วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU <p>เป็นวารสารที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาชุมชน ภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจและการจัดการ การท่องเที่ยว การศึกษา บริหารการศึกษาและหลักสูตรและการสอน</p> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ th-TH วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 1906-1641 <p>เนื่อหาและข้อมูลในบทความ เป็นความรับผิดชอบของผุ้แต่ง</p> <p>บทความในวารสารเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์</p> หญิงงามกับชายทุรลักษณ์ในวรรณคดีร้อยกรองแบบฉบับ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/201848 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของหญิงงามและชายทุรลักษณ์ ในวรรณคดีร้อยกรองแบบฉบับ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผลการวิจัย พบว่าหญิงงาม ถูกกำหนดให้นำเสนอวัฒนธรรมหลัก ซึ่งมีสถานภาพทางสังคม รูปลักษณ์ การแสดงออกตามรูปแบบที่สังคมยอมรับ ในขณะที่ชายทุรลักษณ์ ถูกกำหนดให้นำเสนอวัฒนธรรมรองที่มีสถานภาพทางสังคม รูปลักษณ์ การแสดงออกที่ตรงข้ามกันและแปลกแยกจากรูปแบบที่สังคมกำหนด ส่วนบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ได้นำเสนอผ่านตัวละครหญิงชายที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน มี 3 ลักษณะ คือ 1. ชายแก่มี/อยากมีภรรยาสาว พบ 2 คู่ คืออมิตตดากับชูชก และจันท์สุดากับท้าวสันนุราช 2. ตัวละครหญิงงามมีฐานะทางสังคมสูงส่งกว่าตัวละครชายทุรลักษณ์ พบ 2 ประเภท คือประเภทแรกชายทุรลักษณ์ มีด้านชาติกำเนิดแท้จริงต่ำต้อย ปรากฏในคู่ของบุษบากับจรกา ลักษณะที่สอง คือหญิงงามและชายทุรลักษณ์ มีชาติกำเนิดแท้จริงเท่าเทียมกัน แต่ชายปลอมแปลงเป็นชายทุรลักษณ์ที่มีสถานภาพทางสังคมต่ำต้อยกว่าหญิง พบ 2 คู่ คือรจนากับเจ้าเงาะ และอุษากับแสนปม 3. ตัวละครชายทุรลักษณ์มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่าหญิงงาม พบในคู่ของวันทองกับขุนช้าง สำหรับผู้มีอำนาจ คือชนชั้นสูง ได้แก่ พระมหากษัตริย์และขุนนาง เป็นผู้ประกอบสร้างวรรณคดี จึงมีอำนาจในการกำหนดวัฒนธรรมหลัก และกดทับวัฒนธรรมรองซึ่งเป็นวัฒนธรรมของสามัญชนด้วยการนำวรรณคดีพื้นบ้านและขนบละครพื้นบ้านของสามัญชน มาแต่งสร้างในรูปของวรรณคดีราชสำนัก</p> กาญจนา วิชญาปกรณ์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 7 26 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/207626 <p>การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายใน ร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา มีวัตถุประสงค์ หลัก 4 ประการ คือ 1) เพื่อสำรวจสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา 2) เพื่อออกแบบและสร้างรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สำรวจสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา ระยะที่ 2 ออกแบบและสร้างรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา และระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <ol> <li class="show">ผลการสำรวจสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ พบว่า สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียนโดยใช้กิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียนโดยใช้กิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">PUDTAPOOM MODEL เป็นรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นวงล้อโดยใช้ทุนจิตวิทยาเชิงบวกเป็นหัวใจหลักในกระบวนการของกิจกรรมนิเทศภายใน ซึ่งผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา พบว่า โดยรวมและรายด้านทุกด้านมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก สำหรับความเป็นไปได้ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียนโดยใช้กิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา พบว่า โดยรวมและรายด้านทุกด้านมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ผลการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา <ol> <li class="show">ผลการประเมินประสิทธิผลรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li class="show">ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน ดังนี้ <ol> <li class="show">ร้อยละของนักเรียนที่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับดีขึ้นไป (3) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2561 สูงกว่าปีการศึกษา 2560 ทั้ง 9 กลุ่มสาระการเรียนรู้</li> <li class="show">ร้อยละค่าเฉลี่ยผลการทดสอบความสามารถพื้นฐานผู้เรียนระดับชาติ (NT) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้านภาษา ด้านการคำนวณ และด้านเหตุผล ในปีการศึกษา 2561 สูงกว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปีการศึกษา 2560</li> <li class="show">ร้อยละค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ในปีการศึกษา 