Focus and Scope

วารสาร PSRU Journal of Science and Technology เป็นวารสารของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัย โดยตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมในสาขาต่างๆ ดังนี้

1. เกษตรศาสตร์ (Agriculture)                     

2. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biology sciences)     

3. วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health sciences)      

4. วิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical sciences)

5. วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)

6. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and communications technology)

 

Peer Review Process

            บทความทุกบทความที่ส่งมาจะได้รับการตรวจสอบเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการวารสารฯ เพื่อพิจารณาตอบรับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์ เมื่อบทความผ่านตรวจสอบขั้นต้นแล้วจะถูกส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยบทความละ 2 ท่าน ทำการพิจารณากลั่นกรองและประเมินคุณภาพของบทความ โดยการประเมินคุณภาพบทความเป็นแบบ  Double bline review

            กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงแก้ไขตัวอักษรและคำสะกดต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้อง และต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร PSRU Journal of Science and Technology ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และผลการพิจารณาคัดเลือกบทความตีพิมพ์ในวารสารให้ถือมติของกองบรรณาธิการเป็นที่สิ้นสุด 

 

Publication Frequency

วารสาร PSRU Journal of Science and Technology มีกำหนดตีพิมพ์บทความราย 4 เดือน ปีละ 3 ฉบับ คือ

ฉบับที่  1  ประจำเดือนมกราคม  ถึง  เดือนเมษายน

ฉบับที่  2  ประจำเดือนพฤษภาคม ถึง  เดือนสิงหาคม

ฉบับที่  3  ประจำเดือนกันยายน ถึง  เดือนธันวาคม          

 

จริยธรรมการตีพิมพ์ (Publication Ethics)

วารสาร PSRU Journal of Science and Technology ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ จึงได้กำหนดบทบาทและหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ ได้แก่ ผู้นิพนธ์ (Author) บรรณาธิการวารสาร (Editor) และผู้ประเมินบทความ (Reviewer) เพื่อศึกษาและการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ดังนี้

บทบาทและหน้าที่ของผู้นิพนธ์

1. ผู้นิพนธ์ต้องรับรองว่าบทความที่ส่งมาเพื่อขอรับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารนั้นต้องไม่เคยถูกตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน

2. ผู้นิพนธ์ต้องรายงานผลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาวิจัยโดยไม่บิดเบือนข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ

3. ผู้นิพนธ์ควรดำเนินการตามหลักจริยธรรม หลักปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องหากบทความเกี่ยวข้องกับการใช้สัตว์ ผู้เข้าร่วมหรืออาสาสมัคร หรือการวิจัยมีประเด็นที่เปราะบางต่อผู้ให้ข้อมูล

4. ผู้นิพนธ์ต้องไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่น และต้องทำการอ้างอิงผลงานของผู้อื่นทุกครั้งเมื่อนำผลงานเหล่านั้นมานำเสนอหรืออ้างอิงประกอบในบทความของตนเอง

5. ผู้นิพนธ์ต้องเขียนบทความให้เป็นไปตามคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับและข้อกำหนดของ PSRU Journal of Science and Technology เท่านั้น

6. ผู้นิพนธ์ที่มีชื่อปรากฏในบทความทุกคนต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในบทความนั้นจริง

7. ผู้นิพนธ์ต้องระบุแหล่งทุนที่สนับสนุนในการทำวิจัยและระบุผลประโยชน์ทับซ้อน (ถ้ามี)

 

บทบาทและหน้าที่ของบรรณาธิการวารสาร

1. บรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบคุณภาพบทความที่ส่งมาเพื่อขอรับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร

2. บรรณาธิการต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้นิพนธ์และผู้ประเมินบทความแก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความ

3. บรรณาธิการต้องไม่ปกปิด เปลี่ยนแปลง หรือแทรกแซงข้อมูลระหว่างผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน

4. บรรณาธิการต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์หรือผู้ประเมิน

5. บรรณาธิการต้องพิจารณาคัดเลือกบทความที่ส่งมาเพื่อขอรับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารหลังผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพ โดยพิจารณาจากความชัดเจนและความสอดคล้องของเนื้อหากับนโยบายของวารสาร เป็นต้น

6. บรรณาธิการต้องตรวจสอบการคัดลอกผลงานของผู้อื่นในกระบวนการประเมินบทความ และติดต่อผู้นิพนธ์หลักเพื่อขอคำชี้แจงในกรณีที่ตรวจสอบพบว่ามีการคัดลอกผลงานของผู้อื่น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา “ตอบรับ” หรือ "ปฏิเสธ” การตีพิมพ์ของบทความนั้นๆ

7. บรรณาธิการต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ของวารสารอย่างเคร่งครัด

 

บทบาทและหน้าที่ของผู้ประเมินบทความ

1. ผู้ประเมินบทความต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ การประเมินบทความต้องคำนึงถึงคุณภาพบทความตามหลักการและเหตุผลทางวิชาการเป็นสำคัญ โดยปราศจากอคติหรือคิดเห็นส่วนตัว

2. ผู้ประเมินบทความต้องรักษาความลับและไม่เปิดเผยข้อมูลของบทความแก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความ

3. ผู้ประเมินบทความควรประเมินบทความในสาขาวิชาที่ตนมีความเชี่ยวชาญ โดยพิจารณาจากความชัดเจนของข้อมูล คุณภาพของบทความที่สอดคล้องตามวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร

4. ผู้ประเมินบทความต้องตรวจสอบการอ้างอิงและการคัดลอกผลงานของผู้อื่น หากพบว่าบทความที่ทำการประเมินมีความซ้ำซ้อนกับบทความชิ้นอื่นๆ ต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบและแสดงหลักฐานประกอบที่ชัดเจน

5. ผู้ประเมินบทความต้องรักษาระยะเวลาการประเมินตามกรอบการประเมินที่วารสารกำหนด 

 

Open Access Policy

This journal provides immediate open access to its content on the principle that making research freely available to the public supports a greater global exchange of knowledge.