FEU Academic Review https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU <p><strong>ISSN : 2651-107X (Online)</strong></p> <p>FEU Academic Review Journal published as printed journal (ISSN: 1905-9590) during November 2007 – September 2018. Since 2015, FEU Academic Review Journal (Volume 8, Issue 2) started publishing online Journal (ISSN: 2651-107X). The objective is to be a medium of publishing academic works, research works and creative works both in Thai and English in the fields of Business Administration and Management. Political Science and Public Administration, Communication Arts, Arts, Information Technology and Interdisciplinary Studies in Humanities and Social Science.</p> <p>Since 2007, FEU Academic Review Journal have been published and issued semiannually (2 issues/ year): Issue 1 (June - November) and Issue 2 (December - May). In 2015, the issue was changed into quarterly&nbsp; (4 issues/year) starting from Vol. 9 Issue 1 onwards as follows: Issue 1 (May - July), Issue 2 (August - October), Issue 3 (November - January) and Issue 4 (February - April). In addition, to avoid publishing the same journal over the year, the issue was changed again in 2016 starting from Issue 1 (January - March) and ending with Issue 4 (October - December)</p> <p>FEU Academic Reviewe Journal publishes academic articles, research articles, review articles and book reviews in both Thai and English with the review process of 2 reviewers in the related fields. FEU Academic Review Journal has been approved and published on the database of Thai Journal Citation Index Centre (TCI) Tier 1: Humanities and Social Sciences.</p> <p>&nbsp;</p> en-US <p>1. Any views and comments in the Far East University academic journals are the authors’ views. The editorial staff have not to agree with those views and it is not considered as the editorial’s responsibility.<br>2. The responsibility of content and draft check of each article belongs to each author. In case, there is any lawsuit about copyright infringement. It is considered as the authors’ sole responsibility.<br>3. The article copyright belonging to the authors and the Far Eastern University are copyrighted legally. Republication must be received direct permission from the authors and the Far Eastern University in black and white.</p> <p>1. ทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นทัศนะของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วยกับทัศนะเหล่านั้นและไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p>2. ความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความแต่ละบทเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงฝ่ายเดียว</p> <p>3. ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับการสงวนสิทธิ์ตามกฎหมาย การตีพิมพ์ซ้ำต้องได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนและมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นลายลักษณ์อักษร</p> <p>4. กรณีมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ แผนภูมิข้อความส่วนใดส่วนหนึ่ง และ/หรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความให้เป็นความรับผิดชอบของข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมแต่เพียงฝ่ายเดียว</p> chattip.sc@feu.edu (Dr. Chattip Suwannachin) wanichakorn.kk@feu.edu (Miss Wanichakorn Kaewkan) Sat, 29 Sep 2018 00:00:00 +0700 OJS 3.1.0.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สารบัญ / กองบรรณาธิการ https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/148130 <p>-</p> - - ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/148130 Sat, 29 Sep 2018 00:00:00 +0700 รายนามคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/148131 <p>-</p> - - ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/148131 Sat, 29 Sep 2018 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/148132 <p>-</p> - - ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/148132 Sat, 29 Sep 2018 00:00:00 +0700 The Concept of Online Shaming and the Solution for Reducing Stigma https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/117816 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการกล่าวถึงแนวคิด “การควบคุมทางสังคม” ในบริบท “การทำให้อับอายทางออนไลน์” ซึ่งโดยทั่วไปการควบคุมทางสังคมที่เป็นทางการจะเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมในการตัดสิน ลงโทษและแก้ไขบำบัดฟื้นฟู แต่ตรงข้ามกับสังคมออนไลน์ที่ใช้การควบคุมทางสังคมแบบไม่เป็นทางการซึ่งมีการใช้รูปแบบการต่อต้านทางสังคมต่อบุคคลผู้ละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมผ่านทางอินเทอร์เน็ต จนทำให้บุคคลเกิดความอับอายและถูกผู้คนในสังคมประทับตรา ทั้งๆ ที่บุคคลนั้นยังไม่ได้ถูกตัดสินโดยหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยใช้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการตีตรามาช่วยในการสนับสนุนให้เหยื่อจากการถูกทำให้อับอายทางอินเทอร์เน็ตได้รับความเป็นธรรมและอยู่ร่วมกับผู้คนในชุมชนสังคมออนไลน์ได้อย่างปกติสุข &nbsp;</p> <p>This study focus the concept of social control in discussions of online shaming. In general, formal social control, most closely associated with the criminal justice system which was judge, punishment and rehabilitation. This was then contrasted with social online, it was informal social control where public shaming as a form of social sanction to people who transgressed social norms via internet. There is the purpose of humiliation and social stigmatization by internet crowd while it’s not been judged from justice officials. This paper discuss the problems and solutions related to the Shaming Theory, as well as their usefulness in the context of online shaming for justice the victim’s reintegration into the online community.</p> Premruedd Petgoon ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/117816 Sun, 23 Sep 2018 12:49:47 +0700 Science Learning Provision Through Constructivism Approach for Developing Analytical Thinking Ability of Mathayom Suksa 3 Students https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/106551 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิดคอนสตรัคติวิซึม เรื่อง ระบบนิเวศ&nbsp; สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนสอนโดยใช้แนวคิด คอนสตรัคติวิซึม &nbsp;เรื่อง ระบบนิเวศ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ที่มีต่อความสามารถในการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนนาทรายวิทยาคม&nbsp; อำเภอลี้&nbsp; จังหวัดลำพูน ปีการศึกษา 2560 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3/1 โรงเรียนนาทรายวิทยาคม อำเภอลี้&nbsp; จังหวัดลำพูน ปีการศึกษา 2560 &nbsp;จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิซึม วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมาประกอบด้วย 7 แผนการเรียน จำนวนรวม 15 คาบเรียน 2) แบบทดสอบ วัดความสามารถในการรู้วิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์โดย หาค่าเฉลี่ยของคะแนน () ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน (S.D.) และหาค่า t-test แบบสองกลุ่มสัมพันธ์กัน (Paired t-test) &nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิซึม มีคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ 26.53&nbsp; และมีค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 36.87 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ผลการประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มและผลการประเมินพฤติกรรมรายบุคคล โดยแยกตามแผนการจัด การเรียนรู้สามารถสรุปได้ว่า ทุกแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทั้งหมด&nbsp;และผลการวิเคราะห์ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้&nbsp; ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ &nbsp;ที่สอนตามแนวคิดคอนสตรัคติวิซึมทั้ง 7 แผน ทำให้นักเรียน มีความสามารถในการรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ทำให้การสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถ บรรลุวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้</p> ชลัญญา แนบสนิทธรรม, สุทธิกัญจน์ ทิพยเกษร ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/106551 Sun, 23 Sep 2018 12:52:07 +0700 The Development of Indicators of Leadership towards Corporate Culture: Case Study Executive Administration Office of the Attorney General https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/114663 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้คุณลักษณะภาวะผู้นำเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรของผู้บริหารงานธุรการ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยใช้เทคนิค&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เดลฟาย มีขั้นตอนดังนี้ 1) กำหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ และมีประสบการณ์ในด้านการพัฒนาภาวะผู้นำไม่ต่ำกว่า 3 ปี จำนวน 17 คน 2) สร้างเครื่องมือการวิจัย ผู้วิจัยทำการตรวจสอบความเที่ยงตรงก่อนนำไปใช้ 3) สอบถามผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 รอบ เครื่องมือรอบที่ 1 ใช้แบบสอบถามปลายเปิด เพื่อสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบเจาะลึก จำนวน 17 คน รอบที่ 2 และรอบที่ 3 ใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยใช้เกณฑ์การตัดสินระดับฉันทามติที่มี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ค่ามัธยฐานมากกว่า 3.49 แสดงว่าผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ หรือเห็นด้วยทุกประการ และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์น้อยกว่า 1.00 แสดงว่าผู้เชี่ยวชาญ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีความคิดเห็นสอดคล้องกันสูงมาก ผลการศึกษารอบที่ 1 พบว่าตัวบ่งชี้คุณลักษณะภาวะผู้นำเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กร มีจำนวน 47 ตัวบ่งชี้ ผลการศึกษารอบที่ 2 และ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รอบที่ 3 ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญตัวบ่งชี้คุณลักษณะภาวะผู้นำเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรแสดงค่ามัธยฐานมากกว่า 3.49 จำนวน 47 ตัวบ่งชี้ แสดงค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เท่ากับ 1.00 จำนวน 1 ตัวบ่งชี้ คือ คุณลักษณะภาวะผู้นำเป็นผู้ที่แสดงออกถึงตัวตนอย่างแท้จริง และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์น้อยกว่า 1.00 จำนวน 46 ตัวบ่งชี้<strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตัวบ่งชี้ คุณลักษณะภาวะผู้นำ ผู้บริหารงานธุรการ&nbsp;</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research aimed to develop indicators of leadership towards corporate culture for executive administration Office of the Attorney General.&nbsp; The researcher uses Delphi technical process of three steps:&nbsp; Step 1) Define 17 experts who have knowledge and experience in leadership development for at least 3 years.&nbsp; Step 2) Experts examine the content validity of the research tool before use.&nbsp; Step 3)Theresearcher interview by using Delphi technique for 3 times.&nbsp; The first round of interview will be hold by in-depth expert with the open-ended questions.&nbsp; Second and third round will be by a five-point rating scale levels which arrange from highest, high, average, less, and least.&nbsp; Data was analyzed with a median of more than 3.49, that the majority most agree or agree.&nbsp; The interquartile range was less than 1.00, that the most consistent comment.The results of the first data collection included leadership indicators towards corporate culture consists of 47 indicators.&nbsp; Second and third data collection showed that the experts focused on 47 leadership indicators that displayed median values greater than 3.49.&nbsp; There was one indicator of true leadership, showed that a interquartile range is 1.00.&nbsp; There were 46 indicators showed a inter quartile range of less than 1.00.&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>Keywords</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Indicators, Leadership, Executive Administration</p> Titayarak Rak Athikeeratiya ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/114663 Sun, 23 Sep 2018 12:57:45 +0700 Knowledge Creation Factors that Affecting the Production of Creative Handicrafts in The Upper Northern Thailand https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/107646 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการสร้างความรู้ที่ส่งผลต่อการผลิตสินค้าหัตถกรรมสร้างสรรค์ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย&nbsp; 2) เพื่อพัฒนาโมเดลการสร้างความรู้ในการผลิตสินค้าหัตถกรรมสร้างสรรค์ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย&nbsp; กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่&nbsp; ผู้ประกอบการจำนวน&nbsp; 235&nbsp; ราย&nbsp; ที่เป็นสมาชิกของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เชียงใหม่ หรือ สมาคมผู้ผลิตและส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ หรือ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม และการสังเกตจากการสัมภาษณ์ &nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติแบบพรรณนา &nbsp;การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์&nbsp; และการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 มิติ ดังนี้&nbsp; <strong>มิตินวัตกรรม</strong><strong>:</strong> &nbsp;ปัจจัยการสกัดความรู้&nbsp; และ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์การผลิตสินค้าหัตถกรรมสร้างสรรค์เมื่อวัดจากจำนวนของนวัตกรรมใหม่&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>มิติความรู้ใหม่</strong><strong>:</strong> พบว่าปัจจัย การสกัดความรู้และ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้&nbsp; มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับผลลัพธ์การผลิตสินค้าหัตถกรรมสร้างสรรค์ เมื่อวัดจากจำนวนของสินค้าที่ผลิตโดยใช้ความรู้ใหม่&nbsp; ส่วน<strong>มิติสินค้าสร้างสรรค์ </strong>:&nbsp; พบว่า ปัจจัย&nbsp; การสกัดความรู้&nbsp; และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้&nbsp; มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับผลลัพธ์การผลิตสินค้าหัตถกรรมสร้างสรรค์ วัดจากจำนวนของการได้รับรางวัลหัตถกรรมสร้างสรรค์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้นจากผลการวิจัยทั้งสามมิติที่กล่าวมาข้างต้น&nbsp;&nbsp; อาจสรุปได้ว่า&nbsp; ปัจจัยการสร้างความรู้ที่มีความสัมพันธ์ต่อการผลิตสินค้าหัตถกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ปัจจัย&nbsp; การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (SOC),&nbsp; การสกัดความรู้ (EXT)&nbsp; และสิ่งแวดล้อมในการทำงาน (Envir)&nbsp; โดยทั้งสามตัวแปรส่งผลต่อตัวแปรตามในทางบวก และมีทิศทางเดียวกัน&nbsp; ซึ่งหมายความว่า&nbsp; เมื่อเพิ่มการดำเนินการในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้งสามตัวนั้น ก็จะทำผลผลิตเชิงสร้างสรรค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>The objectives of this research were 1) To study the relationship between knowledge creation factors and the production of creative handicrafts in upper northern Thailand. 