NAJUA: History of Architecture and Thai Architecture https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA <h3><strong>NAJUA: History of Architecture and Thai Architecture&nbsp;</strong></h3> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p> <p><strong><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;NAJUA: History of Architecture and Thai Architecture</em></strong> is a blind peer-reviewed journal devoted to the promotion and study of all aspects of the history of architecture, architectural conservation in Thailand and neighbouring countries, and the development of Thai architecture both as a scholarly discipline and practice. Founded in 2004, <em>NAJUA: History of Architecture and Thai Architecture</em> is the only periodical in Thailand committed primarily to the subjects. Since 2019, the Journal publishes twice a year by Faculty of Architecture, Silpakorn University.</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<em>NAJUA: History of Architecture and Thai Architecture</em> is abstracted and indexed in the ACI Index and TCI Index. Papers from all volumes are available on the <strong>ThaiJO</strong> website:&nbsp;<a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/"><strong>www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/</strong></a></p> <p><strong>ISSN 1686-1841&nbsp;(Print) </strong></p> <p><strong>ISSN 2697-3901&nbsp;(Online) </strong></p> Department of Architecture and Related Arts, Faculty of Architecture, Silpakorn University en-US NAJUA: History of Architecture and Thai Architecture 1686-1841 Content https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/199929 <p>สถาปัตยกรรมจองวัดปะโอ (ต่องสู้) ในประเทศไทยและเมืองสะเทิม ประเทศพม่า<br>Pa-o (Taungthu) Buddhist Monasteries in Thailand and Thaton, Myanmar<br>อิสริยะ นันท์ชัย/ Itsareeya Nunchai และ โชติมา จตุรวงค์/ Chotima Chaturawong<br>8<br>โรงสีข้าวศิริพัฒน์: ความรุ่งเรืองของย่านอุตสาหกรรมการเกษตรเมืองพะเยา<br>Siri-Phat Rice Mill: Golden Age of Agriculture Industry in Phayao<br>ภัคธิมา วังยาว/ Phakthima Wangyao<br>32<br>เมืองนครราชสีมา: การศึกษาเมืองเก่าผ่านประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานและมรดกทางสถาปัตยกรรม<br>Nakhon Ratchasima: A Study of the Old Town through its History,<br>Settlement, and Architectural Heritage.<br>รังสิมา กุลพัฒน์/ Rungsima Kullapat, จิตรมณี ดีอุดมจันทร์/ Chitmanee Deeudomjant<br>และ มาริสา หิรัญตียะกุล/ Marisa Hirunteeyakul<br>62<br>อุโบสถวัดศาลาลอย: งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในพุทธสถาปัตยกรรม<br>Ubosoth Wat Sala Loi: The Modern Architecture in Buddhist Architecture<br>ภารณี อินทร์เล็ก/ Paranee Inlek<br>102<br>หลักเมืองนครบาลเพชรบูรณ์: การผสมผสานแนวคิดจารีตและแนวคิดสมัยใหม่ในงานศิลปะ<br>และสถาปัตยกรรมหลักเมือง ช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475<br>The City Pillar of Metropolitan Phetchabun: The Integration of Traditional and Modern Concepts<br>in the Art and Architecture of City Pillars after the 1932 Revolution<br>สวรรค์ ตั้งตรงสิทธิกุล/ Sawan Tangtrongsitthikul<br>122<br>การดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยภายใต้โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ<br>The Housing Development for Low-Income Earners under Ban Thanarak Pracharat Housing Project<br>ศิฬินภา ศิริสานต์/ Sirinapha Sirisarnt, กุณฑลทิพย พานิชภักด์ิ/ Kundoldibya Panitchpakdi<br>และ พรสรร วิเชียรประดิษฐ์/ Pornsan Vichienpradit<br>154</p> Pinai Sirikiatikul ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 2 4 Editorial https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/199931 <p>หน้าจั่ว ฉ. 16  2562 | 5<br>บทบรรณาธิการ<br>หน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย ฉบับที่ 16 (มกราคม-มิถุนายน 2562)<br>ประกอบด้วยกัน 6 บทความ บทความแรกโดย อิสริยะ นันท์ชัย เรื่อง “สถาปัตยกรรมจองวัดปะโอ (ต่องสู้)<br>ในประเทศไทย และเมืองสะเทิมประเทศพม่า” ศึกษาเปรียบเทียบสถาปัตยกรรมประเภทจอง (วิหาร) ใน<br>ภาคเหนือของไทยที่สร้างขึ้นโดยพ่อค้าไม้สักมีฐานะกับจองในสะเทิมของพม่าตอนล่าง ในช่วงคริสตวรรษที่<br>19-20 โดยได้อธิบายความเหมือน/ความต่าง ระหว่างสถาปัตยกรรมประเภทเดียวกัน ร่วมวัฒนธรรมที่<br>คล้ายคลึงกัน แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างกัน อันเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศ ความเชื่อท้องถิ่นเรื่องการปลูก<br>เรือน ตลอดจนอิทธิพลทางศิลปะในการประดับตกแต่งอาคาร บทความซึ่งคัดมาจากวิทยานิพนธ์ระดับ<br>ปริญญาโท ในหลักสูตรประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมชิ้นนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้สถาปัตยกรรมของชาวปะโอ<br>เป็นที่รู้จักในวงวิชาการ ต่างไปจากที่ผ่าน ๆ มาที่มักมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างสถาปัตยกรรมปะโอ<br>กับสถาปัตยกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์พม่าและไทใหญ่<br>หากกล่าวว่า จองวัดปะโอ คือผลผลิตทางวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมไม้สักในภาคเหนือของไทย<br>หลังจากอังกฤษเข้ายึดพม่า โรงสีข้าวศิริพัฒน์ จังหวัดพะเยา ในบทความต่อมาของ ภัคธิมา วังยาว ก็ต้อง<br>ถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีการผลิตข้าว อันเป็นอุตสาหกรรมที่เฟื้องฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2<br>หลังจากที่นโยบายกีดกันชาวต่างชาติในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมถูกยกเลิกไป ในบทความนี้ภัคธิมา<br>ศึกษาโรงสีข้าวซึ่งจัดเป็นอาคารประเภทโรงงานอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยมีผู้สนใจศึกษามากนัก<br>โดยสำรวจเก็บข้อมูลทางกายภาพของอาคาร ตลอดจนสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชนที่เคยมีประสบการณ์กับ<br>โรงสีข้าวแห่งนี้ในยุคที่ธุรกิจการค้าขายข้าวในชุมชนหนองระบูยังคงเฟื่องฟู ผลจากการศึกษาในครั้งนี้จะ<br>ช่วยปูทางการศึกษาอาคารเนื่องในอุตสาหกรรมข้าวในมิติที่ลึกซึ้งขึ้นต่อไป<br>บทความที่สาม เรื่อง “เมืองนครราชสีมา: การศึกษาเมืองเก่าผ่านประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน<br>และมรดกทางสถาปัตยกรรม” โดย รังสิมา กุลพัฒน์, จิตรมณี ดีอุดมจันทร์ และ มาริสา หิรัญตียะกุล<br>ผู้เขียนบทความได้เริ่มด้วยการปูพื้นทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองและชุมชนนครราชสีมา ว่ามีการ<br>สร้างซ้อนทับหลายยุคตั้งแต่สมัยอารยธรรมเขมรเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับกายภาพของเมือง บทความ<br>ได้สำรวจอาคารบ้านเรือนในเขตพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา (ตามประกาศเขตเมืองเก่านครราชสีมาเมื่อเดือน<br>เมษายน พ.ศ. 2559) ได้แก่ เรือนเจ้าเมือง เรือนพักข้าราชการสมัยมณฑลนครราชสีมา ตึกชิโน-โคโลเนียล<br>ของชาวจีนโพ้นทะเล โดยบทความเสนอว่าร่องรอยทางสถาปัตยกรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่นี้สามารถใช้<br>เป็นแหล่งเรียนรู้ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตให้กับชนรุ่นหลัง จึงสมควรส่งเสริมและสนับสนุนให้<br>เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนเมืองเก่า นอกจากนี้บทความยังเสนอการเรียนรู้เมืองเก่าด้วย “การเดิน<br>เมือง” อันเป็นการสร้างประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “คน” และ “เมือง” และระหว่างคนด้วย<br>กันเองในสภาพแวดล้อมเมืองเก่าเพื่อสร้างสำนึกทางอัตลักษณ์ร่วมกัน<br>6 | หน้าจั่ว ฉ. 16  2562<br>บทความที่สี่ ยังคงเป็นการศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา แต่มุ่งศึกษาถึงความเป็นมาและ<br>การสร้างสรรค์ของอาคารเพียงหลังเดียว คือ อุโบสถวัดศาลาลอย โดย ภารณี อินทร์เล็ก เสนอให้พิจารณา<br>อุโบสถวัดศาลาลอยที่ออกแบบโดย วิโรฒ ศรีสุโร ในฐานะอาคารทางพุทธศาสนาที่ได้รับอิทธิพลจากกระแส<br>นิยมสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ทำให้รูปแบบของอุโบสถหลังนี้แตกต่างไปจากพุทธสถาปัตยกรรมไทยแบบ<br>จารีตอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ว่าจะยังคงแนวคิดเรื่องการก้าวข้ามวัฏสงสารด้วยการสร้างโบสถ์ให้มีจินตภาพ<br>เป็นดั่งเรืออยู่ก็ตาม ภารณีกล่าวว่าความเป็นสมัยใหม่ของอุโบสถหลังนี้สามารถพิจารณาได้จากการลดทอน<br>รายละเอียดการทำเครื่องประดับอาคาร การใช้วัสดุที่ผลิตขึ้นจากอุตสาหกรรมในท้องถิ่นอย่างกระเบื้อง<br>ดินเผา และการละเว้นซึ่งงานจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ คงเหลือเพียงภาพเล่าเรื่องเวสสันดรชาดก<br>ที่ประตูทางเข้าด้านหน้าที่ทำจากทองแดงดุนรมดำ ผู้เขียนบทความเสนอว่าการฉีกออกไปจากรูปแบบทาง<br>สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบจารีตของพระอุโบสถหลังนี้เป็นผลมาจากอิทธิพลสถาปัตยกรรมสมัยใหม่<br>ที่ผู้ออกแบบได้รับการบ่มเพาะมาจากการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ใช่การสืบทอดตามระบบสกุลช่าง<br>เช่นในอดีต<br>บทความต่อมา เรื่อง “หลักเมืองนครบาลเพชรบูรณ์: การผสมผสานแนวคิดจารีตและแนวคิด<br>สมัยใหม่ในงานศิลปะและสถาปัตยกรรมหลักเมือง ช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475”<br>โดย สวรรค์ ตั้งตรงสิทธิกุล นำเสนอการศึกษาหลักเมืองนครเพชรบูรณ์ภายใต้บริบทของสงครามมหา<br>เอเชียบูรพา ที่มีแนวคิดในการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปยังเพชรบูรณ์ ระหว่าง พ.ศ. 2486-2487<br>ตามนโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม สวรรค์เสนอว่าการออกแบบหลักเมืองหลวงขึ้นใหม่ในครั้งนี้<br>ปรากฏแนวคิดสมัยใหม่ที่สามารถพิจารณาจาก เทคนิคการก่อสร้าง รูปแบบรูปทรง และการแสดงออก<br>ทางศิลปะของเสาหลักเมือง ขณะเดียวกันการประดิษฐานหลักเมืองไว้ในอาคารที่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลาง<br>วงเวียนให้เป็นจุดหมายตาก็สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญกับหลักเมืองในฐานะ “ศูนย์กลางแห่งความ<br>เจริญก้าวหน้าทั้งปวง” อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อย่างไรก็ตามการยังคงไว้ซึ่งคติและพิธีกรรมการตั้ง<br>เสาหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลตามแบบแผนประเพณีที่สืบกันมาแต่โบราณ ก็ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบ<br>หลักเมืองหลวงใหม่ในครั้งนี้มิใช่การละทิ้งซึ่งประเพณีนิยมไปโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการพยายามผสมผสาน<br>ระหว่าง “ความเป็นจารีต” อันแสดงออกผ่านคติและพิธีกรรมในการตั้งเสาหลักเมือง และ “ความเป็น<br>สมัยใหม่” ในเชิง ที่ตั้ง รูปแบบ เทคนิคการก่อสร้างและศิลปะการประดับประดา<br>บทความสุดท้ายในหน้าจั่วฉบับนี้ปิดท้ายด้วยโครงการ ที่หากพิจารณาในแง่เวลาแล้วเป็น<br>ประวัติศาสตร์ใกล้ตัวที่สุด เกี่ยวกับการดำเนินงานในโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ที่ดำเนินการโดย<br>ความร่วมมือระหว่างกรมธนารักษ์และเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ที่มีรายได้ต่ำ บทความโดย<br>ศิฬินภา ศิริสานต์, กุณฑลทิพย พานิชภักดิ์ และ พรสรร วิเชียรประดิษฐ์ นำเสนอการติดตามผลการ<br>ดำเนินงานในโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี โดยมุ่งศึกษาโครงการ พบ.261<br>เนื่องจากเป็นโครงการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคนมีรายได้น้อยเพียงแห่งเดียวในบรรดา 6 โครงการทั้งหมด<br>ที่ได้ดำเนินการสร้างขึ้นจริง ผลการศึกษาพบว่าการดำเนินงานประสบความล้มเหลวทั้งในเชิงปริมาณและ<br>หน้าจั่ว ฉ. 16  2562 | 7<br>คุณภาพ ในเชิงปริมาณคือโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาประหยัดสร้างขึ้นจริงในจำนวนที่น้อยมากเมื่อ<br>เทียบกับที่วางแผนไว้ คือสำเร็จเพียง 43 หน่วย จากแผนที่ตั้งไว้ทั้งหมด 2,357 หน่วย ในเชิงคุณภาพพบว่า<br>ผลการดำเนินงานไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์โครงการตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการขาดการประชาสัมพันธ์<br>ให้ประชาชนเข้าใจในสิทธิประโยชน์การเช่าซื้อ, ยอดผู้เข้าจองในโครงการไม่ถึงตามเป้า, การสละสิทธ์<br>การจอง, หน่วยที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแล้วแต่ขายไม่หมดจนไม่สามารถดำเนินโครงการในระยะต่อไปได้<br>ตลอดจนการออกแบบวางผังบ้านในโครงการที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ (อันสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงาน<br>ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบสถาปัตยกรรม) โดยบทความได้วิเคราะห์สาเหตุความ<br>ล้มเหลวในการดำเนินงานโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ว่าเกิดจากการขาดการศึกษาความเป็นไปได้<br>ตามทฤษฎีพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ความล้มเหลวในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับการดำเนินการใน<br>โครงการลักษณะเดียวกันต่อไป หากผู้รับผิดชอบสนใจที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น<br>การดำเนินการจัดทำวารสาร หน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย<br>ในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้ก็เพราะความร่วมมือจากกองบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ และ<br>ผู้เขียนบทความทุกท่าน ในฐานะบรรณาธิการ ผมจึงขอแสดงความขอบคุณมาอย่างจริงใจ ณ โอกาสนี้<br>พินัย สิริเกียรติกุล<br>มิถุนายน 2562</p> Pinai Sirikiatikul ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 5 7 Pa-o (Taungthu) Buddhist Monasteries in Thailand and Thaton, Myanmar https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/178287 <p>The architecture of the Pa-o or Taungthu in Thailand during the 19th to 20th centuries was built by merchants and headmen from Myanmar who were wealthy from teak trade in northern Thailand.&nbsp; Case studies of Pa-o Buddhist monasteries in northern Thailand include Wat Sri Rong Muang and Wat Mon Pu Yak, Lampang; Wat Nong Kham, Chiang Mai; and Wat Nantaram, Phayao. In this study, they were compared with those of the Pa-o in Thaton, Myanmar, where previously was their centre. The study found that Pa-o Buddhist monasteries in northern Thailand and Thaton share similarities; they are a multi-purpose building and the principal architecture of the monastic compound.&nbsp; A monastery includes a Buddha shrine; the main hall for ceremony and dharma preaching; sleeping areas for the abbot, monks, and novice; dining hall; bathrooms; and verandah.&nbsp; However, Pa-o Buddhist monasteries in the two areas differ in directions.&nbsp; Those in northern Thailand face their front to the south, and thus their Buddha shrine is located to the north.&nbsp; Whereas Pa-o Buddhist monasteries in Thaton of Lower Myanmar often place the Buddha shrine to the south and face their front to the north parallel to houses of the Mon who have been the majority in the area.&nbsp; Probably because Lower Myanmar has heavy rainfall and storms coming from the southwest, the Mon thus built their house to the rear of a verandah and staircase situated to the north in order to prevent wind and storms.</p> Itsareeya Nunchai Chotima Chaturawong ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 8 31 Siri-Phat Rice Mill: Golden Age of Agriculture Industry in Phayao https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/171209 <p>The Siriphat Rice Mill is located in Phayao City, in the community called Nong-Rhabu. Historically, the Nong-Rhabu was a traditional community, used to be a centre of wholesale trade of agricultural products since 1916. However, due to the changing social and economic conditions and the creations of a new road and the city market which had become the trade centre instead, the community declines, while the Siripat Rice Mill deteriorates. Surveyed in 2016, the Siripat Rice Mill is no longer in use as a rice mill. Some are transforming many parts of their original functions, while others are dismantled. However, its structure and architectural style remain. Apart from its architectural values and the wide-span wooden structure which demonstrate traces of uses in the past, the Siripat Rice Mill also reflects the prosperity of this community.</p> <p>This research aimed to explore the Siripat Rice Mill's history, to survey the mill's location and layout of the building, and to study the remaining structure in order to analyse its architectural significance in terms of functions and structure. Moreover, the study surveyed the opinions of peoples in Nong-Rhabu community and the area in front of the mill about their memories and the history of the mill. The result found is that the Siriphat Rice Mill is one of the buildings that people always mentioned when recollecting the community's prosperous past and that it always involved with the occupation and lifestyle of peoples in the community.