม่ เปา้ หมาย<br />คือ ครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาของโรงเรียนในเขตจังหวัดเชียงใหม่ กระบวนการวิจัยเป็นแบบเชิงทดลอง<br />มีขั้นตอนการวิจัย 4 ระยะ คือ การสำรวจข้อมูลของเล่นพื้นบ้านเพื่อนำมาวิเคราะห์ จัดทำแผนกิจกรรม<br />เก็บรวบรวมขอ้ มูลจากการทดลองแผนกิจกรรม และสรุปผล เครอื่ งมือทใี่ ชป้ ระกอบดว้ ย แบบสำรวจภูมปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่<br />เกี่ยวกับของเล่นพื้นบ้าน แบบวัดทักษะการคิด แผนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แบบประเมินพฤติกรรม<br />นักเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของครูและนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ จำนวน ร้อยละ<br />ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน ข้อมูลผลการจัดกิจกรรม จากการสังเกตของครู นำมาวิเคราะห์<br />เชิงเนื้อหา ซึ่งมีครูสนใจเข้าร่วมกิจกรรมวิจัย จำนวน 13 คน จากโรงเรียนบ้านหนองไคร้ และโรงเรียน ชุมชน<br />บ้านบวกครกน้อย จังหวัดเชียงใหม่<br />ผลการวิจัยพบว่า ของเล่นพื้นบ้านทุกชนิดที่ประดิษฐ์โดยภูมิปัญญาในท้องถิ่น สามารถใช้เป็นสื่อ<br />ในการส่งเสริมทักษะการคิดให้กับนักเรียนได้ ทั้งนี้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในส่วนของกิจกรรมพัฒนา<br />ผู้เรียนสำหรับงานวิจัยนี้ ได้คัดเลือกชนิดที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน โดยมี<br />ของเล่นพื้นบ้าน จำนวน 34 ชนิด ทำให้คณะครูซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมการวิจัยสามารถทำแผนการจัดการเรียนรู้<br />เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดให้กับนักเรียนได้ ทั้งสิ้น 50 แผน เมื่อนำแผนดังกล่าวไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับ<br />ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 – 4 จาํ นวน 259 คน พบวา่ นกั เรียนมีทักษะการคิดอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ร้อยละ 72.65<br />เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนมีทักษะการคิดในระดับดีเพียงร้อยละ 29.30 นอกจากนี้พบว่า<br />นักเรียนมีพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมกิจกรรมในระดับดีมาก ร้อยละ 74.90 ผลการประเมินความคิดเห็นของ<br />นักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนพบว่าอยู่ในระดับดี และผลการประเมินจากแบบบันทึกหลังการ<br />สอนพบว่า นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ มีการเปลี่ยนพฤติกรรม<br />ของตนเองไปในทางทดี่ ขี นึ้ เปน็ ไปตามจุดมุง่ หมายและมีคณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค ์นกั เรียนมีความกระตือรือรน้<br />มีความสนใจในการเรียนและมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีเพิ่มขึ้น</p><p>The objective of this research is to develop learning management of teachers, to plan<br />learning activities and study result of develop learning teachers to encourage the thinking skills for<br />students using folk toys. The target group is the primary school teachers who are teachings in<br />Chiangmai Educational Service Area. The research process is using an experimental design. There<br />are four stages of the research process is to explore folk toys. To analyze, plan activities, collect<br />data and draw conclusions from the trial plan. The tools employed in this research are the<br />indigenous survey on folk toys, the evaluation form on thinking skills, the activity arrangement plan<br />for learners’ development, the students’ evaluation form and the questionnaires to collect teachers’<br />and students’ opinion. Quantitative analysis of the percentage, average and standard deviations.<br />Results of the activities of the teachers were content analysis. Some 13 interested teachers have<br />participated in the research activity. They are teachers from Ban Nong Krai School and Ban<br />Buakkrognoi Community School, Chiangmai Province.<br />The research findings reveal that all folk toys which are created through indigenous knowledge<br />can be used as media that enhance the thinking skills for students. In addition, the instructional<br />activity arrangement within the part of activity to develop learners in this research will select the<br />activities that are appropriate and responsive to the nature of the learners. Some 34 folk toys are<br />used. The teachers team who participate in the research activity can make some 50 plan learning<br />activities to enhance the thinking skills for students. After the trial use of such plan to around 259<br />students who are studying in the Prathom Suksa 1 to 4. The findings reveal that some 72.65 percent<br />of students have the thinking skills in a “High” to “Highest” level. When compared with these levels<br />before participating in this activity, only some 29.30 percent of the students reach the thinking skill<br />in “High” level earlier. In addition, the findings reveal that the students have the positive behavior<br />after participating in the activity in the “Highest” level at 74.90 percent. The results of evaluating<br />student’s opinion toward the activity arrangement to develop learners show a “High” level. And the<br />evaluation results of the record form after the instruction session reveal that students can think<br />analytically to solve problems by themselves. They change their behavior to better ways and<br />respond properly to the objectives, and they have desirable characters which are enthusiasm,<br />interests in learning, and better social behavior.</p> ทัศนีย์ บุญแรง ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 105 105 รูปแบบความร่วมมือกับภาครัฐขององค์กรชุมชนในการลดความรุนแรงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/70217 <p>บทความวิจยั นมี้ วี ตั ถุประสงคเ์ พอื่ ศึกษา 1) รปู แบบความรว่ มมือทสี่ ามารถนำไปสูก่ ารปฏิบตั กิ บั ภาครัฐ<br />ขององค์กรชุมชนในการลดความรุนแรงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) ปัจจัย<br />ที่มีความสัมพันธ์กับความร่วมมือกับภาครัฐขององค์กรชุมชนเพื่อการลดความรุนแรงสถานการณความไม่สงบ<br />ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ กลุ่มองค์กรชุมชนที่มีสถานภาพเป็นองค์กรจดทะเบียน<br />ทงั้ ในเขตเมืองและชนบท ประกอบดว้ ย ผนู้ าํ กรรมการ หรือสมาชิกกลุม่ ผไู้ ดร้ บั มอบหมายจากตัวแทนองคก์ ร<br />ชุมชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอ จังหวัดสงขลา เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึก<br />(In-depth Interview) จาํ นวน 16 คน และวิธกี ารสนทนากลุม่ ยอ่ ย (Focus Group Discussion) จาํ นวน 10 คน<br />ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปผลการวิจัยดังนี้ 1) รูปแบบความร่วมมือที่กับภาครัฐกับองค์กรชุมชนใน<br />การลดความรุนแรงในพนื้ ที่จงั