วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU <p>เป็นวารสารที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาชุมชน ภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ การท่องเที่ยว การศึกษา บริหารการศึกษาและหลักสูตรและการสอน</p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ th-TH วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 1906-1641 <p>เนื่อหาและข้อมูลในบทความ เป็นความรับผิดชอบของผุ้แต่ง</p> <p>บทความในวารสารเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์</p> ด้วยก้าวของเราเอง: การเดินทางภายนอกและภายใน เรียนรู้ ปลดปล่อยพันธนาการ สู่จิตวิญญาณอิสระ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/190567 <p><strong>ด้วยก้าวของเราเอง </strong>เป็นผลงานกวีนิพนธ์ของ <strong>ธมกร</strong> อันเป็นนามปากกาของ ศิวกานท์ ปทุมสูติ กวีผู้มีผลงานกวีนิพนธ์จำนวนมากและได้รับการยอมรับจากนักอ่านอย่างสูง เป็นกวีนิพนธ์ที่มีเป้าประสงค์เพื่อถ่ายทอดสัจภาวะในตัวตนของกวีที่เป็นนักสังเกต นักเรียนรู้ นักใช้ชีวิตเพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้า รหัสนัยในบทกวีมุ่งสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเปลี่ยนแปลงขัดเกลาทั้งโลกภายนอกและภายใน ด้วยกลวิธีทางภาษาหลากหลาย ให้ปัญญาแก่สังคม มุ่งให้ผู้คนมีความตระหนักและตระหนกต่อกระแสธารมืดบอดอันจะนำชีวิตไปสู่ความล่มสลายทางจิตวิญญาณ ใช้ภาพพจน์บุคลาธิษฐานยั่วยุให้ขบถต่อวิถีที่ไม่สอดคล้องต่อการเติบโตทางความคิดและปัญญา ทั้งนี้ เพื่อการปลดปล่อยผู้คนออกจากพันธนาการต่างๆ สู่ความอิสระและความสุข</p> บุณย์เสนอ ตรีวิเศษ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 143 161 ปัจจัยด้านการคัดสรรสมาชิกที่ส่งผลต่อการพัฒนาพันธมิตรธุรกิจสปาในจังหวัดภูเก็ต https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/187794 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยด้านการคัดสรรสมาชิกที่ส่งผลต่อการพัฒนาพันธมิตรธุรกิจสปาในจังหวัดภูเก็ต โดยประชากรกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารของสถานประกอบการด้านสปาในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2556 จำนวนทั้งสิ้น 81 แห่ง ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Regression Analysis) โดยพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยด้านการคัดสรรสมาชิกที่มีผลต่อความสำเร็จขององค์กรพันธมิตรธุรกิจสปาในจังหวัดภูเก็ต พบว่า องค์ประกอบทางด้านขีดความสามารถ (Capability) เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจสปาในจังหวัดภูเก็ตมากที่สุด รองลงมา คือ องค์ประกอบทางด้านความเข้ากันได้ (Compatibility) โดยมีแนวทางในการพัฒนา 2 แนวทาง ได้แก่ 1) การจัดตั้งในลักษณะขององค์กรกลางของเหล่าพันธมิตรที่เป็นเอกเทศ เพื่อเป็นแกนหลักของเหล่าสมาชิกในการสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นส่วนกลาง และ 2) การพิจารณาถึงความหลากหลายและศักยภาพขององค์กรและมีการประเมินถึงจุดอ่อนของสมาชิกก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกพันธมิตรอย่างเป็นทางการ</p> สิทธิพร แจ่มเที่ยงตรง ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 26 38 ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/187524 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์&nbsp; 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของ บุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา จำนวน 302 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ .8841 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ เพื่ออธิบายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, t-test,&nbsp; f-test เปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่โดยใช้วิธี Scheffe</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;ในภาพรวม 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการปรับปรุง อยู่ในระดับมาก ด้านการตรวจสอบและประเมินผล อยู่ในระดับมาก) และด้านการวางแผนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร แยกตามเพศ อายุ การศึกษา ในภาพรวม 4 ด้าน พบว่าไม่แตกต่างกัน</p> ธเนศพล ธเนศพล อินทร์จันทร์ ชยุต มารยาทตร์ ปทุมรัตน์ สีธูป ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 120 128 การตรวจสอบความตรงเชิงทฤษฎีของแบบวัดระดับความพร้อมในการเรียนรู้แบบชี้นำตนเอง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/186833 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงทฤษฎีของแบบวัดความพร้อมในการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองจากแนวคิดของกูกิลเอลมิโน