ทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และพฤติกรรมการพยาบาลต่อมารดาวัยรุ่น ของพยาบาลสูติกรรมในสถานพยาบาลของรัฐในสามจังหวัดชายแดนใต้

Main Article Content

ศศินาภรณ์ ชูดำ วรรณ๊ เดียวอิศเรศ วิไลพรรณ สวัสดิ์พาณิชย์

Abstract

     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และพฤติกรรมการพยาบาลต่อมารดาวัยรุ่นของพยาบาลแผนกสูติกรรมสถานพยาบาลของรัฐในสามจังหวัดชายแดนใต้ สุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 230 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วย แบบวัดทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และแบบวัดพฤติกรรมการพยาบาลต่อมารดาวัยรุ่นของพยาบาล ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .78 และ .86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

     1.  กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดี ( X= 2.26, SD = 0.49) และพฤติกรรมการพยาบาลต่อมารดาวัยรุ่นของพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับดี( X= 3.45, SD = 0.38)

     2.  กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ ประสบการณ์การทำงานในแผนกสูติกรรม และการได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นแตกต่างกันมีทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และพฤติกรรมการพยาบาลต่อมารดาวัยรุ่นไม่แตกต่างที่ระดับนัยสำคัญ .05

     3.  ทัศนคติต่อการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยรวมกับพฤติกรรมการพยาบาลต่อมารดาวัยรุ่นโดยรวมของกลุ่มตัวอย่างไม่มีความสัมพันธ์กันที่ระดับนัยสำคัญ .05 (r = .006) แต่พบว่าทัศนคติ

ที่มีคุณภาพ ด้านการดูแลมารดาวัยรุ่น มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการพยาบาลต่อมารดาวัยรุ่นด้านการรักษาความลับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .182, p <.01))

     ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าควรส่งเสริมทัศนคติ และพฤติกรรมการบริการในการดูแลมารดาวัยรุ่นของพยาบาลแผนกสูติกรรมที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้มารดาวัยรุ่นได้รับบริการ

     The objective of this research was to examine attitude toward adolescent pregnancy and nursing care behaviors for adolescent mothers among obstetric nurses working at public hospitals in the three southern border provinces. A random sample of 230 obstetric nurses was recruited in the study. Data were collected by self-report questionnaires developed by the researcher which included nurse’s attitude toward adolescent pregnancy questionnaire and nursing care behaviors for adolescent mother questionnaire. Cronbach’s alpha coefficients of both questionnaires were .78 and .86 respectively. Data were analyzed by using descriptive statistics, t-test, ANOVA, and Pearson’s product moment correlation. Alpha level of .05 was set as statistically significant. Results of the study revealed that:

     1.  Nurses had overall attitude toward adolescent pregnancy at a fair level ( x= 2.26, SD = 0.49). Overall nursing care behaviors for adolescent mother were rated at a good level( x= 3.45, SD = 0.38).

     2.  Nurses with different age, years of working experience in obstetric wards, and receiving continuing education on adolescent pregnancy had no significant difference in attitudes toward adolescent pregnancy and nursing care behaviors for adolescent mother at significant level of .05.

     3.  There was no significant relationship between overall attitudes toward adolescent pregnancy and nursing care behaviors for adolescent mother at significant level of .05 (r = .006). However, there was a low positive relationship between attitudes toward adolescent pregnancy in the aspect of caring for adolescent mother and nursing care behaviors for adolescent mother in the aspect of protection of confidentiality (r = .182, p = .006).

     Findings of the study suggest the needs for maintaining and promoting positive attitudes and nursing care behaviors for adolescent mothers among nurses to enhance high quality of care for adolescent mothers.

 

Keywords

Article Details

Section
บทความวิชาการ