2) To develop knowledge creation model for the production of creative handicrafts in upper northern Thailand. Research samples of this research were 235 entrepreneurs who are the member of Chiangmai’s Thailand Creative and Design Center, Northern Handicrafts Manufacturers And Exporters Association, and Chiangmai’s International Trade Promotion Center. Data collection tools of this research were questionnaires, observations, and in-depth interviews. The analysis was done by using descriptive statistics, correlation, and multiple regressions. The results indicate that on the innovation dimension, externalization (making usable explicit knowledge) and working environment causally affect the production of creative handicraft products measured by numbers of innovation. On new knowledge dimension, externalization and socialization (knowledge sharing among workers) affect the production of creative handicrafts measured by numbers of products that were created by new knowledge. On creative product dimension, this research also found that externalization and socialization both affect the production of creative craft products measured by numbers of creative handicraft rewards received by the firms.&nbsp; The overall conclusion from the results above is that knowledge creation factors that positively affect the production of creative handicrafts are socialization, externalization, and working environment. This implies that the increase in the operation of all three factors will increase new knowledge and ultimately increase creative outputs.</p> Nichaphan Pitiniyomrot ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/107646 Sun, 23 Sep 2018 12:58:34 +0700 The Use of Mind Oneself Reading Strategy (MORS) to Enhance Thai Students’ English Reading Comprehension https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109596 <p><strong>บทคัดย่อ</strong><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจตรวจสอบถึงผลกระทบของการใช้สมาธิที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านของนักศึกษาไทยในระดับมหาวิทยาลัย ในการศึกษาครั้งนี้ได้รับการออกแบบมาจากปัญหาการอ่านที่โดดเด่นจากนิสัยการอ่านของนักเรียนไทย คือ การขาดสมาธิในการเรียนและการอ่าน จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่านักเรียนที่ฝึกฝนสมาธิโดยการนั่งสมาธิสามารถพัฒนาความเข้าใจในการอ่านโดยมีคะแนนทดสอบหลังการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นโดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.14 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 3.57 ขนาดของผลกระทบมีขนาดปานกลางผลคือ 0.37 และมีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ 0.01</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Abstract</strong></p> <p>The purpose of this research was to investigate the effects of Mindfulness Reading Strategy (MORS) on Thai university students’ reading comprehension. This study was designed based on the prominent reading problems of Thai students’ reading habits which was the lack of concentration while studying and reading. The analysis of the data shows the</p> <p>following results that the students who practiced mindfulness concentration by sitting meditation could improve their reading comprehension as shown in their English reading comprehension Post-test (M = 16.14, SD = 3.57) with a medium effect size (0.37) at the 0.01 confidence interval level.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> Thanangkun Khamsri ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/109596 Sun, 23 Sep 2018 12:59:33 +0700 Training Curriculum Development System Leadership of Private Vocational College Teachers https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/120903 <p>The general purpose of this research is to Training curriculum development system leadership of private vocational college teachers. The research has 4 specific objectives as follows: 1) To study the system leadership of private vocational college teachers. &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2) To Create a system leadership training curriculum for private vocational college teachers. 3) To find out the system leadership training curriculum for private vocational college teachers. This research was conducted in accordance with research and development methodology which has four step: Step 1: Study and analyze basic information by interview and administering questionnaire 30 administrators and teachers of a private vocational college. Step 2: Create a training curriculum outline. Examination the training curriculum outline by 10 experts. Improvement. Find IOC. By5 experts. Step 3: Experiment the training curriculum by implementing the developed curriculum on the samples group of 30 people. And Step 4: Improve and develop the intended training curriculum.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Research result:</p> <ol> <li class="show">Research outcomes of the quality of the System Leadership of Private Vocational College Teachers. By Synthesis the document: Vision, Accountability, Work Commitment, and Networks and Collaboration resulted from the examination.</li> <li class="show">The result of the development of the System Leadership of Private Vocational College Teachers, it is found that the curriculum structure is graded at the higher value with the average of 4.49 and correlation value of the curriculum, according to the experts, CVI equals 0.87, which means all structures are correlated well.</li> <li class="show">Results of the effectiveness of status of the System Leadership of Private Vocational College Teachers Training Curriculum: <ul> <li class="show">Knowledge: the mean knowledge level of the status of the system leadership of private vocational college teacher participants, after the implementation, is higher than before, at statistical level of .05.</li> <li class="show">Satisfaction: The mean level of all participants shows a very high level, higher than statistical level of .05.</li> <li class="show">Behavior: it was observed that the behavior of the system leadership of private vocational college teachers, in general, surpasses the benchmark at statistical level .05.