2561 สูงกว่า ปีการศึกษา 2560 แต่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีค่าเฉลี่ยร้อยละต่ำกว่า</li> </ol> </li> </ol> </li> <li class="show">ผลการประเมินรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลา พบว่า ความพึงพอใจของผู้บริหาร ครูผู้สอน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อรูปแบบกิจกรรมการนิเทศภายในร่วมกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูสู่คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) จังหวัดยะลาโดยรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก</li> </ol> นุชนภางค์ ลิ้มสุชาติ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 27 45 แนวทางการพัฒนาศักยภาพในการสร้างเอกลักษณ์สินค้าเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ ตำบลท่าก้อน อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/195124 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทของกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ ศึกษาศักยภาพด้านการสร้างเอกลักษณ์สินค้าของกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ และศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพในสร้างเอกลักษณ์ของสินค้า เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ ตำบลท่าก้อน อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ หมู่ 6 ตำบลท่าก้อน อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร จำนวน 20 คน โดยกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ หมู่ที่ 6 มีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 20 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการสัมภาษณ์แบบ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) บริบทของกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ พบว่า กลุ่มองค์กรในชุมชน มีจำนวน 15 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ วัดส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มเกษตรพอเพียงลดรายจ่าย เพิ่มรายได้เป็นแหล่งเรียนรู้การทำการเกษตรแบบพอเพียงฐานลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ของชุมชน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มกองทุนเงินล้าน กองทุนแก้ไขปัญหาความยากจน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) กลุ่มกองทุนแม่ กลุ่มผลิตน้ำยาล้างจาน กลุ่มทอผ้าย้อมคราม กลุ่มสานตะกร้าจากเส้นพลาสติก กลุ่มปลูกมันสำปะหลัง กลุ่มปลูกยางพารา กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ (น้ำหมัก) และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ชุมชนมีจัดการตนเองด้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการจัดการขยะในชุมชน กลุ่มการจัดการเรื่องปัญหายาเสพติดภายในหมู่บ้าน กิจกรรมเข้าวัดทำวัตรเย็นร่วมกับพระสงฆ์ และกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์หมู่บ้าน และการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของชุมชน จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผลิตน้ำยาล้างจาน กลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ (น้ำหมักขี้หมู) กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มผลิตอาหารหมักหมู กลุ่มทอผ้าย้อมคราม และกลุ่มสานตะกร้าด้วยเส้นพลาสติก 2) ศักยภาพด้านการสร้างเอกลักษณ์สินค้าของกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ พบว่า กลุ่มทอผ้าย้อมครามเป็นแหล่งสร้างอาชีพให้กลุ่มเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน และชุมชน ซึ่งสามารถได้ ดังนี้ 2.1) การพัฒนาเอกลักษณ์สินค้าของกลุ่ม พบว่า กลุ่มมีความต้องการในการสร้างเอกลักษณ์สินค้าที่เป็นของกลุ่มเอง ซึ่งในการสร้างเอกลักษณ์จะต้องได้มาซึ่งการมีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมปฏิบัติ และจะต้องเป็นเอกลักษณ์ที่ได้มาจากประวัติของหมู่บ้าน โดยในกระบวนการพัฒนาเอกลักษณ์ สมาชิกทุกคนได้ร่วมกันคิด และได้มีการเล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของหมู่บ้าน ว่าหมู่บ้านชื่อ <em>“บ้านโพนก่อ”</em> ดังนั้น เอกลักษณ์ที่จะนำมาทอเป็นลายผ้าจะต้องมีความสำคัญ และสอดคล้องกับชื่อหมู่บ้าน นอกจากการคิดค้นเพื่อหาเอกลักษณ์ของกลุ่มแล้ว สมาชิกยังมีการร่วมกันคิดค้นชื่อลายที่จะนำมาตั้งชื่อโดยให้ทุกคนเขียนชื่อลายที่จะนำมาใช้ในการเรียกลายผ้าที่จะนำมาทอเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม โดยสมาชิกมีการสรุปชื่อลายผ้าได้ว่า <em>“ลายหมากก่อ”</em> ซึ่งหมากก่อจะได้มาจากชื่อหมู่บ้านคือ บ้านโพนก่อ และ 2.2) การพัฒนาศักยภาพให้กับสมาชิก พบว่า กลุ่มสมาชิกมีศักยภาพในการทอผ้าค่อนข้างสูง และสมาชิกมีการแปรรูปผ้าจากเดิมที่มีการทอผ้าพันคอ และผ้าคลุมไหล่ เป็นการทอผ้าเพื่อนำมาตัดเย็บเสื้อและกระโปรง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและเพิ่มตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ผ้าที่ทอนั้นส่วนใหญ่เป็นลายเดิม ๆ ที่ชุมชนทั่วไปก็มีการทอ ดังนั้น กลุ่มมีความคิดเห็นร่วมกันในการที่จะพัฒนาลายผ้าขึ้นมาใหม่ โดยจากการจัดเวทีในวันที่ 18 - 19 พฤษภาคม 2560 ส่งผลให้ชุมชนได้ร่วมกันคิดค้นลายผ้าที่มาจากประวัติของชุนชนได้แก่ “<em>ลายหมากก่อ</em>” โดยนักวิจัยได้ชุมชนได้ร่วมกันออกแบบ และให้สมาชิกกลุ่มทำการมัดหมี่ลายหมากก่อขึ้นมาเพื่อนำมาทอ และ 3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพในสร้างเอกลักษณ์ของสินค้าเพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านโพนก่อ พบว่า แนวทางในการพัฒนาศักยภาพชุมชน มีดังนี้ 3.1) การศึกษาบริบทของชุมชนที่จะนำมาสร้างเป็นเอกลักษณ์ 3.2) จัดเวทีเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงที่ได้จากกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน 3.3) การตัดสินใจเลือกรูปแบบที่จะนำสร้างเป็นเอกลักษณ์สินค้า 3.4) การนำรูปแบบที่เลือกไปสร้างเป็นโมเดลตัวอย่าง 3.5) การพัฒนาเอกลักษณ์ด้วยการนำโมเดลตัวอย่างที่ได้ไปทอลงในผืนผ้า และ 3.6) การขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบลายผ้า “ลายหมากก่อ”</p> อาจารย์ผกามาศ บุตรสาลี อาจารย์แก้วมณี อุทิรัมย์ ดร.อุดมพงษ์ เกศศรีพงษ์ศา ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 46 56 กระบวนการพัฒนาครูโดยใช้แนวคิดจิตปัญญาศึกษา ระบบพี่เลี้ยงและการวิจัยเป็นฐาน https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/209802 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศึกษากระบวนการพัฒนาครูในเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์โดยบูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย ระบบพี่เลี้ยง และจิตตปัญญาศึกษา ประเมินและติดตามผลการพัฒนาครูในเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์โดยบูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย ระบบพี่เลี้ยง และจิตตปัญญาศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการการเลือกแบบเจาะจง เป็นครูในเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย ระบบพี่เลี้ยง และจิตตปัญญาศึกษา โปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย ระบบพี่เลี้ยง และจิตตปัญญาศึกษา แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตนของครู ตามตัวชี้วัดการประเมินนักศึกษาครูด้านการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย จิตตปัญญาศึกษา และระบบพี่เลี้ยง และแบบประเมินคุณภาพของกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย ระบบพี่เลี้ยง และจิตตปัญญาศึกษา ของครูในสถานศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่า</p> <ol> <li class="show">ครูประจำการสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการที่บูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย จิตปัญญาศึกษา และระบบพี่เลี้ยง ในการตระหนักถึงบทบาทของตนเองในการสอน การแนะนำและการโค้ช และทราบแนวทางในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ</li> <li class="show">การบูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย จิตปัญญาศึกษา และระบบพี่เลี้ยงกับกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาต่าง ๆ ทำให้ครูผู้สอนสามารถบูรณาการเทคนิคการสอนและกิจกรรมที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลายตามกระบวนการที่ได้อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย จิตปัญญาศึกษา และระบบพี่เลี้ยง</li> <li class="show">&nbsp; ครูประจำการมีทักษะและสมรรถนะด้านการสอน ครูสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการที่บูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย จิตปัญญาศึกษา และระบบพี่เลี้ยง ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.1 พฤติกรรมการปฏิบัติตนของครู ตามตัวชี้วัดการประเมินการปฏิบัติการสอนของครูด้านการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย จิตปัญญาศึกษา และระบบพี่เลี้ยง ในด้านจรรยาบรรณต่อตนเอง ด้านจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ด้านจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ด้านจรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และด้านจรรยาบรรณต่อสังคม อยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.2 สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ครู ตามตัวชี้วัดการประเมินครูที่บูรณาการแนวคิดโครงงานฐานวิจัย จิตปัญญาศึกษา และระบบพี่เลี้ยง ด้านการกำหนดจุดประสงค์ ด้านการออกแบบการเรียนการสอน ด้านการวัดและประเมิน และด้านการใช้สื่อ/แหล่งเรียนรู้สนับสนุนการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> ดร.