หวัดชายแดนภาคใต ้ประกอบดว้ ย 3 รปู แบบ คอื รปู แบบความรว่ มมือแบบสงั่ การ<br />รูปแบบความร่วมมือแบบหุ้นส่วน และรูปแบบความร่วมมือแบบพันธมิตร 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อ<br />ความร่วมมือกับภาครัฐขององค์กรชุมชนเพื่อการลดความรุนแรงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่<br />จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัจจัยการแสดงออกในเชิงอัตลักษณ์ ปัจจัยความเหมาะสมของนโยบาย และ<br />ปัจจัยสภาพโครงสร้างทางสังคม</p><p>The purpose of this research were to study 1) the collaborative model between public sectors<br />and community organizations to inhibit the insurgency in unrest areas of southernmost provinces<br />2) the factors regarding collaboration between government and community organizations to<br />decrease the violence in the unrest areas of southernmost provinces. The key informants of this<br />study were the community organizations registered in the urban and countryside. They consist of<br />leaders, committees, or representatives of the community members who inhabit within three<br />southernmost provinces, along with four districts in songkhla. Data were collected by implementing<br />in-depth interview with sixteen people and focus group with ten people. Content Analysis.<br />The following consequences will be summarized below: 1) The three collaborative models between<br />public Sectors and community organizations to inhibit the insurgency in the unrest areas of<br />southernmost provinces were commanding model, partnership model and alliance model. 2) The<br />three factors as to collaboration between public sectors and community organizations to inhibit the<br />insurgency in unrest areas of southernmost provinces were social structure, identity expression<br />and appropriate policy.</p> เฉลิมศักดิ์ บุญนำ อิศรัฏฐ์ รินไธสง อนุวัต สงสม ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 118 118 บทบาทครูพี่เลี้ยงในการส่งเสริมความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/70274 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์บทบาทครูพี่เลี้ยงในการส่งเสริมความสามารถ<br />ด้านการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการแสดง<br />บทบาทครูพี่เลี้ยงและความต้องการพัฒนาบทบาทครูพเี่ ลยี้ งในการสง่ เสริมความสามารถดา้ นการจัดการเรียนรู้<br />ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 คือ การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง<br />กับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู การจัดการเรียนรู้และบทบาทครูพี่เลี้ยงของสถานศึกษาเครือข่าย<br />มหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 64 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร แบบตรวจสอบ<br />คุณภาพขององค์ประกอบและพฤติกรรมบ่งชี้บทบาทครูพี่เลี้ยง และแบบบันทึกการประชุมกลุ่ม วิเคราะห์<br />ข้อมูลฉันทามติโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ระยะที่ 2 คือ<br />การศึกษาสภาพปัจจุบันของการแสดงบทบาทครูพี่เลี้ยงในการส่งเสริมความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้<br />ของนักศึกษาและความต้องการในการพัฒนาบทบาทครูพี่เลี้ยง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม คือ ครูพี่เลี้ยงและ<br />นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของสถานศึกษาเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 640 คน เครื่องมือ<br />ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของการแสดงบทบาทครูพี่เลี้ยงและ<br />ความต้องการในการพัฒนาบทบาทครูพี่เลี้ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทครูพี่เลี้ยงในการส่งเสริมความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษา<br />ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 58 พฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ การส่งเสริมด้านการเตรียม<br />การจัดการเรียนรู้ (12 พฤติกรรมบ่งชี้) การจัดกระบวนการเรียนรู้ (8 พฤติกรรมบ่งชี้) การจัดสื่อการเรียนรู้<br />(9 พฤติกรรมบ่งชี้) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (15 พฤติกรรมบ่งชี้) และการสร้างบรรยากาศ<br />แห่งการเรียนรู้ (14 พฤติกรรมบ่งชี้) 2) สภาพปัจจุบันของการแสดงบทบาทครูพี่เลี้ยงในการส่งเสริม<br />ความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง<br />และครูพี่เลี้ยงมีความต้องการในการพัฒนาบทบาทโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p><p>The research objectives were to synthesize the roles of mentor teachers in promoting the<br />student teachers’ learning management abilities, and to examine current conditions of the mentor<br />teachers’ roles. The research is divided into two phases. Phase 1 involved a study of 64 documents<br />relevant to professional experience teacher training, learning management, and mentor teachers’<br />roles in professional experience teacher training of schools in the Rajabhat University Network. The<br />research instruments included a document analysis record, an evaluation form, and a focus group<br />recording form. The data were analyzed by an item-objective-congruence index, median and<br />interquartile range. Phase 2 was concerned with current conditions of the mentor teachers’ roles and<br />their needs for development. The respondents of this study were 640 mentor teachers and student<br />teachers of schools in the Rajabhat University Network. The data were collected by using a<br />questionnaire and analyzed by mean and standard deviation. The research results were as follows: 1)<br />The roles of mentor teachers in promoting the student teachers’ learning management abilities<br />consisted of 5 factors and 58 behavioral indicators. They were promoting a learning preparation<br />(12 behavioral indicators), a learning management process (8 behavioral indicators), instructional<br />media (9 behavioral indicators), learning assesment (15 behavioral indicators), and learning to<br />create a learning atmosphere (14 behavioral indicators). 2) The overall current conditions of the role<br />of mentor teachers in promoting the student teachers’ learning management abilities were at<br />intermediate level, and the overall needs for the mentor teachers’ role development were at high level.