</p> Phakthima Wangyao ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 32 61 Nakhon Ratchasima: A Study of the Old Town through its History, Settlement, and Architectural Heritage. https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/188261 <p>This article studies the Nakhon Ratchasima old town through the lenses of settlement, town planning, architectural style, and old house conservation. The authors investigated the city’s origins using survey research, historical research, and in-depth interviews coupled with primary and secondary documentary research. Our findings show that Nakhon Ratchasima has had an international relationship with neighboring countries relevant to the development of each. Two illustrations of this international context are: the emerging city was the focus of Siam’s first rail routes, acting as a fortress between Laos and Cambodia, and the city’s involvement in the kingdom’s political problems. There are 7 architectural styles present in the city:&nbsp; the clay house, wooden shophouse, Western influenced wooden shophouse, and bungalow, vernacular, sino-colonial, and modern. The popularity of each type depended on the way of life, ethnicity, and social life of the people building and using these buildings. These many layers of architecture show these changes over time. Early important vernacular buildings became covered by shophouses as new owners built new layers of history for their businesses. Unfortunately, some of the architectural history has been erased by demolition when people lacked a knowledge of local history. Meanwhile, we discovered the chronological importance of many historical layers: from Khmer civilization to Ayutthaya to Rattanakosin. The findings of this research can act as a model to improve the conservation of important places, to create community awareness about the significance of places, and to make residents proud of their home towns. This living heritage is evident in each layer of settlement, providing pieces of the giant jigsaw puzzle to gradually fill in the city’s history.</p> Rungsima Kullapat Chitmanee Deeudomjant Marisa Hirunteeyakul ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 62 101 Ubosoth Wat Sala Loi: The Modern Architecture in Buddhist Architecture https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/165619 <p><em>Ubosot </em>Wat Sala Loi, designed by the architect Wirot Srisuro, is distinctive in that it is a reinterpretation of traditional Thai architecture. &nbsp;Its design as half building-half boat surrounded by water, its austerity and its use of materials and building technology of the time challenged the norm of Thai Buddhist architecture. &nbsp;This paper explores the modern architectural features of <em>Ubosot </em>Wat Sala Loi. &nbsp;Conceived as a sailboat travelling to Nirvana, the <em>Ubosot</em> is indeed executed more like a boat than just making the building’s base in curved as customarily done in traditional architecture when referring to such the conception. &nbsp;The study found that the emergence of architectural modernity of <em>Ubosot</em> Wat Sala Loi evident in the building characteristics, functions, and its materials is related to the changes in society of 1960s Thailand. &nbsp;Notably, the changes in architectural education, which directly influenced the architect who designed the building, and social factors in the northeastern region of Thailand at that time are influential in the creation of modern architecture at Wat Sala Loi.</p> Paranee Inlek ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 102 121 The City Pillar of Metropolitan Phetchabun: The Integration of Traditional and Modern Concepts in the Art and Architecture of City Pillars after the 1932 Revolution https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/183362 <p>The City Pillar of Metropolitan Phetchabun was built between 1943-1944, when there was a plan to move the capital from Bangkok to Lom Sak District, Phetchabun Province, following the idea of Prime Minister Field Marshal P. Phibul Songkhram. As part of a new city planning design, where various government offices were located as a system according to their missions, the city pillar was thus located in the middle of the traffic roundabout at the heart of the new city centre, related to other essential elements of the city.