</li> </ul> </li> </ol> ภูวนัย สุวรรณธารา ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/120903 Sun, 23 Sep 2018 13:11:54 +0700 Teacher Media Literacy: Factor or Condition of Problem and Development Approach https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/101277 <p><span lang="TH">การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุการรู้เท่าทันสื่อของครู &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2) สร้างแนวทางพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อของครู 3) ตรวจสอบความเป็นไปได้และความเหมาะสมของแนวทางที่สร้างขึ้น&nbsp; โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน มีขั้นตอนการวิจัย ดังนี้ ขั้นตอนที่ </span>1<span lang="TH"> การศึกษาปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุการรู้เท่าทันสื่อของครูด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสังเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกครู </span>3<span lang="TH"> คน และใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณในการทดสอบโมเดลเชิงสมมุติฐาน เพื่อศึกษาปัจจัยหรือเงื่อนไขการรู้เท่าทันสื่อของครู ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (</span>Structural Equation Model: SEM) <span lang="TH">ขั้นตอนที่ 2 คัดเลือกปัจจัยหรือเงื่อนไขการรู้เท่าทันสื่อของครูจากผลการวิเคราะห์ขั้นตอนที่ </span>1<span lang="TH"> มาดำเนินการร่างแนวทางพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อของครู ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน จากนั้นตรวจสอบความเป็นไปได้ (</span>feasibility) <span lang="TH">และความเหมาะสม (</span>propriety) <span lang="TH">ของ</span><span lang="TH">แนวทาง จากผลการวิจัย พบว่า </span>1<span lang="TH">) ปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุการรู้เท่าทันสื่อของครู ประกอบด้วย ตัวแปรแฝง </span>6<span lang="TH"> ตัว และการรู้เท่าทันสื่อของครู</span> 1 <span lang="TH">ตัว</span><span lang="TH">โดยผลการตรวจสอบโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังนี้ </span>Chi-square = 170<span lang="TH">.</span>92, df = 146, p-value = 0.08, GFI = 0.98, AGFI = 0.96, RMR = 0.031, RMSAE = 0.016 <span lang="TH">&nbsp;2<span lang="TH">) แนวทางพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อของครู ประกอบด้วย </span>2.1) <span lang="TH">หลักการ </span>2.2) <span lang="TH">วัตถุประสงค์ของแนวทาง &nbsp;</span>2.3) <span lang="TH">องค์ประกอบการพัฒนา &nbsp;</span>2.4) <span lang="TH">ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและบทบาท &nbsp;</span>2.5) <span lang="TH">วิธีการพัฒนา </span>2.6) <span lang="TH">การวัดและประเมินผล &nbsp;</span>2.7) <span lang="TH">ผลที่คาดว่าจะได้รับ </span>3<span lang="TH">) ผลการตรวจสอบแนวทางพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อของครู พบว่ามีความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมาก และความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp;</span></span>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p> metta sawanglap ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/101277 Sun, 23 Sep 2018 13:01:38 +0700 The Antecedents of Strategic Market-Driving Orientation: Empirical Evidence from Software Businesses in Thailand https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/92566 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระซึ่งประกอบไปด้วยวิสัยทัศน์ทางการตลาดเพื่อการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน, การมีอยู่ขององค์ความรู้ด้านการตลาดขององค์กร, การตระหนักถึงวัฒนธรรมตลาด, การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และ การเพิ่มขึ้นของแรงกดดันทางการตลาด ซึ่งมีอิทธิพลต่อการมุ่งเน้นการขับเคลื่อนตลาดเชิงกลยุทธ์ โดยเก็บข้อมูลจากผู้จัดการทางการตลาดหรือผู้อำนวยการทางการตลาดของธุรกิจซอฟแวร์ในประเทศไทยจำนวน 162 ราย คน และใช้การวิเคราะห์ความถดถอยในการทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่าวิสัยทัศน์ทางการตลาดเพื่อการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน, การมีอยู่ขององค์ความรู้ด้านการตลาดขององค์กร และการเพิ่มขึ้นของแรงกดดันทางการตลาด มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการมุ่งเน้นการขับเคลื่อนตลาดเชิงกลยุทธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้การศึกษาครั้งนี้ยังได้เสนอแนะแนวทางในการวิจัยในอนาคต</p> <p>The purpose of this study is to examine the antecedents include marketing vision for transformational operation, marketing knowledge availability, and market pressure increase which influences on strategic market-driving orientation. To collect data, the mailed questionnaires are used for collecting data from 162 marketing directors and marketing managers of software business firms in Thailand. The Ordinary Least Squares (OLS) regression has been used for testing the hypotheses. The findings indicate that marketing vision for transformational operation, marketing knowledge availability, and market pressure increase are significantly positive influences on strategic market-driving orientation. The contributions and suggestion for future research directions also provided.&nbsp; &nbsp;&nbsp;</p> Wittawat Pansuppawat, Prathanporn Jhundra-Indra, Karoon Pratoom ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/92566 Sat, 29 Sep 2018 00:59:55 +0700 A Study on the Current Situation, Problems and Needs Assessment for Supervision to Promote Research Competencies of Vocational Education Teachers https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/77302 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสังเคราะห์สมรรถนะด้านการวิจัยของครูอาชีวศึกษา &nbsp;เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการนิเทศส่งเสริมสมรรถนะด้านการวิจัยของครูอาชีวศึกษา การสังเคราะห์สมรรถนะด้านการวิจัยจากเอกสาร ตำรา งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้อง จำนวน 39&nbsp; เรื่อง โดยใช้กรอบแนวคิดการวิเคราะห์หน้าที่งาน (Functional Analysis) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือครูผู้สอน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 1,222 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi - Stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น Modified Priority Need Index (PNI<sub>modified</sub>) และค่าความแปรปรวน ใช้ Analysis of Variance : ANOVA (F)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะด้านการวิจัยของครูอาชีวศึกษามีทั้งหมด 5 ด้าน 19 สมรรถนะหลัก และ 76 สมรรถนะย่อย&nbsp; ได้แก่สมรรถนะประจำสายงาน (Specific Functional Competence) จำนวน&nbsp; 2 ด้าน คือ1) ด้านสาขาวิชาที่ทำวิจัย และ2) ด้านระเบียบวิธีวิจัย สมรรถนะพื้นฐาน (Common Functional Competence) จำนวน 3 ด้าน คือ 1) ด้านการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ 2)ด้านการใช้ภาษา และ 3) ด้านการบริหารจัดการ ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการจำเป็น พบว่าสมรรถนะที่มี</p> <p>ความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือ ด้านระเบียบวิธีวิจัย รองลงมาคือด้านการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการใช้ภาษา ด้านการบริหารจัดการ และด้านสาขาวิชาที่ทำวิจัย ตามลำดับ (PNI<sub>modified </sub>&nbsp;= 0.45, 0.16, 0.09, 0.08, 0.02) ผลของการเปรียบเทียบสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการจำแนกตามประเภทสถานศึกษา คือวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี