หนังตะลุงเมืองเพชร : การศึกษาเชิงบทบาทหน้าที่

Main Article Content

สมบัติ สมศรีพลอย

Abstract

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทหน้าที่การแสดงหนังตะลุงเมืองเพชรทั้งสายหนังในและหนังนอก  จากบทพากย์ บทเจรจา และบริบทการแสดงบางส่วนของการแสดงหนังตะลุงเมืองเพชร จำนวน 4 เรื่อง คือ รามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพณ์ รามเกียรติ์ตอนศึกทัพนาสูร เกราะสุวรรณ และดวงใจแม่ โดยใช้ทฤษฎีบทบาทหน้าที่นิยม (Functionalism) เป็นแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอเป็นบทความวิจัย

ผลการวิจัยพบว่า บทบาทหน้าที่การแสดงหนังตะลุงเมืองเพชรแบ่งออกเป็น5 ด้าน ดังนี้  1) บทบาทหน้าที่อธิบายที่มาและเหตุผลในการทำพิธีกรรม การแสดงหนังตะลุงเมืองเพชรเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม มีแบบแผนการแสดงที่เป็นลำดับขั้นตอนชัดเจนในการแก้บน มีบทพากย์ที่ร้องเชิญเจ้าพ่อให้มาชมหนังตะลุงที่เจ้าภาพได้จ้างมาเล่นถวายเพื่อให้หลุดสินบาดขาดสินบน  2) บทบาทหน้าที่ให้การศึกษาในสังคมที่ใช้ประเพณีบอกเล่า คือ ให้ความรู้ ถ่ายทอดวัฒนธรรม  ภูมิปัญญา  ปลูกฝังทัศนคติ ผ่านการกลั่นกรองจากภูมิปัญญาและประสบการณ์ของนายหนังตะลุง  3) บทบาทหน้าที่รักษามาตรฐานทางพฤติกรรมที่เป็นแบบแผนของสังคม โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระสำคัญเพื่อให้สมาชิกในสังคมนั้น ๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบของสังคม ค่านิยมที่สังคมเห็นว่าดี ทัศนคติที่สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี  ตลอดจนบรรทัดฐานทางพฤติกรรมและจริยธรรมของสังคม 4) บทบาทหน้าที่ให้ความเพลิดเพลินและเป็นทางออกให้กับความคับข้องใจของบุคคลในเรื่องเพศ การบ้านการเมือง และการเคารพผู้อาวุโส5) บทบาทหน้าที่สื่อประชาสัมพันธ์แก่ชุมชนโดยนำเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งในท้องถิ่นและระดับชาติ มาสื่อสารเพื่อเสนอให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ทราบ

This research aims to study the roles of both the Naischool and the Nork school ofPetchaburi shadow puppetry by analyzing voice-overs, conversations, and some contexts of performance. The theory of Functionalism is applied to analyze four plays: the War against Maiyarap fromthe Ramakien, the War against Tappanasoon from the Ramakien, KrohSuwan, and Duangjai Mae. 

The results show that Petchaburi shadow puppetry has five roles. The first is to provide certain background of some rituals in performing shadow puppetry. There are voice-overs for inviting a holy spirit to watch the performance as a votive offeringbecause a wish of the performance’s employer just became true.The second role is to provide education to the audience in the oral tradition society. Some knowledge, local wisdom, and attitudes are transferred through the performers’ experiences to the audience. The third is to maintain the norms of the society. The content of the performances admires some preferable values and resists some prohibited attitudes. The fourth role is to entertain the audience and relieve the audience’s frustrationwith sexuality, politics, and seniority. The last is to spread some information, at both local and international levels, to the locals.

Article Details

Section
บทความประจำฉบับ