ซึ่งได้จำแนกความพร้อมในการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองไว้จำนวน 8 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย 1) การเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ 2) มโนคติของตนในด้านการเป็นผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ 3) ความคิดริเริ่มและอิสระในการเรียนรู้ 4) ความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง 5) ความรักในการเรียนรู้ 6) ความคิดสร้างสรรค์ 7) การมองอนาคตในแง่ดี และ 8) ความสามารถในการใช้ทักษะการศึกษาหาความรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 314 คน ของโรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม คัดเลือกจากประชากรด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความพร้อมในการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองตามแนวคิดของกูกิลเอลมิโน จำนวน 58 ข้อคำถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความพร้อมในการเรียนรู้แบบชี้นำตนเองของกูกิลเอลมิโนที่นำมาตรวจสอบมีความตรงเชิงทฤษฎีและสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่า Chi-Square เท่ากับ 5.20 (df = 10, p-value = 0.88) ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของเศษเหลือในรูปคะแนนมาตรฐาน (SRMR) เท่ากับ 0.01 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.00 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 1.00 และค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.99 และพบว่าองค์ประกอบที่มีน้ำหนักความสำคัญสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง การเปิดโอกาสต่อการเรียนรู้ และการมองอนาคตในแง่ดี ตามลำดับ</p> เมธาสิทธิ์ ธัญรัตนศรีสกุล ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 100 111 การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในจังหวัดบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/181324 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ในจังหวัดบุรีรัมย์ และเพื่อสร้างเว็บแอพพลิเคชั่นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์&nbsp; โดยผู้วิจัยได้เลือกแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในจังหวัดบุรีรัมย์จำนวน 22 แห่ง&nbsp; โดยได้ประยุกต์แนวคิดวงจรพัฒนาระบบ (SDLC) มาใช้ในการจัดทำข้อมูลและพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว&nbsp; ด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ที่สามารถรวบรวมและจัดการข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวก&nbsp; ร่วมกับการสร้างเว็บแอพพลิเคชั่น (Web Application) ที่จะสามารถบูรณาการข้อมูลการท่องเที่ยวด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ได้ฐานข้อมูลการท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ที่มาจากความต้องการของนักท่องเที่ยว&nbsp; ทั้งข้อมูลคำบรรยายแหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลภาพถ่ายมุมมองต่างๆ ของแหล่งท่องเที่ยว&nbsp; และจัดทำคลิปวิดีโอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 22 แห่ง และสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่ ร้านอาหาร 120 ร้าน&nbsp; โรงแรมที่พัก&nbsp; 93 แห่ง และสถานีบริการน้ำมัน 113 แห่ง&nbsp; จากนั้นพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว ใช้งานผ่านโปรแกรม Web Browser ที่สามารถทำงานได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน โดยเว็บแอพพลิเคชั่น แสดงข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย ภาพถ่ายของแหล่งท่องเที่ยว&nbsp; มีหน้าแผนที่จะแสดงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นตำแหน่ง บนแผนที่ฐานจาก Google Map สามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้งาน ทำให้สามารถค้นหาตำแหน่งของข้อมูลในรัศมีที่ต้องการ คำนวณเส้นทางการเดินทางไปยังตำแหน่งที่ค้นหา จากการสำรวจความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่ใช้เว็บแอพพลิเคชั่น จำนวน 30 คน พบว่า นักท่องเที่ยวความพึงพอใจโดยรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด</p> ชลาวัล วรรณทอง ณัฐพล วงษ์รัมย์ ณัฐวุฒิ ทะนันไธสง ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 51 61 แนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสินค้าทางวัฒนธรรมขนมทองม้วนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/175938 <p>บทความวิจัยนี้ศึกษาพัฒนาการสินค้าทางวัฒนธรรม และศึกษาศักยภาพองค์ความรู้ขนมทองม้วนพร้อมกับแนวทางการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสินค้าทางวัฒนธรรมขนมทองม้วนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่ม