พบว่าครูอาชีวศึกษามีสมรรถนะด้านการวิจัยที่เป็นจริงในปัจจุบันไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (F=.40 ) แต่มีความต้องการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (F=9.91)</p> สุดสาย ศรีศักดา, สุนีย์ เงินยวง, เกียรติสุดา ศรีสุข ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/77302 Sun, 23 Sep 2018 13:02:28 +0700 The Results of Meditation Activities for Learning Development for Special Kids https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/108648 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบทดลอง แบบทดสอบก่อนหลังและมีกลุ่มควบคุม และแบบ ABF control group design &nbsp;มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษากิจกรรมการฝึกสมาธิเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (2) เพื่อศึกษาผลการใช้กิจกรรมการฝึกสมาธิเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ที่จัดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ คือ เป็นเด็กสมาธิสั้นและเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ที่มีอาการสมาธิสั้นร่วมด้วย โดยมีใบวินิจฉัยจากแพทย์ หรือคัดกรองโดยครูประจำชั้น ครูผู้สอนรายวิชา จากโรงเรียนเทศบาลวัดกู่คำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 คน โดยกำหนดให้เป็นกลุ่มทดลอง และโรงเรียนเทศบาลวัดเกตการาม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 5 คน โดยกำหนดให้เป็นกลุ่มควบคุม มีระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกสมาธิตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ t-test แบบ 2 กลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน และแบบ 2 กลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกสมาธิตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภนั้น มีการเรียนรู้ในห้องเรียนดีขึ้น โดยมีความถี่พฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียนหลังการทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&nbsp; และมีความถี่พฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียนในระยะหลังการทดลองน้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักเรียนกลุ่มทดลอง ก่อนได้รับการฝึกสมาธิ มักจะไม่ตั้งใจเรียน ก่อกวนชั้นเรียน เหม่อลอย ไม่มีสมาธิไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ แต่เมื่อได้มาฝึกเดินจงกรม และทำสมาธิตามแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ทำให้มีความตั้งใจเรียนมากขึ้น การก่อกวนชั้นเรียนลดลง มีสมาธิมากขึ้น สำหรับนักเรียนกลุ่มควบคุมมีการเรียนรู้ในห้องเรียนก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกัน</p> <p>This research was an experimental research along pretest-posttest control group design and ABF control group design aiming at (1) studying the meditation activities for developing the special needs children’s learning, and (2) studying the results of using meditation activities. The experimental group sample used in this research was of 5 grade level 2 students enrolled in 2016 academic year classified at students with special needs who had attention deficit hyperactivity disorder and students having problem on learning with attention deficit syndrome diagnosed with medical report by physician or screened by the class teacher and the subject teacher from&nbsp;<em>Wat Ku Kham</em>&nbsp;Municipal School, Muang District, Chiang Mai Province. The control group sample was composed of 5 students from the from <em>Wat</em>&nbsp;Ketkaram Municipal School, Muang District, Chiang Mai Province. Operational period took 12 weeks. Experimental group subjects had been trained by meditation program along the guideline provided by Luangpor Teean Jittasubho. The data were analyzed using independent sample t-test and paired sample t-test. The findings reveal that after the experiment, the experimental group students who were trained to practice meditation along Luangpor Teean Jittasubho’s guideline had less inattentive behaviour than the students in control group at 0.05 level of significance. The inattentive behaviour of the students in the experimental group after the experiment was less than that before the experiment with a level of significance. For students in the control group, their inattentive behaviour before and after the experiment had not significantly differed. The frequency of the inattentive behaviour of the students in both groups before the experiment had not significantly differed. Besides, before practising the meditation, most students in the experimental group were not concentrated in class. They could not stop interrupting teachers and theirs friends After practising walking meditation and Luangpor Teean Jittasubho’s way of meditation, they stayed focused in classroom and had less interrupt teachers and theirs friends.</p> Siritarn Poonpipat, พระครูสุนทรสังฆพินิต ดร., วิโรจน์ อินทนนท์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/108648 Sun, 23 Sep 2018 13:03:10 +0700 Accessibility to Health Care Service of Migrant Workers, and Health Care Service of Network Hospital Personal: A Case Study in Chiang Mai Province https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/103939 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงการรับบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในเขตรับผิดชอบ และการให้บริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติของเจ้าหน้าที่ในเครือข่ายโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพโดยใช้แบบสำรวจในแรงงานข้ามชาติ จำนวน 420 คน และการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในแรงงานข้ามชาติ 10 คน และเจ้าหน้าที่ที่ในเครือข่ายโรงพยาบาล จำนวน 14 คน เก็บข้อมูล ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ถึง 31 สิงหาคม 2559</p> <p>&nbsp;ผลการศึกษาพบว่า จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ความคิดเห็นในการเข้าถึงบริการสุขภาพต่อการรับบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในสถานบริการสาธารณสุข พบว่าอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย =2.58, S.D.=0.57 :</p> <p>จากระดับคะแนน 1-3) จำแนกรายด้าน พบว่า ด้านความพอเพียงของบริการที่มีอยู่ ด้านความสามารถในการเข้าถึงแหล่งบริการ ด้านความสะดวกเมื่อใช้บริการ ด้านความสามารถในการจ่ายค่าบริการ และด้านการยอมรับคุณภาพในการให้บริการ มีคะแนนเฉลี่ยตามลำดับ ดังนี้ 2.65 ± 0.55, 2.74 ± 0.47, 2.14 ± 0.83 และ 2.69 ± 0.50</p> <p>จากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง พบว่า กลุ่มแรงงานข้ามชาติ มีความเห็นว่า ระยะทางที่ใกล้กับที่พักหรือสถานที่ทำงาน และการมีบัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวมีผลต่อการใช้บริการสุขภาพ บางกรณีแรงงานข้ามชาติใช้ล่าม สำหรับการมาใช้บริการ</p> <p>จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ เห็นว่า มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับผู้ป่วยแรงงานข้ามชาติ การบริหารจัดการเรื่องค่าบริการสุขภาพที่ไม่ได้จัดสรรให้ผู้ป่วยแรงงานข้ามชาติอย่างชัดเจน ทำให้ไม่คุ้มทุนกับรายรับจากแรงงานข้ามชาติ รวมถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน</p> <p>&nbsp;ดังนั้น แนวทางหรือนโยบายในการให้บริการสุขภาพ ที่มาจาก ทุกภาคส่วน จึงยังเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนและพัฒนาเพื่อให้เกิดระบบที่มีประสิทธิภาพ</p> <p>&nbsp;</p> <p>The objective of this study was to study the health service using and health service providing for migrant by the hospital network personal in Chiang Mai province.