</p> สายฝน แสนใจพรม น้ำผึ้ง อินทะเนตร ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 133 133 ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานทางการเงินตามมุมมองของผู้ประกอบการตลาดนัด จังหวัดลำปาง //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/77209 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญของส่วนประสมทางการตลาดและผลการดำเนินงาน<br />ทางการเงิน และเพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานทางการเงินตามมุมมอง<br />ของผูป้ ระกอบการตลาดนัด จงั หวัดลำปาง ประชากร คอื ผปู้ ระกอบการตลาดนัด จงั หวัดลำปาง จาํ นวน 310 คน<br />เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยใช้สถิติพรรณนาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />และสถิติอนุมานวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์ ผลวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญต่อส่วนประสม<br />ทางการตลาดอยูใ่ นระดับมากทสี่ ดุ ไดแ้ ก ่ สถานทจี่ ดั จำหนา่ ย ราคา ผลิตภัณฑ ์ และลำดับสุดทา้ ย คอื สง่ เสริม<br />การตลาด และผลการดำเนินงานของการเงินอยูใ่ นระดับปานกลาง ผลการวิเคราะหเ์ สน้ ทางความสัมพันธพ์ บวา่<br />(1) ปัจจัยด้านราคามีอิทธิพลทางตรงต่อผลการดำเนินงานทางการเงินมากที่สุด (2) ปัจจัยด้านสถานที่<br />(3) ปัจจัยด้านส่งเสริมการตลาด และ (4) ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์</p><p>The purposes of this research were to study the importance of marketing mix and financial<br />operation, and to study of effect of marketing mix strategy toward financial performance approach<br />of flea market entrepreneurs in Lampang Province. The population was 310 flea market entrepreneurs.<br />The research tool was in questionnaire format by applying descriptive statistics for data analysis.<br />There were composed of the percentage, standard deviation and inferential statistics with path<br />analysis technique.<br />The findings of research revealed that the importance of marketing mix strategy were rated<br />as highest level, etc. place, price and product, promotion and financial performance were rated as<br />moderate level. The findings of path analysis that the price had the most direct effect toward financial<br />performance, and followed by place, promotion and product had direct effect toward financial<br />performance.</p><p> </p> บุญฑวรรณ วิงวอน อัจฉรา เมฆสุวรรณ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 147 147 อิทธิพลของกลยุทธ์ธุรกิจ นวัตกรรม การมีส่วนร่วม การมุ่งเน้นการตลาดที่มีต่อความได้เปรียบในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน จังหวัดลำปาง //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/65013 <p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจ นวัตกรรม<br />องค์กร การมีส่วนร่วม การมุ่งเน้นการตลาด และความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน ตลอดจน<br />ปจั จัยทมี่ อี ทิ ธิพลตอ่ ความสามารถทางการแขง่ ขันของวิสาหกิจชุมชน กลุม่ ตัวอยา่ งเปน็ ผูป้ ระกอบการวิสาหกิจชุมชน<br />ที่มีผลการดำเนินงานในระดับดีของจังหวัดลำปาง จำนวน 165 ราย สุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือ<br />ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน<br />มาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า วิสาหกิจชุมชน<br />ใหค้ วามสำคัญทุกปจั จัยอยูใ่ นระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหานอ้ ยดังนี้ ความไดเ้ ปรียบทางการแขง่ ขัน<br />การมุ่งเน้นการตลาด นวัตกรรม การมีส่วนร่วม และกลยุทธ์ธุรกิจ ส่วนการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ<br />ความได้เปรียบทางการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดลำปาง พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความได้เปรียบ<br />ทางการแข่งขัน ประกอบด้วย กลยุทธ์ธุรกิจ นวัตกรรม การมีส่วนร่วม โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด<br />ได้แก่ นวัตกรรม รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลน้อยที่สุดคือ กลยุทธ์ธุรกิจ</p><p>The purpose of this quantitative research was to study the levels of business strategic<br />importance, organizational innovation, participation, market orientation and competitive advantage,<br />including factors affecting the competitive ability of community enterprise. One hundred and sixty<br />five entrepreneurs, whose works at a good operational level in Lampang, were employed as sample<br />in this study with simple random sampling technique. Research instrument was a questionnaire<br />and these statistics were analyzed: percentage, mean, standard deviation, correlation coefficient<br />and multiple linear regression analysis. Research results were found that community enterprise<br />gave the importance of all aspects at a high level, ranking from high to low level as follows:<br />competitive advantage, market orientation, innovation, participation, and business strategy. In<br />addition, the studying of factors affecting the competitive advantage of community enterprise at<br />Lampang province, it was found that factors affecting the competitive advantage consisted of<br />business strategy, innovation, participation. Most crucial factor was as innovation, following by<br />participation. However the less crucial factor was as business strategy.</p> ชัยวัฒน์ สมศรี บงกชกร หงษ์สาม นภาวรรณ เนตรประดิษฐ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 161 161 ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและความต้องการบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/72363 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน<br />ความต้องการบริการสุขภาพและเปรียบเทียบความต้องการบริการสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตเทศบาล<br />นครพิษณุโลก (โซน3) ตามตัวแปร เพศ ระดับการศึกษา อาชีพแหล่งรายได้และความเพียงพอของรายได้<br />กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก (โซน 3) ในปี พ.ศ. 2558 จำนวน 361 คน<br />ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ค่าทีแบบอิสระ และสถิติการทดสอบค่าเอฟ ผลการวิจัยโดยสรุป พบว่า เมื่อพิจารณาคะแนนความสามารถ<br />ในการปฏิบตั กิ จิ วัตรประจำวันโดยรวมของกลุม่ ตัวอยา่ งแลว้ สามารถจำแนกประเภทของผูส้ งู อายุอยูใ่ นกลุม่ ที่ 1<br />คือผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองได้ ช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชนและสังคมได้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความต้องการบริการ<br />สุขภาพทุกด้านในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบความต้องการบริการสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างพบว่า<br />กลุ่มตัวอย่างที่มีแหล่งรายได้ต่างกัน มีความต้องการบริการสุขภาพแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />ในขณะที่ความต้องการบริการสุขภาพจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความเพียงพอของรายได้<br />ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นในการจัดบริการสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ อาจต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับความสามารถ<br />ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเป็นรายกรณี