ผลการศึกษา พบว่า พัฒนาการสินค้าทางวัฒนธรรมขนม แบ่งออกเป็น 3 ยุค ได้แก่ 1. ยุคก่อตั้งกลุ่มวิสากิจชุมชน 2. ยุคสร้างมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าสินค้า และ 3. ยุคสร้างเครือข่ายทางการตลาด ซึ่งทางกลุ่มมีศักยภาพองค์ความรู้ 3 ประการ ได้แก่ 1. ศักยภาพองค์ความรู้การบริหารจัดการกลุ่ม&nbsp; 2. ศักยภาพมาตรฐานการผลิต 3. ศักยภาพเครือข่ายทางการตลาด &nbsp;ผลจากการดำเนินการวิจัยร่วมกับชุมชนจนได้เกิดแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้า ได้แก่ 1. แนวทางการพัฒนาขยายการตลาด 2. แนวทางการพัฒนามาตรฐานขนมทองม้วนระดับเครื่องหมายฮาลาล 3. แนวทางการพัฒนาความรู้ของบุคลากรให้มีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์</p> อุทิศ ทาหอม สุนันท์ เสนารัตน์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 7 25 การพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในจังหวัดนครราชสีมา https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/170620 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและวิเคราะห์สภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในจังหวัดนครราชสีมา และพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในอำเภอโชคชัยและอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย งานวิจัยนี้ใช้เกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการสนทนากลุ่ม การฝึกอบรมเพิ่มทักษะด้านการทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทคให้แก่ผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ติดตามและประเมินผลของการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ ผลการศึกษา พบว่า ผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ ใช้วัตถุดิบหลักจากท้องถิ่นและขายสินค้าในชุมชน สินค้ามีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ปัญหาสำคัญที่พบ คือ ด้านการผลิต ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เงินทุน การประชาสัมพันธ์ <a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a>และการตลาด การพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้วยการทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายสินค้าและมีกลุ่มลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ คือ การลดปัญหาด้านการสื่อสาร การเพิ่มช่องทางการติดต่อและการประชาสัมพันธ์ การขยายตลาดตรงกับกลุ่มลูกค้า และต้นทุนการดำเนินงานลดลง ปัญหาที่พบ คือ ขาดการอัปเดตข้อมูล ขาดความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค การตอบคำถามและตรวจสอบข้อมูลตลอดเวลา และการแจ้งข้อมูลเท็จ บทเรียนและความรู้ที่ได้จากการวิจัย คือ การทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ สามารถยกระดับคุณภาพการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ทั้งด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์สินค้า และเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์</p> <p>&nbsp;</p> สายสุนีย์ จับโจร สุดาใจ โล่ห์วนิชชัย ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 39 50 การจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมห้องเรียนกลับด้านเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง ดิน หิน แร่ และธรณีกาลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/167787 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังและก่อนจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมห้องเรียนกลับด้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยบุรีรัมย์ จำนวน 24 คน ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณซึ่งสร้างขึ้นจากแนวคิดของเอนนิส ประกอบด้วย 5 ด้าน จำนวน 25 ข้อ ได้แก่ ความสามารถในการระบุปัญหา&nbsp; ความสามารถในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูลและการสังเกต ความสามารถในการอุปนัย&nbsp; ความสามารถในการนิรนัย&nbsp; และความสามารถในการระบุข้อตกลงเบื้องต้น&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า &nbsp;การคิดอย่างมีวิจารณญาณ<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a>โดยรวมหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ&nbsp;17.04&nbsp; (S.D.=&nbsp; 2.25 ) ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ&nbsp;&nbsp; 11.67&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; (S.D.