&nbsp; The mixed methods was used to collect both quantitative data by using questionnaire in 420 migrants and qualitative data by using semi-structured interviews in 10 migrants and 14 hospital network personals. The data was collected during June 1<sup>st</sup>, 2016 to August 31<sup>st</sup>, 2016. The results found that from 420 samples, Access to health services was at a high level (Mean = 2.58, SD = 0.57: from level1-3). When the level of opinion was classified according to specific domains, it was found that the average scores of sufficiency of existing services, ability to access services, convenience of access, ability to pay for services, and realized quality of service were 2.65 ± 0.55, 2.74 ± 0.47, 2.14 ± 0.83, and 2.69 ± 0.50, respectively.</p> <p>Based on semi-structured interviews, migrants believed &nbsp;is not far from their place or their workplace. &nbsp;By having health insurance, it affects their health services use. In some cases, migrants interpreter. Which is close For the service.</p> <p>From interviewing, the providers had opinion that the limited number of providers makes difficulty to work flow and the communication problem.&nbsp; Most of them agreed that service policy&nbsp; about migrants was not clear. &nbsp;Also, safety operation may still be the problem since health screening system of migrants was not clear.</p> <p>Therefore, guidelines or health policies for migrants that was integrated all sectors is also needed to support developing the &nbsp;effective system.</p> <p>&nbsp;</p> Nikhom Muenchan, Ratanaporn Awiphan, Sasitorn Chaiprasit ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/103939 Sun, 23 Sep 2018 13:03:38 +0700 A Potential Analysis and Marketing Strategic Development for MICE Industry in Chiang Mai Province Under ASEAN Economic Community (AEC) https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/103994 <p>Abstract The research is entitled “The Project of Potential Analysis and Development of Tourism Management Program Model for MICE Industry in Chiang Mai Province under ASEAN Economic Community (AEC).” There are two significant objectives: (1) to analyze potential readiness in Chiang Mai for MICE industry and (2) to develop a marketing strategy and Tourism Program Model for MICE industry in Chiang Mai suitable for the era of digital marketing under ASEAN Economic Community (AEC) to recognize the potential in Chiang Mai for MICE industry. The research methodology is a mixed method of quantitative and qualitative research. The quantitative research is a survey research to collect data from 409 service users together with the qualitative research which is collected data by deeply interviewing entrepreneurs related to MICE industry in Chiang Mai which is called service providers. Eighteen representatives of lodging, souvenir shop, recreation, travel agency, restaurant, and transportation businesses are interviewed. Descriptive Statistics analysis has been used for general information of samples and Chi-square test at level of significance 0.05 has been used for satisfaction factors of service users. The results of the research found that Chiang Mai has high potentials in MICE industry under competitive advantage theory through SWOT Analysis, Tows Matrix, and Services Marketing Mix: 7'Ps. The study shows that Chiang Mai has strengths, weaknesses, opportunities, and threats in various aspects that are: strengths (1) several famous tourist attractions and various types of tourist activities (2) unique and remarkable culture; weaknesses (1) lack of an efficient public transportation system (2) short of suitable personnel related to MICE businesses; opportunities (1) a policy of government and central department promoting Chiang Mai as Mice City (2) social values of Thai people and foreigners towards education, job, tourism, residing in Chiang Mai; threats (1) an effect of global economic crisis (2) unstable Thai politics. Besides the analysis of the strengths, weaknesses, opportunities, and threats in Chiang Mai, A TOWS Matrix analysis has been used in this study. It reveals it should be enhanced tourism capacity in Chiang Mai to support MICE tourism industry, especially in Meeting and Incentive. For marketing strategy, Chiang Mai should use differentiation strategy by using integrated marketing communication.</p> Kanokwan Uthongsap ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/103994 Sun, 23 Sep 2018 13:05:03 +0700 The Methods of Increasing Efficiency and Productivity of Human Resources of Technical Colleges Technician Industrial of High Vocational Certificate in Thailand https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/119575 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการผลิตกำลังคน ของวิทยาลัยเทคนิค ประเภทช่างอุตสาหกรรม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ในประเทศไทย โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชียวชาญ ดำเนินการวิจัยด้วย EDFR ยึดตามรูปแบบ EFR กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการอาชีพทั้งทางตรงและทางอ้อม 2) ผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินปฏิบัติงานสนองนโยบายวิทยาลัยเทคนิค 3) ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักวิชาการเกี่ยวกับการจัดการศึกษา 4) ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้ใช้ผลผลิตจากทางวิทยาลัยเทคนิค วิเคราะห์ข้อมูลวิธี EDFR พิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านการอาชีวศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยปรากฏดังนี้</p> <ol> <li class="show">ด้านคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษา จะต้องมีการเพิ่มความรู้ทักษะฝีมือทางช่างวิชาชีพเชิงลึกในการปฏิบัติงานตามวิชาชีพระดับสูงเฉพาะเจาะจง มีทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมและวิธีการทำงานเป็นทีม อดทน ขยัน ซื่อสัตย์สุจริต มีความใฝ่รู้และภาวะผู้นำ</li> <li class="show">ด้านการจัดการเรียนการสอน จะต้องร่วมมือกับสถานประกอบการในการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ตอบสนองตลาดแรงงาน และการประกอบอาชีพอิสระ ให้มีความหลากหลายสอดคล้องกับแผน</li> </ol> <p>พัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม และสอดรับกับบริบทของท้องถิ่นอย่างชัดเจน มีความยืดหยุ่นเน้นปฏิบัติสัมผัสกับงานที่แท้จริง มีการศึกษาดูงานยังสถานประกอบการฝึกปฏิบัติจริง</p> <ol start="3"> <li class="show">ด้านครูผู้สอน จะต้องมีการอบรมศึกษาดูงานพัฒนาความรู้ทั้งทฤษฏี ทักษะฝีมืออย่างต่อเนื่อง รู้ลักษณะงานอาชีพที่สอนอย่างลึกซึ้ง มีจรรยาบรรณ รู้ศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีการพัฒนางานวิจัยนำผลการวิจัยมาต่อยอด มีการพัฒนาผลิตเอกสารตำราสื่ออยู่เสมอ มีใบประกอบวิชาชีพตามเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติงานวิชาชีพ ได้รับสวัสดิการผลตอบแทนที่ดีสูงขึ้นและยกระดับฐานะทางสังคมให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง</li> <li