เทพพร โลมารักษ์ บัญชา นวนสาย ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 57 73 แนวทางการพัฒนาเพิ่มทักษะองค์ความรู้สู่การเป็นนักพัฒนาอัจฉริยะ (Smart Developer) ของนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/209698 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มทักษะทางการพัฒนาเพิ่มทักษะองค์ความรู้สู่การเป็นนักพัฒนาอัจฉริยะของนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่ม ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนาศักยภาพให้กับนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กลายเป็นนักพัฒนาอัจฉริยะ (Smart Developer) ได้แก่ 1.ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ 2. สร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชน 3. ทำงานกับพื้นที่ 4. มีบทบาทรับผิดชอบต่อสังคม 5. เป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ 6. พัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง 7. มีการศึกษาที่ดีทั้งในระบบและนอกระบบ 8. มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล 9. มีทักษะความฉลาดทางอารมณ์ 10. เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ 11. ทำงานให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม มีบุคลิกภาพที่ดี 12. ประเมินศักยภาพการทำงานของตนเองอยู่เสมอ 13. มีทักษะความสามารถในการเขียนรายงานที่ดีมีประสิทธิภาพ ทั้ง 13 ทักษะมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาบัณฑิตให้ตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นให้คนไทยมีทักษะความรู้ความสามารถที่รอบด้าน มีวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ แก้ไปปัญหาแบบมีเหตุและผล มีจิตบริการ ตลอดจนทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข</p> อุทิศ ทาหอม สุจิตรา ยางนอก ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 85 98 การบริหารการจัดการที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตยางพาราในจังหวัดอุบลราชธานี https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/209517 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์&nbsp;เพื่อศึกษาการบริหารการจัดการที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตยางพาราในจังหวัดอุบลราชธานี&nbsp;กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือเกษตรกรชาวสวนยางพาราในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี&nbsp;&nbsp; ในกรณีที่ไม่ทราบจำนวนประชากรชัดเจนจากสูตรคอแครน&nbsp;จำนวน&nbsp;385&nbsp;ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลมีค่าความเชื่อมั่น&nbsp;0.945&nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิจัย&nbsp;ได้แก่&nbsp;ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน&nbsp;และการทดสอบค่าถดถอยเชิงพหุคูณ&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;ด้านการบริหารจัดการ&nbsp;ด้านการจัดการความรู้&nbsp;ด้านคุณภาพ&nbsp;ด้านแหล่งข้อมูลการผลิต&nbsp;ด้านที่ตั้งทำเลที่ตั้ง&nbsp;และด้านขนาดพื้นที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตยางพาราในจังหวัดอุบลราชธานี</p> <p>&nbsp;</p> เจริญ โสภา ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 99 110 รูปแบบช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มโรงสีข้าวบ้านหัวดง ตำบลพระเสาร์ อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/208656 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มโรงสีข้าวบ้านหัวดง และเพื่อพัฒนารูปแบบช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มโรงสีข้าวบ้านหัวดง ตำบลพระเสาร์ อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สมาชิกกลุ่มโรงสีข้าวบ้านหัวดง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เจาะลึกรายบุคคล การสนทนากลุ่ม เข้าร่วมกิจกรรมชุมชน การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ และการสังเกต</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มโรงสีข้าวบ้านหัวดง พบว่า 1.1) ผลิตภัณฑ์สามารถฝากจำหน่ายได้ในร้านค้าสวัสดิการของชุมชนเท่านั้น 1.2) ผลิตภัณฑ์ที่ได้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก 1.3) กลุ่มยังไม่มีช่องทางการจัดจำหน่ายอื่น นอกจากการฝากขายหน้าร้านค้าภายในชุมชน และ 1.4) กลุ่มยังไม่รู้จักวิธีการจำหน่ายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ หรือการใช้สื่อดิจิทัล เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่มีในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง และ 2) รูปแบบช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มโรงสีข้าวบ้านหัวดง มีดังนี้ 2.1) กลุ่มมีความรู้เกี่ยววิธีการจำหน่ายสินค้ามากขึ้น 2.2) กลุ่มมีสถานที่จำหน่ายสินค้า 2.3) กลุ่มมีเครือข่ายเพื่อช่วยในการกระจายสินค้าของกลุ่ม 2.4) กลุ่มมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และ 