</p> <p>Made of Chaiyapruek wood, the City Pillar is octagonal, with its overall composition consistent with Bangkok’s city pillar.&nbsp; However, in the creation of the new capital pillar, four modern concepts can be observed as follows: 1) the use of “modern construction techniques” in the making of the City Pillar, 2) the change of forms, 3) the reduction of decorative patterns, and 4) the artistic expression of “strength and power” using geometric forms, angles, straight-lines, rather than curves as customarily employed in traditional Thai arts. &nbsp;Meanwhile, traditional Thai practices can still be acknowledged such as the uses of “sacred” wood as a material for the city pillar and of nine kinds of “auspicious” woods in pillar erection ceremony.&nbsp;</p> <p>The changes indicate the integration of “Traditional Arts” with “Modern Arts”, befitting Phibul Songkhram’s idea of creating a new centre for the new capital, at the centre of which the City Pillar was erected. The erection of Phetchabun's City Pillar marked not only the establishment of the new capital but also the ‘modern’ concept of city pillar design.</p> Sawan Tangtrongsitthikul ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 122 153 The Housing Development for Low-Income Earners under Ban Thanarak Pracharat Housing Project https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/190141 <p>Ban Thanarak Pracharat is the housing project under Ban Pracharat Housing Project on State Property, developed for low-income earners by the Treasury Department in collaboration with private developers. Under 10-year Strategies of Housing Development (A.D. 2016-2025), it takes five years to build housing projects that are affordable for the target group who, with the help of financial support, will have a proprietary right. The researchers investigate a pilot project at Porbor.261, Petchaburi Province. It is a leasehold model and is the only plot that has housing construction and already transferred the rights to some of the participants. The purposes of this study are two-fold: firstly, monitoring the results of the house creation (Supply Side) from documentation and in-depth interview with the public and private developers; and, secondly, monitoring the results of &nbsp;the project's participation from the questionnaire and in-depth interview with the participants. Ultimately, this study aims at analysing the result of the house creation and taking a lesson from the collaboration between public and private developers in creating housing units for low-income earners.</p> <p>The findings showed that the entrepreneurs were capable of building affordable housing projects for the low-income; however, they completed only one phase of the projects and was unable to carry out the next phase, since the housing units of the first phase were not filled.&nbsp; Although the numbers of housing booking were 144% of the plan, buyers later cancelled their reservations due to their lack of understanding about the right of leasehold and their qualification did not meet the required criteria. Moreover, while the price of housing is suitable for the target group, the majority of participants in this project plot earn a higher income than the target group. It is advisable, therefore, to try to understand the target group more thoroughly, for such understanding will lead to appropriate guideline in developing housing projects for housing providers and low-income earners in the future.</p> Sirinapha Sirisarnt Kundoldibya Panitchpakdi Pornsan Vichienpradit ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 16 1 154 183