class="show">ด้านความร่วมมือ จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนทั้งสมาคมวิชาชีพ ธุรกิจสถานประกอบการต่างๆ องค์กรผู้ใช้กำลังคนและวิทยาลัยเทคนิคผู้ผลิตกำลังคนทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค รวมถึงความร่วมมือระหว่างสถาบันจากต่างประเทศ</li> <li class="show">ด้านมาตรฐาน จะต้องจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพดูแลกำหนดมาตรฐานทางวิชาชีพแต่ละสาขาภายใต้กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ให้มีความสอดคล้องกับทักษะฝีมือและค่าจ้าง โดยสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ธุรกิจสถานประกอบการมีส่วนร่วมกำหนดเกณฑ์ความก้าวหน้าทางสายงานอาชีพในแต่ละสาขาช่างอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน</li> <li class="show">ด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ รัฐบาลจะต้องตระหนักให้ความสำคัญกับการศึกษาสายอาชีพวิทยาลัยเทคนิค สถาบันอาชีวศึกษา ในการผลิตกำลังคนอย่างจริงจัง รวมไปถึงกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน มีการกำหนดเป็นนโยบายแห่งชาติอย่างชัดเจน จัดสรรงบประมาณ ครุภัณฑ์ อย่างเพียงพอ มีการกำหนดนโยบายผลักดันการจ้างงานสู่สถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนการนำผลการวิจัยมาพัฒนาต่อยอด มีการจัดทำฐานข้อมูลกำลังคนของประเทศระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคการศึกษา</li> <li class="show">ด้านค่านิยมในการเรียนวิทยาลัยเทคนิค ภาครัฐจะต้องร่วมมือกับสถานประกอบการ สื่อมวลชนสร้างแรงจูงใจความภาคภูมิใจเกียรติ์ศักดิ์ศรี ค่านิยมในการเรียนสายอาชีพ ประเภทช่างอุตสาหกรรม มีการประชาสัมพันธ์จุดเด่นของสายอาชีพ เรียนรู้จริง ทำจริง ทำได้ เก่งฝีมือ เก่งงาน เก่งปฏิบัติ จบแล้วมีงานทำ มีโอกาสก้าวหน้า</li> <li class="show">ด้านการบริหารจัดการ จะต้องมีความเป็นอิสระผลิตช่างฝีมือสายปฏิบัติการประเภทช่างอุตสาหกรรมในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงและปริญญาตรี โดยมีเป้าหมายนโยบายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นนิติบุคคล ชุมชนมีส่วนร่วม มีการกระจายอำนาจในแต่ละฝ่าย ส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีม ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล บริการวิชาชีพสู่สังคม เหมาะสมตามความต้องการของชุมชน สังคม องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน</li> </ol> นะโรดม อินต๊ะปัน ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/119575 Sun, 23 Sep 2018 13:16:51 +0700 Legal Measures of Thai Government in Handling with Constraints to Health Protection for Migrant Workers and their Dependents https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/116746 <p>The research aims 1) to study legal measures of Thai government in handling with constraints to health protection for migrant workers and their dependents 2) to analyze the constraints cause and also find solutions to sustainable health protection for migrant workers and their dependents without creating additional fiscal burden in health insurance systems concurrently. The findings have shown that constraints to health protection for migrant workers and their dependents incurred as the legal measures on screening immigrants are instable and multi-standard. In addition, legal measures imposed on migrant workers and their dependents in order to enforce them to be health insurers, namely Social Security Act, B.E. 2533 and Notification of the Ministry of Public Health dated 14 March B.E. 2548 Re: Health check-up and health insurance for foreign workers contain legal loopholes in both content and enforcement. As a result, a large number of migrants and dependents remains excluded from the health insurance system. The conclusion and the recommendation are; Thai government has to commit the sole authority which could stabilize and also standardize criteria for screening and legalization migrant workers and their dependents. Besides, compulsory purchase scheme of health insurance card must be conducted and enforced by imposing it as a required condition of granting as well as renewal of work and stay permit. In consequence, migrant workers and dependents will gain the same health protection equally and effectively. Meanwhile, the overall fiscal stability of Health insurance systems stays relatively unaffected.</p> Panpamon Soontonsri ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/116746 Sun, 23 Sep 2018 13:17:45 +0700 A Study of Problems, Obstructions and Wholesale Cross-National Border Trade Model of Local Entrepreneurs in Mueang District, Mukdahan Province https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/105958 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยนำเข้ากระบวนการค้าส่งชายแดนของผู้ประกอบการค้าส่ง รูปแบบการค้าส่งชายแดนของผู้ประกอบการท้องถิ่น และปัญหาอุปสรรคในกระบวนการค้าชายแดนอำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการค้าส่งชายแดน ได้แก่ ผู้ประกอบการค้าส่งใน อ.เมือง จ.มุกดาหาร ผู้ประกอบอาชีพกรรมกร คนขับรถรับจ้าง นายหน้า และ ลูกค้าชาวสปป.ลาว ที่ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบ รูปแบบการค้าชายแดนของผู้ประกอบการท้องถิ่น อ.เมือง จ.มุกดาหาร กำหนดได้ <br> 6 รูปแบบ โดยรูปแบบที่มีความสะดวกและค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด คือ รูปแบบการค้าชายแดน E และ F การขนส่งสินค้าทางเรือโดยสารหรือรถโดยสารโดยใช้การสื่อสารสังคมออนไลน์ รูปแบบที่ได้รับความนิยม คือ รูปแบบการค้าชายแดน B และ C การขนส่งสินค้าทางเรือโดยสารหรือรถโดยสารแบบมีนายหน้า ผลการศึกษายังพบว่า นายหน้ามีบทบาทสำคัญในการค้าชายแดน ทำหน้าที่ดำเนินการขนส่งสินค้า รวมถึงดำเนินการเป็นผู้ทำพิธีศุลกากรในการส่งออกแทนลูกค้าชาวสปป.ลาว และปัญหาอุปสรรคที่พบในกระบวนการค้าชายแดนอำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เกิดจากการเก็บภาษี 10% ของมูลค่าสินค้าที่เกินกว่า 1,500 บาท ที่ด่านศุลกากรสปป.ลาว</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This paper presents a case of cross-national border trade for local entrepreneurs, the model of wholesale of local entrepreneurs, Problems and obstacles in the cross border trading activities in Muang District, Mukdahan Province. The sample group in the study consists of local entrepreneurs in Muang District, Mukdahan Province, laborers, drivers, agents and customers from Lao PDR. The methods of data collection were in-depth interview and non-participation observation. Descriptive narrative was used to analyze data.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The findings reveal that the form of trade along the border of the local entrepreneurs in Muang District, Mukdahan Province can be classified as 6 models. The most convenient and low cost model of trade along the border is the model E and the model F of trade where goods are transported via ships or transported via passenger cars and communication is done via social media. The most popular are the model B and the model C of trade where goods are transported via ships or transported via passenger cars with agents. The findings in this study also reveal that the agents play an important role in the trade along the border and take care of the export customs clearance for the customers from Lao PDR.