=&nbsp; 1.43) และเมื่อพิจารณาการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยของการคิดอย่างมีวิจารณญาณด้านความสามารถในการระบุปัญหาสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 75.0) และด้านความสามารถในการนิรนัย ต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 54.0) &nbsp;เมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติ t-test dependent โดยรวมและรายด้าน ผู้เรียนมีการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 &nbsp;</p> ณัฐพร ฐิติมโนวงศ์ เนตรชนก จันทร์สว่าง ต้นสกุล ศานติบูรณ์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 91 99 นโยบายการบริหารเมืองต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลก ด้วยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/167636 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำเร็จเชิงคุณภาพของการนำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครไปปฏิบัติ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งผู้วิจัยได้ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 16 ราย จากผู้บริหารและข้าราชการของสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร จำนวน 8 ราย และจากประชาชนในกรุงเทพมหานครที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามนโยบายสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร จำนวน 8 ราย วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและข้อเท็จจริง&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) กรุงเทพมหานครประสบความสำเร็จในการนำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไปปฏิบัติในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว, นโยบายการสร้างระบบการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมและนโยบายด้านการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของกรุงเทพมหานคร&nbsp; 2) กรุงเทพมหานครประสบปัญหาในการนำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไปปฏิบัติในส่วนของนโยบายของการลดจำนวนขยะ และการกำจัดขยะ การแปรรูปขยะเป็นพลังงานทดแทน และการส่งเสริม การรณรงค์ให้นำขยะมารีไซเคิล นโยบายฟื้นฟูลำน้ำเจ้าพระยาและคูคลองในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 1,165 แห่งให้กลับคืนสู่สภาพที่ดีดังเดิม อีกทั้งประสบปัญหาอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน ทำงานไม่ประสานกัน ต่างคนต่างทำ ปัญหาด้านงบประมาณ แก้ไขปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาด้านบุคลากรที่ขาดความรู้ความสามารถในงานที่แท้จริง ปัญหาการรณรงค์ และประชาสัมพันธ์งานด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร&nbsp; ที่ตรงประเด็น แต่เน้นการประชาสัมพันธ์ไปในเรื่องการทำงานของทีมบริหารกรุงเทพมหานคร และปัญหาในการรณรงค์ให้ใช้พลังงานทางเลือก</p> ดร.สุมน ฤทธิกัน ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 112 119 ผลกระทบของการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากร ด้านการบัญชี การเงิน และพัสดุองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/165850 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินผลการปฏิบัติงาน แรงจูงใจในการทำงาน และทดสอบผลกระทบของการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีต่อแรงจูงใจในงานของบุคลากรด้านการบัญชี การเงิน และพัสดุองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรด้านการบัญชี การเงิน และพัสดุองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 133 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรด้านการบัญชี การเงิน และพัสดุองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านเกณฑ์การประเมินที่สัมพันธ์กับงาน ด้านความคาดหวังจากการปฏิบัติงาน ด้านการติดต่อสื่อสารที่เปิดเผย และด้านพนักงานเข้าถึงการประเมิน และมีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับแรงจูงใจในงานโดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านสวัสดิการและประโยชน์ตอบแทน ด้านความกระตือรือร้นในการทำงาน ด้านความรู้สึกมั่นคงในงาน และด้านโอกาสในการพัฒนาตนเอง การวิเคราะห์ทดสอบผลกระทบ พบว่า &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1) การประเมินผลการปฏิบัติงานด้านการติดต่อสื่อสารที่เปิดเผย มีผลกระทบเชิงบวกกับแรงจูงใจในการทำงานโดยรวม (<em>b</em><sub>3</sub> = 0.432, P&lt; 0.01) 2) การประเมินผลการปฏิบัติงานด้านความคาดหวังจากการปฏิบัติงานมีผลกระทบเชิงบวกกับแรงจูงใจในการทำงานโดยรวม (<em>b</em><em><sub>2</sub></em> = 0.375, P&lt;0.01) และ 3) การประเมินผล&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปฏิบัติงาน ด้านพนักงานเข้าถึงการประเมิน มีผลกระทบเชิงบวกกับแรงจูงใจในการทำงานโดยรวม (<em>b</em><em><sub>4</sub></em> = 0.295, P&lt; 