รวมทั้งพิจารณาให้เหมาะสมกับแหล่งรายได้ของ<br />ผู้สูงอายุแต่ละรายด้วย</p><p>The purposes of this descriptive research were to examine abilities to perform daily<br />activities, needs for the health services, and compare needs for the health services of elders in<br />Phitsanulok municipality (zone 3)by sex, education levels, career, source of income, and the<br />sufficiency of income. The samples were 361 elders aged 60 years and older living in Phitsanulok<br />municipality, 2015.The interview was used to collected data. Data were analyzed using frequency,<br />percentage, mean, standard deviation, t test, and F-test.The results of the study showed that when<br />considering the abilities to perform daily activities of elders, the results of the study showed that<br />most of elders were in the first group who were able to take care of themselves, as well as other<br />people, communities, and society.The needs for health services in all dimensions of sample were<br />at the high levels. The needs for health services of the elders with different source of income were<br />significantly different, whereas the needs for health services of those with different sex, education<br />levels, career, and the sufficiency of income were not different. Therefore, providing health care<br />services for elders should consider if it is appropriate with their abilities to perform daily activities<br />and also their sources of income.</p> กชกร สายบุญศรี อัศนี วันชัย ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 174 174 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดลำปาง //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/70875 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและตรวจสอบรูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัย<br />ที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ครู จำนวน<br />400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายความตรงเชิงโครงสร้าง<br />โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์<br />ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก<br />จงั หวัดลำปาง ไดแ้ ก  (1) ปจั จัยดา้ นภาวะผนู้ าํ ผบู้ ริหาร ประกอบดว้ ย การกระตนุ้ ทางปญั ญา การคำนึงถึงความแตกตา่ ง<br />ระหว่างบุคคล การสร้างแรงบันดาลใจ และการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ (2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม<br />ประกอบด้วย สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน สภาพแวดล้อมภายนอกโรงเรียน และความสัมพันธ์กับชุมชน<br />(3) ปัจจัยด้านคุณภาพการสอน ประกอบด้วย พฤติกรรมการสอนของครู การร่วมมือและการแข่งขัน<br />ความสัมพันธ์ของครูและนักเรียน และการจัดรูปแบบชนั้ เรียน และ (4) ปจั จัยดา้ นคุณภาพผูเ้ รียน ประกอบดว้ ย<br />ดี เก่ง และมีสุข 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพผู้เรียนมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำผู้บริหาร และปัจจัย<br />ที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพผู้เรียนน้อยที่สุด คือด้านสภาพแวดล้อม 3) ผลการตรวจสอบความตรงของรูปแบบ<br />ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะผู้นำผู้บริหารที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพผู้เรียนโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก<br />จังหวัดลำปาง พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยไค-สแควร์ มีค่าเท่ากับ 52.33<br />ที่องศาอิสระค่า df = 45 (p = 0.21086) ซึ่งแตกต่างจากศูนย์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าดัชนีวัด<br />ความกลมกลืน (GFI) มีค่าเท่ากับ 0.98 ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) มีค่าเท่ากับ 0.95 และ<br />ค่ารากกำลังสองเฉลี่ยของค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณ (RMSEA) มีค่าเท่ากับ 0.021</p><p>The objective of this research was to develop and investigate a linear structural relationship<br />model of factors affecting learner quality in small-sized primary school in Lampang province.<br />The sample of this study consisted of 400 teachers. The research instrument was the questionnaire.<br />Data were analyzed through descriptive statistics and construct validity via computer software.<br />The results of this research showed as follows: 1) the factors influencing the learner quality in<br />primary school included (1) executive leadership: intellectual stimulation, individualized consideration,<br />inspirational motivation, and idealized influence, (2) environment: internal environment, external<br />environment, and interaction with community, (3) instruction quality: instructional behavior of<br />teacher, cooperation and competitiveness, relationship between teacher and students, and classroom<br />management, (4) learner quality: Goodness, Intellect, and Happiness. 2) factors that influence the<br />quality of the students most is the leadership, management. And the factors that influence the quality<br />of the learning environment is minimal. 3) the results of validity of casual relationship model of<br />executive leadership influencing learner quality in small-sized primary school in Lampang province<br />showed that: the model was consistent to empirical information with chi - square of 52.33 at 45<br />degrees of freedom (df) (p = 0.21086), which was statistically significantly different from zero.<br />Goodness of Fit Index (GFI) was 0.98, Adjusted Goodness of Fit Index (AGFI) was 0.95 and Root<br />Mean Square Error of Approximation (RMSEA) was 0.021.</p> ธนัช มหาสินทรัพย์ ชัยณรงค์ สุวรรณสาร ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 184 184 บทบาทสตรีในการบริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/65171 <p>การศึกษาบทบาทของสตรีในการบริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายครั้งนี้<br />มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บทบาทผู้บริหารสตรีขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย<br />2) คุณลักษณะของความเป็นผู้นำสตรีของผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย และ<br />3) ปญั หาและขอ้ เสนอแนะบทบาททางการเมืองของสตรีในการบริหารองคก์ ารปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ จังหวัดเชียงราย<br />การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก<br />วิคราะห์ข้อมูลโดยสรุปอธิบายเชิงพรรณนาวิเคราะห์<br />ผลการศึกษาพบว่า บทบาทผู้บริหารสตรีขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดหวัดเชียงราย<br />ผู้วิจัยค้นพบว่า การส่งเสริมการเผยแพร่บทบาทการทำงานของผู้หญิง มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนและ<br />นำเสนอผลงานให้ปรากฏต่อสาธารณชน ความร่วมมือของทุกๆ ฝ่ายในการที่จะมาประชาสัมพันธ์และเผยแพร่<br />บทบาทของผู้หญิงที่โดดเด่นออกสู่สาธารณชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ การพัฒนาบุคลิกภาพของผู้บริหารสตรี<br />เริ่มต้นจากภาพลักษณ์ที่เราแสดงออกโดยสีหน้า กิริยาท่าทาง เครื่องแต่งกาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอก<br />ความเชื่อมั่นในภาพพจน์ของผู้บริหารสตรี และสามารถสร้างภาพลักษณ์ของผู้บริหารสตรีได้อย่างต่อเนื่อง<br />ตลอดเวลา ทาํ ใหผ้ รู้ ว่ มงานหรือประชาชน หนว่ ยงานอื่นๆ ยอมรับในบุคลิกภาพของผูบ้ ริหารสตรี ลกั ษณะของ<br />ผู้บริหารสตรีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มีความจริงใจและรักษาคำพูด ตั้งใจในการทำงานและ<br />พัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ประชาชนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวบ้าน มุ่งมั่นและมีทัศนคติในการทำงานเพื่อ<br />ชมุ ชน มคี วามปรารถนาดีตอ่ ชุมชน สามารถในการทจี่ ะรวบรวมกลุม่ คน และสามารถถา่ ยทอดประเด็นปญั หา<br />และแสวงหาความร่วมมือ เพื่อแก้ปัญหาแก่ชุมชน จัดการและการให้บริการ มีเครือข่ายที่สามารถ<br />ขอความร่วมมือหรือความช่วยเหลือเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน หรือเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่<br />และมีภาวะผูน้ าํ สามารถตัดสินใจแกไ้ ขปญั หาไดอ้ ยา่ งเด็ดขาด รวดเร็ว และสามารถสงั่ การใหผ้ ใู้ ตบ้ งั คับบัญชา<br />ปฏิบตั ติ ามไดอ้ ยา่ งมีปะสิทธิภาพ โดยอยูบ่ นพนื้ ฐานของความถูกตอ้ งและประโยชนข์ องสว่ นรวม สาํ หรับปญั หา<br />และข้อเสนอแนะบทบาททางการเมืองของสตรี ในการบริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย<br />พบประเด็นปัญหาเรื่องของความรักสวยรักงาม ความไม่อดทนต่อความลำบากต่าง ๆ ในพื้นที่ การไม่กล้า<br />ตัดสินใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องการการตัดสินใจในภาวะเร่งด่วน การมีลักษณะของความเป็นคนละเอียด<br />จู้จี้ รวมถึงความไม่แข็งแรงของสภาพร่างกายเพื่อเปรียบเทียบกับเพศชาย เป็นต้น โดยในการหาแนวทาง<br />การแกไ้ ขปญั หาและอุปสรรคดังกลา่ วนนั้ ผใู้ หส้ มั ภาษณท์ กุ คนตา่ งไมไ่ ดต้ อ้ งการใหเ้ พศหญิงมีสภาพรา่ งกาย<br />ที่แข็งแรงเท่ากับเพศชายแต่อย่างใด เพราะทั้ง 2 เพศ มีลักษณะหรือข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยแม้เพศชาย<br />จะแข็งแรงกว่า แต่ก็มีความละเอียดรอบคอบน้อยกว่า</p><p>The study ofthe roles of women in Chiangrai local government organization administration<br />aims to 1) to investigate female roles in local administrative organization of Chiang Rai province;<br />2) to investigate leadership attributes of female leaders in local administrative organization of<br />Chiang Rai province; and 3) to investigate problems and recommendations regarding female roles<br />in administration of local administrative organizationin Chiang Rai province. This qualitative research<br />employed documentary analysis, observation, and in-depth interview for data collection and<br />narrative summary for data analysis.<br />The findings indicated that female leader roles in administration of local administrative<br />organization should be promoted and disseminated because the women often do not receive the<br />support to present their work to the public. Thus, gaining cooperation from all parties in order to<br />disseminate the prominent roles of the women to the public is so important. Development of<br />personality of female leaders should start from facial expression, gesture and costume. Because<br />they indicate confidence and create positive images of the female leaders which help them to get<br />accepted by their associates, the public and other agencies. Characteristics of female leaders in<br />the local administrative organizationin Chiang Rai province are,being sincere, keep their promises,<br />willingness to improve local people’s quality of life which help them to gain respect from local<br />people. They have a strong desire and positive attitudes to work for the communities. The female<br />leaders have ability to gather a group of people and convey the issues to seek for the cooperation<br />to solve the problems, manage and service. They have networks to assist or cooperate for benefit<br />of the community. They also have leadership attribute in making a decision decisively and quickly.<br />Finally, they give the order to their subordinates effectively based on righteousness and usefulness<br />of the communities. The problems of the female leaders in the local administrative organizationin<br />Chiang Rai province are, issue of beauty, being intolerable in the difficulties in the areas and<br />indecisiveness especially when the decision needed in emergent situations. Moreover, the female<br />leaders are detailed, nagging, and physical weak when compared with males. However, all informants<br />do not want to have physical strong as men. Because both female and male contains advantage<br />and disadvantage characteristics. Although, men are stronger, they are less careful than women.</p> มนสิชา ภักดิเมธี พลวัฒ ประพัฒน์ทอง ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 195 195 การพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพทอผ้าไหมของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/95719 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพทอผ้าไหมของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่<br />โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ผู้ต้องขังทั้งที่มี<br />และไมม่ ปี ระสบการณท์ อผา้ ไหม จาํ นวน 35 คน กลุม่ ที่ 2 ผบู้ ริหารและเจา้ หนา้ ทขี่ องทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่<br />ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มฝึกวิชาชีพทอผ้าไหม จำนวน 5 คน และกลุ่มที่ 3 วิทยากรสอนทอผ้าไหม เครื่องมือ<br />ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การจัดสนทนากลุ่ม การสังเกตและบันทึก<br />ในแบบบันทึกกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content<br />Analysis) ผลการวิจัยได้หลักสูตรวิชาชีพทอผ้าไหมของทัณฑสถานหญิง คือหลักสูตรวิชาชีพทอผ้าไหมยกดอก<br />(ลายนารีสานฝัน) มีจุดประสงค์หลักของหลักสูตรเพื่อให้ผู้ต้องขังมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการ<br />ทอผ้าไหมยกดอกจนเกิดทักษะสามารถปฏิบัติได้ ระยะเวลาในเรียน จำนวน 380 ชั่วโมง โครงสร้างของหลักสูตร<br />วิชาชีพ ประกอบด้วย (1) ภาพรวมของกระบวนการทอผ้าไหม (2) วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ในการ<br />ทอผ้าไหม (3) การกรอไหม (4) การสาวไหม (5) การเข้าฟันหัวและเข้าหัวม้วน (6) การเก็บตะกอเขาเหยียบ/<br />การเก็บตะกอผืนผ้า (7) การเขียนลาย (8) การคัดลาย (9) การเก็บตะกอดอก (10) การทอผ้าและตรวจเช็ค<br />ความเรียบร้อยของผืนผ้า (11) การตลาดผ้าไหมไทย (12) การวัดและประเมิน</p><p>The research aimed at developing Thai Silk Weaving Vocational Curriculum for Chiang Mai<br />Women Correctional Institution. It was a participatory action research. There were 3 samples<br />comprised of Group 1: 35 prisoners with and without experience of silk weaving, Group 2: 5<br />management and officials from Chiang Mai Women Correctional Institution who were involved with<br />the Thai silk weaving training group, and Group 3: a Thai silk weaving instructor. The tools for<br />collecting data were the questionnaires, interview, group discussion, observation and recording in<br />the activity log. Statistics used for data analysis included percentage and mean. The content<br />analysis was also applied.The research findings resulted in the Thai Silk Weaving Vocational<br />Curriculum for Women Correctional Institutionwhich is Brocade Thai Silk Weaving Vocational<br />Curriculum (Naree Sanfan Pattern). The main objective of the curriculum is to provide the prisoners<br />with knowledge and understanding of the Brocade Thai silk weaving process until they gain a skill<br />and can actually perform the work. The learning duration was 380 hours. The structure of the<br />vocational curriculum consisted of (1) The overview of the silk weaving process, (2) The materials<br />and tools used in silk weaving, (3) Silk spinning, (4) Silk reeling (5) Thread winding and sewing<br />frame arrangement, (6) Threads pattern arrangement by heddles (keb-ta-ko-khao-yeab),<br />(7) Drawing flower design, (8) Inserting flower design, (9) Designing thread by heddles (keb-ta-ko-dok),<br />(10) Weaving and checking the fabric, (11) Thai Silk marketing and (12) Measurement and evaluation.</p> จันทร์จิตร เธียรสิริ ศิริอมร กาวีระ นรพรรณ โพธิพฤกษ์ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 211 211 การพัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21 โดยชุดการเรียนการสอนตามแนวสะเต็มศึกษา เรื่อง การแยกสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/70931 <p>จากการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนตาม<br />แนวสะเต็มศึกษา เรอื่ ง การแยกสาร 2) เพอื่ ศึกษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร ์ เรอื่ ง การแยกสาร<br />3) เพอื่ ศึกษาทักษะการเรียนรูแ้ ละนวัตกรรมของผูเ้ รียน โดยกลุม่ ตัวอยา่ งทใี่ ช ้ คือ นกั เรียนระดับชนั้ มัธยมศึกษา<br />ปีที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนสันทรายหลวง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่<br />การศึกษาเชียงใหม ่ เขต 2 จาํ นวน 1 หอ้ งละ 22 คน โดยไดจ้ ากการเลือกแบบสุม่ อยา่ งงา่ ย จากผลจากการวิจยั<br />พบว่า 1) ชุดการเรียนการสอนตามแนวสะเต็มศึกษา เรื่อง การแยกสาร ที่สร้างขึ้นนั้น มีค่าประสิทธิภาพของ<br />ชุดการเรียนการสอนที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ และทดสอบประสิทธิภาพกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมี<br />คา่ เทา่ กับ 77/76 สงู กวา่ ทตี่ งั้ ไวค้ อื 75/75 2) เมอื่ ใชช้ ดุ การเรียนการสอนตามแนวสะเต็มศึกษา เรอื่ ง การแยกสาร<br />พบว่า ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 - 7 เป็นการให้ความรู้ทางด้านการแยกสาร (วิทยาศาสตร์) ส่วนการจัด<br />กิจกรรมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง มาแยกสารกันเถอะ เป็นการประมวลความรู้ของนักเรียน<br />โดยกำหนดสถานการณ์ว่า ให้นักเรียนทำการทดลองแยกสาร โดยมีการออกแบบการทดลอง (วิศวกรรมศาสตร์)<br />ให้นักเรียนตัดสินใจที่จะใช้อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการแยกสาร ในราคาที่กำหนดโดยผู้วิจัย (คณิตศาสตร์)<br />และการปรับปรุงนวัตกรรมที่นักเรียนสร้างขึ้น (เทคโนโลยี) พบว่า นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน<br />หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยคะแนนร้อยละ 2 ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 3) นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้และ<br />นวัตกรรม โดยประเมินพฤติกรรมออกเป็น 3 ด้านดังนี้ 1) การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา 2) การสื่อสาร<br />และการมีส่วนร่วม และ 3) ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 3.62 ซึ่งอยู่ในระดับมาก</p><p>The objectives of this research were 1) to study effectiveness of learning activity packages<br />with entitled “Separation of matters”, and 2) to study the academic achievement of students, in<br />science subject with entitled “Separation of matters”. 3) to study Learning and Innovations skills of<br />students. 22 students, in 1 classroom, who were in Matthayomsuksa II in Sun-Sai Luang School, in<br />the County Office of Education District 2 area, Chiang mai province was a sample group, in the<br />2015 academic year, with a group random sampling technique. The research findings found that<br />1) the learning activity packages which constructed had the effectiveness, evaluated by the experts<br />and using with the target group, had value of 77.00/76.00 that higher than the preset (75/75). 2)<br />After using the learning activity packages (8 lesson plans, 10 hours) found that, in the lesson plans<br />no. 1 - 7 were the knowledge about separation of matter (Science). In lesson plan no. 8 with entitled<br />“Let’s separation the matter” that the activity about comprehensive in all learnings. The researcher<br />had determined the situation for students to design in separation the matter with experiment<br />(Engineering process). In the same time, the students could make a decision making in choosing<br />the apparatus with the price that specify already by the researcher (Mathematics). Finally, the<br />improving processes for the students’ innovations (Technology). The academic achievement, of<br />the students, had the development in the post-instruction score more than in the pre-instruction<br />score 2% with .05 level of different statistical significant. 3) The learning and the innovation skills of<br />students, by evaluating in 3 aspects, Critical thinking and problem solving skills, Communication<br />and participation skills and creativity and innovation skills, was in the average value of 3.62 which<br />in the high level.