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The problems and obstacles in the trade process in Muang District, Mukdahan Province arise from 10% tax collection from goods with the value exceeding 1,500 Baht at Lao PRD Customs Checkpoint.</p> ศศิกรานต์ วนัสบดีไพศาล, กุลภา โภคสวัสดิ์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/105958 Sun, 23 Sep 2018 13:06:06 +0700 A Cross-Cultural Comparison of Polite Questioning Strategies: A Case Study of Pechrama with Soraida Salwala and Tai Orathai to Compare with The Late Show with Hillary Clinton and Jessica Biel https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/120860 <p>The research aimed to study the politeness strategies in questioning and the social factors influenced the selection of the strategies the hosts used to ask their guests. Then compare both issues: the strategies and social factors that were founded in Pechrama: Talk to Solaida Salwala and Tai Orathai by Mr. Nawat Itsaragrisil and The Late Show: Talk to Hillary Clinton and Jessica Biel by Mr. Stephen Colbert. The framework of politeness theory by Brown and Levinson (1978, 1987) was applied for data analyzing.</p> <p>The research found that there were 4 strategies of politeness in questioning the hosts used: on record, positive politeness, negative politeness, and off record. These four strategies were applied to the guests differently based on social status of the guests, age, and level of closeness.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> Tiwa Jailak ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/120860 Sun, 23 Sep 2018 13:07:06 +0700 Exploring the Knowledge, Skills and Attitudes Related to the Educational Innovation Management which Can Be Used for Improving Teachers’ Teaching and Researches https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/117441 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนและการทำวิจัยของครู ผู้วิจัยออกแบบการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบวัดกับครูจากโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้ง 3 สังกัด ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 543 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบวัดความรู้ ทักษะ และเจตคติ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.60 - 1.00 ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบ 1 ความรู้เกี่ยวกับการจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การใช้นวัตกรรม (Mean=3.69) รองลงมาคือ การเลือกนวัตกรรม (Mean=3.68) และการประเมินผลนวัตกรรม (Mean=3.51) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การเผยแพร่นวัตกรรม (Mean=3.27) องค์ประกอบ 2 ทักษะเกี่ยวกับการจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การใช้นวัตกรรม (Mean=3.56) รองลงมาคือ การเลือกนวัตกรรม (Mean=3.53) และการประเมินผลนวัตกรรม (Mean=3.42) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การเผยแพร่นวัตกรรม (Mean=3.21) องค์ประกอบ 3 &nbsp;&nbsp;&nbsp;เจตคติเกี่ยวกับการจัดการนวัตกรรมทางการศึกษา ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ เจตคติต่อตนเอง (Mean=4.08) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ เจตคติต่อผู้อื่น (Mean=3.93)</p> Panthipa Iamsiripreeda, อัจศรา ประเสริฐสิน ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/117441 Sun, 23 Sep 2018 13:07:50 +0700 People’s Expectations of Local Newspapers in Chiang Mai and their Pathway to be Civic Media https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/124728 <p>This research is aimed to 1) explore people’s expectation of local newspapers in the context of Chiang Mai 2) investigate local newspapers’ roles in relation to local community and hurdles they are facing and 3) analyze the papers’ content vis-à-vis how they represent the local leading to ways to promote these communication outlets to be civic media.&nbsp;</p> <p>Employing content analysis, interview and survey research, the study found that research respondents have high expectations of local newspapers and particularly, their roles to represent local interests (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.43). However, they see the existing roles of these media is only on average level (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 2.67)<strong>. </strong>Both internal and external unfavorable factors obstruct these media. In order to turn themselves to be civic media, local newspapers have to massively concentrate on content related to crises of Chiang Mai, i.e. environment issues and provide more spaces to sources other than government agencies, especially those associating with local community and civil society. Giving opportunities to people to report stories is another way to make media closely link to their target readers. Finally, they must immensely utilize online media in order to reach larger receivers.</p> <p>&nbsp;</p> Thammakit Thammo ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/124728 Sun, 23 Sep 2018 13:18:30 +0700 Work Socialization and Job Retention of Senior Professional Nurses in Nakhon Pathom Province https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/118369 <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>The purposes of this research were; 1) to study work socialization process of the senior professional nurses in the period; before, during, and stability their profession and 2) to find the causes of job retention in the nursing profession. The methodology used in the qualitative research, the semi-structured interviews and observations. Using purposive sampling are 3 the senior professional nurses that work experienced more than 25 years, in the roles as coach, nursing instructor and their continuity in the nursing profession. The research results were found as follows: 1) the work socialization process of senior professional nurses in before entering the professional stage influences exemplar, the public mind, self-sacrificing, and generosity. The contents in the job relay have both theory and practice of nursing, the significant agents were families, schools and hospital. During the period of the study, socialize contents included learning to work, work skills, skills in problem solving and adaptability to work. For the significant agents from supervisors and senior friends. In the stability period of their profession, the major socialized content is job retention and the key agent is the supervisor as being a good role model. 2) The causes of job retention in the nursing profession included; a love of the profession, support from the organization, an opportunity in career path, and knowledge transfer towards the next generations.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;</p> เรียม นมรักษ์, ธีรศักดิ์ พลพันธ์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://www.tci-thaijo.org/index.php/FEU/article/view/118369 Sun, 23 Sep 2018 13:19:30 +0700