0.01) โดยตัวแปรทั้งหมดมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ ร้อยละ 57.50 (R<sup>2</sup> = 0.575)</p> อัจฉรียา พัฒนสระคู ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 129 142 รูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/165461 <p>&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 2) เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 4) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 การวิจัยดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการในการใช้รูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ขั้นตอนที่ 2 สร้างรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ขั้นตอนที่ 4 ประเมินรูปการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li class="show">ผลการศึกษาความต้องการบริหารจัดการ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 พบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูโรงเรียนขนาดเล็ก มีความต้องการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยรูปแบบ มีสาระสำคัญ 7 ด้าน</li> <li class="show">รูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[1]</a>เรียนของนักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 พบว่า มีสาระสำคัญ 7 ด้าน คือ 1) การกำหนดนโยบาย 2) การบูรณาการหลักสูตร 3) การจัดหาสื่อและอุปกรณ์ 4) การจัดการเรียนรู้คู่คุณธรรม 5) การจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน 6) การนิเทศติดตาม 7) การประเมินเพื่อพัฒนา โดยมีองค์ประกอบหลัก 5 ประการ คือ</li> </ol> <p>1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) สาระสำคัญ 4) แนวทางสู่การปฏิบัติ 5) เงือนไขความสำเร็จ</p> <ol start="3"> <li class="show">สถานศึกษาดำเนินงานตามรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) พบว่า มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</li> <li class="show">โรงเรียนที่เป็นหน่วยทดลองนักเรียนมีผลการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ (ONET) เฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารจัดการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ในระดับมากที่สุด</li> </ol> <p>&nbsp;</p> นายพิทักษ์ สมพร้อม ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 62 75 ผลการให้การปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม ต่อการมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/164419 <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลของการให้การปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมต่อการมีวินัยในตนเองระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลของการให้การปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมต่อการมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการให้การปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมต่อการมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างหลังการทดลองและเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีคะแนนการมีวินัยในตนเองระดับต่ำ และระดับปานกลาง และมีความสมัครใจที่จะเข้าร่วมการทดลอง จำนวน 16 คน โดยทำการสุ่มอย่างง่ายเพื่อแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 8 คนและกลุ่มควบคุม 8 คน คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวัดการมีวินัยในตนเองและโปรแกรมการให้การปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมต่อการมีวินัยในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย คอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ สถิติ t–test for Independent samples และสถิติ t–test for Dependent samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มทดลองมีคะแนนการมีวินัยในตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้เข้าร่วมการให้การปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมหลังการทดลองมีคะแนนการมีวินัยในตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้เข้าร่วมการให้การปรึกษาแบบกลุ่มตามทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมมีคะแนนการมีวินัยในตนเองภายหลังการให้การปรึกษาและในระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ไม่แตกต่างกัน</p> <p>คำสำคัญ : การปรึกษาแบบกลุ่ม, การเรียนรู้ทางปัญญาสังคม, การมีวินัยในตนเอง, นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1</p> ภรณ์ทิพย์ ศิริกุลวิเชฐ ศรีสมร สุริยาศศิน อุมาภรณ์ สุขารมณ์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-06-30 2019-06-30 14 1 76 90