</p> อโนดาษ์ รัชเวทย์ ฐิชินีปกรณ์ สมแก้ว ปภาวี อุปธิ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 226 226 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบำรุงรักษาต้นไม้ใหญ่: กรณีศึกษา เส้นทางลำเหมืองฝายพญาคำ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/95565 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพบริบทต้นไม้ใหญ่<br />และพัฒนาระบบสารสนเทศในการบำรุงรักษาต้นไม้ งานวิจัยนี้มีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ส่วนของ<br />ข้อมูลต้นไม้ใหญ่บริเวณเส้นทางแนวลำเหมืองฝายพญาคำ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่<br />จำนวน 30 ต้นโดยศึกษาเปรียบเทียบกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่บริเวณถนนเชียงใหม่-ลำพูน 2) กลุ่มผู้ให้ข้อมูล<br />จำนวน 28 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่เทศบาลหนองผึ้ง จำนวน 1 คน หมอต้นไม้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการ<br />บำรุงรักษาต้นไม้ใหญ่ จำนวน 1 คน เครือข่ายเขียวสวยหอม ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรประชาชน<br />ท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเมืองเชียงใหม่ จำนวน 1 คน ประชาชนในชุมชน<br />จำนวน 20 คน นักวิจัยและนักศึกษาจำนวน 5 คน โดยมีขั้นตอนการวิจัยดังนี้ 1) ศึกษาสภาพบริบทของต้นไม้<br />ในตำบลหนองผงึ้ 2) สมั ภาษณแ์ บบกงึ่ โครงสรา้ งกับผูใ้ หข้ อ้ มูล 3) ออกแบบและสรา้ งแบบสำรวจซงึ่ เปน็ เครอื่ งมือ<br />ในการเก็บขอ้ มูลตน้ ไมใ้ หญ  4) ลงพนื้ ทเี่ ก็บขอ้ มูลจริงเพอื่ เตรียมขอ้ มูลเขา้ สูร่ ะบบ 5) พฒั นาระบบสารสารเทศ<br />เป็นเว็บแอพพลิเคชันด้วย ภาษา PHP เวอร์ชัน 5.3 และฐานข้อมูล MySQL เวอร์ชัน 5.5<br />ผลจากงานวิจยั พบวา่ สภาพบริบทตน้ ไมใ้ หญบ่ ริเวณแนวลำเหมืองพญาคำมีสภาพดีกวา่ เมอื่ เปรียบเทียบ<br />กับบริเวณริมถนนเส้นเชียงใหม่-ลำพูน ทำให้สามารถศึกษาเป็นแนวทางสำหรับการบำรุงรักษาต้นไม้ในบริเวณ<br />อื่นๆ ในชุมชนต่อไปได้<br />ส่วนผลการพัฒนาระบบพบว่า สามารถเก็บข้อมูลและจัดการกับข้อมูลทั้งในส่วนของการเพิ่ม<br />ลบแก้ไข รวมถึงการออกรายงาน แสดงสถานการณ์สภาพต้นไม้ใหญ่ผ่านแผนที่โดยอาศัยเทคนิคทางด้าน<br />ภูมิสารสนเทศ ในส่วนของผลประเมินความพึงพอใจการใช้งานของระบบสารสนเทศอยู่ในระดับมาก (4.50)<br />ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเห็นความสำคัญของระบบสารสนเทศอันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยชุมชนในการบริหาร<br />จัดการต้นไม้ใหญ่ต่อไปในอนาคต</p><p>This researchisparticipatory Action Research and development field that aims to study the<br />context of big tree and the big tree nourishment information system development. This research<br />focuses on 2 sample groups. 1) 30 big trees along the Payakam Weir Route, which is the old weir<br />in Chiang Mai in order to compare with the big trees along the Chiang Mai – Lamphun Road. 2) 28<br />people who give the data, 1 person from Nongphueng Municipality, 1 person from Tree Doctor<br />volunteer who is specialist in the big tree nourishment, 1 person from Green Beautiful Scented<br />Organization which is the collaborate from people, local and Municipality organizations for environment<br />Chiang Mai, 20 people in community, and 5 people from researchers and students.The research<br />processes is 1) To study the context of the big trees in TambonNongphueng.2) Semi-structured<br />interview with people who give the data. 3) Design and generate the survey form. 4) Data<br />Collection. 5) The system was implemented by using PHP 5.3. and MySQL 5.5.<br />The result shows that the context of the big trees along the Payakam Weir Route are better<br />than those along the Chiang Mai – Lamphun Road. The result leads to study or define the policy<br />for the big trees nourishment in other nearby communities.<br />For the results of information system, there are functions to collectand manage the data,<br />such as insert, delete, and updateincluding reports. The report also can depict the map form by using<br />GIS technique. The user’s satisfaction evaluation reveals the excellent rate (4.50), which indicates<br />the necessity of the information system to be the tool for the big trees’ data management in the future.</p> สุพัฒนวรี ทิพย์เจริญ ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 239 239 รูปแบบการบริหารจัดการเกษตรในเมือง กรณีศึกษาศูนย์การเรียนรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านป่าเก็ตถี่ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/94426 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทของชุมชนภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม<br />วิถีชีวิต องค์ความรู้ด้านการเกษตร ภูมิปัญญาของชุมชน ปัจจัยที่เอื้อต่อการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้<br />รูปแบบการบริหารการจัดการเกษตรในเมือง บ้านป่าเก็ตถี่ ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่<br />ประชากรที่ใช้ในการวิจัยใช้วิธีสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) โดยประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ<br />1) กลุ่มเป้าหมายหลัก คือทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย เทศบาลและชุมชน จำนวน 20 คน 2) เป้าหมายรอง<br />คือ คณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้ จำนวน 24 คน จาก 8 หมู่บ้าน และภาคีเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนให้เกิด<br />การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมผ่านเทคนิคการบริหาร<br />จัดการเทคนิค (POLC)1) การวางแผน (Planning) 2) การจัดองค์การ (Organizing) 3) การนำ (Leading)<br />4) การควบคุม (Controlling) จนเกิดเป็นรูปแบบบริหารจัดการ (Management Model) ที่เหมาะสมกับบริบท<br />ของกลุ่ม<br />ผลการวิจัยปรากฎ ดังนี้ บริบทของชุมชนภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมีความสำคัญ<br />เนอื่ งมาจากความเจริญของชุมชนเมืองทขี่ ยายตัวเขา้ ไปยังพนื้ ที่ ประชากรสว่ นใหญเ่ ปน็ ผูส้ งู อายุ วถิ ชี วี ติ ยังคง<br />มีการนำวิถีชีวิตแบบพอเพียงมาใช้ในปัจจุบัน สามารถนำมาพิจารณาประกอบการทำกิจกรรมได้เป็นอย่างดี<br />องคค์ วามรูด้ า้ นการเกษตร ภมู ปิ ญั ญาของชุมชน มปี ราชญช์ มุ ชนดา้ นการเกษตรและความเชยี่ วชาญ<br />เฉพาะด้านจำนวน 7 คนที่สามารถเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของชุมชน<br />ปจั จัยทเี่ ออื้ ตอ่ การบริหารจัดการศูนยก์ ารเรียนรูเ้ กิดจากการทดลองและพัฒนาศักยภาพรว่ มกันผา่ นการ<br />ทำงานตามโครงสร้าง มีการคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมกับบริบทเกษตรในเมืองเพื่อให้เกิดการรวมตัวกันอย่าง<br />เข้มแข็งภายในชุมชน<br />รูปแบบการบริหารการจัดการเกษตรในเมือง บ้านป่าเก็ตถี่เกิดจากการจัดหาตลาดที่เหมาะสมกับ<br />กลุ่มเกษตรในเมืองโดยเน้นผู้ประกอบการร้านอาหาร ตัดคนกลางของช่องทางการจัดจำหน่าย มีการขายตรง<br />จากผู้ซื้อถึงผู้บริโภคอีกทั้งยังทำการปลูกผักที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดด้วย</p><p>This study aimed to analyze community context under the change of economic and social<br />dimension as well as traditional knowledge in agricultural way in order to support the agricultural<br />management in the city atPa-Hget-Tee Village,Hnongpueng Sub-district, Sarapee District,Chiang<br />Mai Province. The population has been divided in 2 groups Purposive Random Sampling ; 1) Main<br />goal which is the research team from the University, Municipal and local people from the community,<br />2) Secondary goal which is the 24 chairperson from the pattern of Study Centre of 8 village including<br />all network partners to support the participatory action in community on specific area where the<br />pattern of Study Centre is located and people pay attention and manage the project with the action<br />research in order to apply (POLC Model) technique 1) Planning 2) Organizing 3) Leading 4)<br />Controlling, to produce the actual framework suitable with the area.