2.5) กลุ่มมีตราสินค้า และมีช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ โดยใช้ช่องทางแห่งยุคสมัย 4.0 เช่น ไลน์ และเฟสบุ๊ค เพื่อกระตุ้นการรับรู้และการเข้าถึงของผู้บริโภค ทั้งนี้กลุ่มโรงสีข้าวบ้านหัวดง ได้มีการดำเนินการพัฒนาวิธีการจำหน่ายสินค้า โดยใช้วิธีการจำหน่ายผ่านเฟสบุ๊คที่ชื่อว่า “ข้าวแต๋นกลุ่มแม่บ้านบ้านหัวดง” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์กลุ่ม และสินค้าของกลุ่มให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น</p> kaewmanee utiram pakamat Butsalee thipsuda thasedam ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 111 120 การศึกษาความรู้ความเข้าใจด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ของพนักงานสอบสวนในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/214289 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุของพนักงานสอบสวนในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนประจำสถานีตำรวจในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีทั้งหมด 107 นาย จากสถานีตำรวจ จำนวน 12 สถานี โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า พนักงานสอบสวนในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมโดยภาพรวมมีระดับความรู้ความเข้าใจด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุในระดับสูง การตรวจสถานที่เกิดเหตุเป็นไปตามหลักการของ FBI ที่ได้กำหนดเป็น 12 ขั้นตอน พบว่า ขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างถูกต้อง คือ ขั้นตอนที่ 1) การเตรียมความพร้อม 3) การป้องกันรักษาสถานที่เกิดเหตุ 4) การสำรวจสถานที่เกิดเหตุเบื้องต้น 5) การประเมินวัตถุพยานที่พบในสถานที่เกิดเหตุ 6) การบรรยายสถานที่เกิดเหตุ 8) การจัดทำแผนที่หรือแผนผัง และการสเก๊ตซ์ภาพสถานที่เกิดเหตุ 10) การบันทึกและตรวจเก็บวัตถุพยาน 11) การสำรวจสถานที่เกิดเหตุครั้งสุดท้าย และ 12) การออกและส่งคืนสถานที่เกิดเหตุ ส่วนขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนมีความรู้ความเข้าใจด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุยังไม่ถูกต้อง คือ ขั้นตอนที่ 2) การดำเนินการเมื่อถึงสถานที่เกิดเหตุ 7) การถ่ายภาพในสถานที่เกิดเหตุ และ 9) การตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนางานด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ได้แก่ จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุเป็นประจำทุกปี จัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และจัดสรรกำลังพลให้เพียงพอ</p> พ.ต.ท.หญิง กนกพร แสนแก้ว ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 121 136 การสานพลังภาคีเครือข่ายสร้างนวัตกรรม พัฒนาการอ่านออกเขียนได้เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาวะ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/211464 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสถานภาพ ศักยภาพและความต้องการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของโรงเรียน 2) พัฒนาเครื่องมือ คู่มือการจัดการเรียนรู้และประเมินทักษะการอ่านออกเขียนได้ 3) พัฒนานวัตกรรม การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม 4) พัฒนาระบบ กลไกการขับเคลื่อนระดับเครือข่ายโดยโรงเรียนเป้าหมายสามารถยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่พร้อมขยายผล โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนในจังหวัดน่าน 6 โรงเรียน จังหวัดแพร่ 15 โรงเรียน และจังหวัดอุตรดิตถ์ 6 โรงเรียน รวม 27 โรงเรียน โดยใช้แนวคิดการวิจัยพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาอ่านออกเขียนได้ของโรงเรียน แบบรายงานการผลิต/สร้างสื่อ นวัตกรรม พัฒนาการอ่านออกเขียนได้ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาวะ และแบบประเมินผลการใช้สื่อ นวัตกรรมพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาวะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเบื้องต้น คือ ค่าความถี่และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 27 โรงเรียน มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 2,627 คน ก่อนเริ่มโครงการมีนักเรียนอ่านออกเขียนได้ คิดเป็นร้อยละ 78.97 หลังเข้าร่วมโครงการมีนักเรียนอ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 87.64 ส่วนนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้สูงสุดคือ นักเรียนในจังหวัดอุตรดิตถ์ คิดเป็นร้อยละ 11.64 หลังเข้าร่วมโครงการนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ลดลง เหลือร้อยละ 4.01 2) การสร้างสื่อ นวัตกรรมพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาวะ โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายผลิตสื่อประเภทนิทาน/หนังสือเล่มเล็กมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ชุดฝึกการอ่านและแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ตามลำดับ 3) การใช้สื่อ นวัตกรรมของโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายใช้ใน 3 รูปแบบ คือ ใช้ในโรงเรียน ใช้ในครอบครัว และใช้ในชุมชน ส่วนสื่อ นวัตกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักเรียน ได้แก่ นิทาน/หนังสือเล่มเล็ก รองลงมาได้แก่ หนังสือป๊อปอัพ และสื่อสไลด์ 4) ระบบ กลไก การขับเคลื่อนระดับเครือข่ายในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายมีเครือข่ายหลัก ได้แก่ โรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และมหาวิทยาลัย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong> :</strong> สื่อ นวัตกรรม, การอ่านออกเขียนได้, ความรอบรู้สุขภาวะ</p> วจี ปัญญาใส ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 137 147 - การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/216275 <p><strong>หัวข้อวิจัย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>: การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>ชื่อผู้วิจัย</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; : ประวัติ พื้นผาสุข</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเรื่องการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย คือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน&nbsp; 1&nbsp; คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 11 คน&nbsp; คณะกรรมการสภานักเรียน จำนวน 11 คน&nbsp; รวมทั้งสิ้น 32 คน&nbsp;&nbsp;&nbsp; เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>สรุปผลการวิจัย</strong></p> <p>การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนบ้านเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่&nbsp; ได้ยึดองค์ประกอบหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง &nbsp;3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี บนพื้นฐานของเงื่อนไข 2 ประการ คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ 2 ส่วน คือ</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนที่ 1</strong> โรงเรียนบ้านเมืองคอง มีการจัดองค์ประกอบของการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง &nbsp;5 ด้านด้วยกัน คือ</p> <ol> <li class="show">ด้านการบริหารงาน มี 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านนโยบายและการวางแผน องค์ประกอบด้านวิชาการ องค์ประกอบด้านงบประมาณ และองค์ประกอบด้านการบริหารทั่วไป</li> <li class="show">ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มี 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านหน่วยการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง องค์ประกอบด้านการบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การเรียนการสอน องค์ประกอบด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และองค์ประกอบด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</li> <li class="show">3. ด้านการพัฒนาบุคลากร มี 3 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านการแนะแนวและระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน องค์ประกอบด้านกิจกรรมนักเรียน และองค์ประกอบด้านกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและสาธารณะประโยชน์</li> <li class="show">4. ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มี 2 องค์ประกอบ คือองค์ประกอบด้านการพัฒนาบุคลากรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และองค์ประกอบด้านการติดตามและขยายผล</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5) ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ&nbsp; มี 5 องค์ประกอบ คือองค์ประกอบด้านสถานศึกษา &nbsp;องค์ประกอบด้านผู้บริหารสถานศึกษา &nbsp;องค์ประกอบด้านบุคลากรของสถานศึกษา องค์ประกอบด้านผู้เรียน และองค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองและชุมชน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ส่วนที่ 2</strong> โรงเรียนบ้านเมืองคอง วางแนวทางการขับเคลื่อนการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนโดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานดังนี้</p> <ol> <li class="show">1. กำหนดนโยบายการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายสำคัญของสถานศึกษา</li> <li class="show">พัฒนาความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรทั้งผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและชุมชนในการส่งเสริมให้ปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</li> <li class="show">3. ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้</li> <li class="show">4. จัดทำ ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมโครงการ กิจกรรม และปรับแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการของสถานศึกษา</li> <li class="show">5. ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร</li> <li class="show">6. เสริมสร้างบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้</li> <li class="show">7. จัดระบบนิเทศ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงาน</li> <li class="show">8. ให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้าร่วมในการจัดการศึกษาในขั้นตอนสำคัญทุกขั้นตอน</li> </ol> <p>&nbsp;</p> รองศาสตราจารย์ประวัติ พื้นผาสุข ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 148 155 การพัฒนาเอกสารคำสอนรายวิชาการออกแบบในงานอุตสาหกรรม สำหรับนักศึกษาคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/220125 <p>การวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารคำสอน รายวิชาการออกแบบในงานอุตสาหกรรม สำหรับนักศึกษา คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 /80&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน</p> <p>ด้วยเอกสารคำสอน รายวิชาการออกแบบในงานอุตสาหกรรม &nbsp;ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาที่เรียนวิชาการออกแบบในงานอุตสาหกรรม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 21 คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ เอกสารคำสอน จำนวน 8 บท แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (rating seale)</p> <p>&nbsp;มี 5 ระดับ สถิติที่ใช้&nbsp; ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวน</p> <p>ทางเดียว</p> <p><strong>ผลจากการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li class="show">เอกสารคำสอน รายวิชาการออกแบบในงานอุตสาหกรรม มีประสิทธิภาพทุกบทโดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ E<sub>1</sub> เท่ากับ 84.08 และ E<sub>2</sub> เท่ากับ 82.50</li> <li class="show">นักศึกษาที่เรียนด้วยเอกสารคำสอน รายวิชาการออกแบบในงานอุตสาหกรรม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> สฤษณ์ พรมสายใจ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 156 163 การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการจำหน่ายผลผลิตยางพาราในจังหวัดบุรีรัมย์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/RDIBRU/article/view/190236 <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของเกษตรกรชาวสวนยาง และเพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนในการจำหน่ายผลผลิตยางพาราในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ ด้วยการสำรวจภาคสนาม (Field Survey) การสัมภาษณ์ชิงลึก (In-depth Interview) และการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) จากเกษตรกรชาวสวนยาง กลุ่มเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร&nbsp; ผู้รวบรวมยางในท้องถิ่น พ่อค้าคนกลาง ตลาดกลางยางพารา และโรงงานแปรรูปยาง รวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ โดยการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการค้นคว้าทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา โดยผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีทั้งสิ้น 3 รูปแบบ ได้แก่ น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย และยางแผ่นดิบ ประกอบด้วย 9 ทางเลือก โดยรูปแบบและทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตยางพาราที่ได้รับผลกำไรมากที่สุด คือ การจำหน่ายยางแผ่นดิบผ่านตลาดกลางยางพารา แล้วให้โรงงานยางแผ่นรมควันเข้ามาประมูลยาง ส่วนรูปแบบและทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตยางพาราที่ได้รับผลกำไรน้อยที่สุด คือ การจำหน่ายยางก้อนถ้วยผ่านกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร แล้วกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกรนำยางก้อนถ้วยไปขายต่อให้กับโรงงานผลิตยางแท่ง STR20 ทั้งนี้เกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 45.72 เลือกจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบที่ได้ผลกำไรน้อยที่สุด และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกรูปแบบการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของเกษตรกรชาวสวนยางในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ ความสะดวกสบายในการนำยางไปขาย คือ ระยะทางใกล้กับจุดรับซื้อ คิดเป็นร้อยละ 40.54 (1.61 คะแนน) รองลงมา คือ ราคามีความเป็นธรรมหรือราคาสูงกว่าที่อื่น คิดเป็นร้อยละ 34.18 (1.36 คะแนน) และเครื่องชั่งน้ำหนักได้มาตรฐาน คิดเป็นร้อยละ 21.35 (0.85 คะแนน)</p> ภัทรพงศ์ วงศ์สุวัฒน์ ##submission.copyrightStatement## https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2019-12-30 2019-12-30 14 2 74 84