<br />After the study, it has been found. Community context under the change of economic<br />dimension is important due to the urbanization to rural area where there are many senior people.<br />However, this get along well with activities because they always use sustainable life to their living.<br />There are 7 Philosophers in community to implement the agricultural knowledge to local<br />people and teach them how to use and apply it.<br />The vital factor to the pattern knowledge study centre comes from the participation of<br />community in suitable projects they are chosen to strengthen the community cooperation in their<br />own area.<br />The Agricultural Management in the city Baan Pa-Hget-Tee was created by find a suitable<br />agricultural market in city, especially, entrepreneurships in food product. They can connect to<br />customers directly without relying on merchants. Also, they know how to do plantation which is the<br />demand of market for agricultural products.</p> นุชจรี ศรีอุปโย แสงหล้า สุยะราช ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 261 261 รูปแบบการนำเสนอเว็บที่ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงได้ กรณีศึกษาผู้สูงอายุจังหวัดอุบลราชธานี //www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/90149 <p>การวิจยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถุประสงคเ์ พอื่ ศึกษารูปแบบเว็บทผี่ สู้ งู อายุสามารถเขา้ ถึงได  การวิจยั แบง่ ออกเปน็<br />4 ขนั้ ตอน คอื 1) กาํ หนดความตอ้ งการ โดยใชแ้ บบสอบถามกับผูส้ งู อายุ 374 คน 2) วเิ คราะหห์ าความตอ้ งการ<br />รูปแบบการนำเสนอเว็บที่ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงได้ โดยใช้แบบบันทึกความต้องการจากกลุ่มตัวอย่าง 3 คน<br />3) ออกแบบและพัฒนา และ 4) ประเมิน โดยนำเว็บไปทดลองใช้กับผู้สูงอายุจำนวน 24 คน วิเคราะห์ข้อมูล<br />โดยใช้ค่าแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้<br />ความตอ้ งการรูปแบบการนำเสนอเว็บของผูส้ งู อายุ พบวา่ รปู แบบการนำเสนอเว็บทมี่ คี า่ เฉลยี่ สูงสุด<br />5 ลำดับแรก ดังนี้ 1) เม้าส์เข้าถึงข้อมูลโดยการคลิกเม้าส์เพียงครั้งเดียว 2) เมนู อยู่ตำแหน่งที่มองเห็นได้<br />ชดั เจนในตำแหนง่ เดียวกันทุกหนา้ มีเมนูหรือปุม่ ปรับขนาดตัวอักษรทมี่ องเห็นและเลือกใชไ้ ดง้ า่ ยใชส้ ญั ลักษณ์<br />ที่สื่อความหมายชัดเจนและเป็นสากล 3) รูปแบบการนำเสนอข้อมูลใช้ภาษาที่ง่าย ชัดเจน เข้าใจได้แบ่งข้อมูล<br />ที่นำเสนอเป็นส่วนๆ และไม่มากเกินไปในแต่ละหน้า ลดการใช้คำศัพท์แสลงหรือศัพท์เทคนิค 4) ปุ่มและ<br />ไอคอน เป็นมาตรฐาน สื่อความหมายชัดเจน อยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการใช้ มองเห็นได้ง่าย สีของปุ่มและ<br />ไอคอนแตกต่างจากสีพื้นหลัง 5) การค้นหาตำแหน่งการค้นหาอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทุกหน้า<br />การพัฒนาเว็บที่ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงได้ พบว่า ประกอบด้วยรายละเอียดสำหรับการออกแบบ<br />และพัฒนา 2 ส่วน ดังนี้ 1) โครงสร้างเว็บและการเข้าถึงเว็บ และ 2) การนำเสนอเนื้อหา<br />รูปแบบเว็บที่ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงได้ ประกอบด้วยรายละเอียดสำหรับการออกแบบและพัฒนา<br />ดงั นี้ 1) ชอื่ เว็บใหว้ างอยูส่ ว่ นบนสุดของหนา้ เว็บ เมนูอยูซ่ า้ ยมือของหนา้ เว็บ และเนอื้ หาอยูต่ รงกลางของหนา้ เว็บ<br />2)ตัวอักษรเป็นชนิด Sans Serif font 3) ระยะห่างของตัวอักษรเป็นแบบปกติ 4) รูปแบบของตัวอักษรเป็น<br />แบบปกติ 5) พื้นหลังเว็บเป็นสีพื้น 6) หน้าเว็บเลื่อนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน 7) ตำแหน่งการค้นหาในหน้า<br />เว็บอยู่ในตำแหน่งเดียวกับส่วนที่เป็นแถบเมนู<br />การพัฒนาเว็บทผี่ สู้ งู อายุสามารถเขา้ ถึงได ้ ประกอบดว้ ย 3 องคป์ ระกอบ คอื 1) ความสามารถในการรับรู้<br />2) ความสามารถในการใช้งาน และ 3) ความสามารถในการเข้าใจ</p><p>This objective of this research is to investigate web accessibility for elderly. The research<br />consisted of 4 stages: 1) The 374 respondents were asked for their requirement by using questionnaire.<br />2) There were 3 sample respondents using requirement assessment form to analyze users’ requirement<br />on web accessibility for elderly. 3) Design and Development and 4)The trail of web simulation was<br />collected from 24-elderly. The data was analyzed by using frequency, percentage, mean and<br />standard deviation. The study revealed that:<br />The top five of elderly requirements for web accessibility are including: 1) Mouse: able to<br />access to the information in one click; 2) Menu:ease to use with standard graphical symbols and<br />located at the same position on every page; 3)Data presentation: Use plain language that was easy<br />to read and understand without slang or technical term and good portion of information on each<br />page; 4) Icons and buttons: used standard symbols, located at outward position with background<br />color contrast; 5) Searching menu: located at the same position of every page.<br />The development ofweb accessibility for elderly consists of 2 parts: 1) Web structure and<br />accessibility, and 2) Content presentation. Web accessibility for elderlyconsistsof important details<br />as follows: 1) The page title should be on top, menu was on the left, and the content was at the<br />center of the page; 2) Style of a typeface should be Sans Serif Font; 3) Spacing between character<br />should be normal; 4) Font type should be normal; 5) Light color background; 6) The page should<br />be able to scroll vertically and horizontally; 7) Searching icon should be in the same area of menu.<br />Development of web accessibility for Thai elderly were: 1) Perceivable 2) Operable<br />3) Understandable.</p><p> </p> ธิติพร ชาญศิริวัฒน์ สมาน ลอยฟ้า ##submission.copyrightStatement## http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2017-09-30 2017-09-30 11 3 276 276