วรรณวิทัศน์ VANNAVIDAS: Journal of Thai language, literature and culture https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat <p>วารสารวรรณวิทัศน์จัดพิมพ์ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้</p> <p>1.เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความคิด และผลงานทางวิชาการด้านภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมไทย</p> <p>2.เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้ และทรรศนะทางวิชาการด้านภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมไทยระหว่างนักวิชาการและผู้สนใจทั่วไป</p> <p>3.เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มพูนความรู้เรื่องภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมไทย</p> ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ en-US วรรณวิทัศน์ VANNAVIDAS: Journal of Thai language, literature and culture 1513-9956 บทบรรณาธิการ https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107498 <p>-</p> อรพัช บวรรักษา ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 (7) (8) พระภูมิพลมิ่งเกล้า หทัยไทย https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107493 <p>-</p> สุปาณี พัดทอง ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ กับการใช้ภาษาต่างประเทศของคนไทย https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107502 <p>-</p> วิภา กงกะนันทน์ ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 1 4 "พระทรงเป็นยิ่งกว่ามหากษัตริย์": การศึกษามโนอุปลักษณ์และมุมมองของพสกนิกรไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107507 <p>งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์มโนอุปลักษณ์เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล โดยนำแนวคิดทฤษฎีมโนอุปลักษณ์มาศึกษาอุปลักษณ์ในภาษาที่พสกนิกรชาวไทยใช้เมื่อกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามสื่ออินเทอร์เน็ต สิ่งพิมพ์ และป้ายประกาศต่าง ๆ ผลการวิจัยพบรูปภาษาแบบอุปลักษณ์ที่หลากหลายซึ่งเป็นคำและวลีจาก 9 มโนทัศน์ที่แตกต่างกัน อุปลักษณ์เหล่านี้มีปรากฏใช้กันอย่างเป็นระบบและแพร่หลายโดยพสกนิกรหลายหมู่เหล่า และสะท้อน 9 มโนอุปลักษณ์ ได้แก่ 1) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นเทพ” 2) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพ่อ”&nbsp; 3)“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นสิ่งที่ให้ร่มเงา” 4) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นฝน”&nbsp; 5) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นสิ่งที่ให้แสงสว่าง” 6) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นครู” 7) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพลัง” 8) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นเสาหลัก” และ 9) “ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นช่าง” มโนอุปลักษณ์เหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของวลีที่ว่า “พระองค์ทรงเป็นยิ่งกว่ามหากษัตริย์” ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น</p> <p>This research was conducted in order to honor His Majesty the late King Bhumibol Adulyadej and disseminate knowledge on conceptual metaphor analysis and present it as an act of charity to His Majesty the late King Rama IX. This study examines metaphors used by Thais when referring to His Majesty King Bhumibol Adulyadej on the internet, in printed matter, and on billboards, based on the conceptual metaphor theory. The results revealed many metaphorical expressions that are words and phrases from nine different domains. They were systematically and ubiquitously used by different groups of Thai people and could reflect nine different conceptual metaphors: 1) "King Rama IX is a god",&nbsp; 2) "King Rama IX is a father", 3) "King Rama IX is a shelter", 4) "King Rama IX is rain", 5) King Rama IX is a luminary",&nbsp; 6) "King Rama IX is a teacher", 7) "King Rama IX is a pillar", 8) "King Rama IX is a force", and 9) "King Rama IX is a craftsman.’ These conceptual metaphors help us to better understand the meaning of the phrase, “being more than a King”.</p> <p>&nbsp;</p> วรวรรณา เพ็ชรกิจ สุธาสินี ปิยพสุนทรา ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 5 33 "จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช": พระมหากษัตริย์ผู้ทรงบทบาทของพระวิษณุ https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107513 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มุ่งศึกษาที่มาของคติความเชื่อเรื่อง “พระมหากษัตริย์คืออวตารของพระวิษณุ” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน&nbsp; และศึกษารูปแบบของคติความเชื่อดังกล่าวที่นำมาใช้เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช&nbsp; นอกจากนั้นยังศึกษาบทบาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่มีลักษณะสอดคล้องกับบทบาทของพระวิษณุ จนทำให้เกิดการยอมรับนับถือว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชคืออวตารของพระวิษณุ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่าคติความเชื่อเรื่อง&nbsp; “พระมหากษัตริย์คือองค์อวตารของพระวิษณุ” เป็นคติความเชื่อเกี่ยวกับพระวิษณุซึ่งเกิดขึ้นในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูที่คนไทยยอมรับนับถือ สืบทอดและปรากฏคติความเชื่อนี้ในการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช&nbsp; ตั้งแต่ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก&nbsp; ในพระราชพิธีต่างๆ ระหว่างที่ทรงครองราชย์ จนกระทั่งถึงในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ บทบาทที่ทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นอวตารของพระวิษณุ ก็คือ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนตลอดการครองราชย์ 70 ปี</p> <p><strong>&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This article explores the source of the belief that “The king is the incarnation of Vishnu,” which is still prevalent in the Thai society nowadays and to explore various forms of belief that are adopted to honor His Majesty King Bhumibol Adulyadej. It also studies the shared characteristics and roles&nbsp; between King Bhumibol Adulyadej and Vishnu, which leads to a widely recognised belief that His Majesty King Bhumibol Adulydej is the incarnation of Vishnu.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The study found that the belief that "The king is the incarnation of Vishnu" arose from Brahman-Hindu religion, which the Thai people maintain and use to honor His Majesty King Bhumibol Adulyadej. Those beliefs include the ideas behind the performance of the Coronation, as well as those ideas concerning various ceremonies conducted during his reign and at the royal burial ceremony. The belief about the King being Vishnu’s incarnation arose from the fact that he observes the ten principles of the righteous King, eliminating people’s suffering and solving problems throughout his seventy-year reign.</p> สุภาพร พลายเล็ก ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 34 83 ขายหัวเราะ - มหาสนุก ฉบับในหลวงรัชกาลที่ 9: การ์ตูนกับการเทิดพระเกียรติและการแสดงความอาลัย https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107517 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <em>ขายหัวเราะฉบับรอยยิ้มของพระราชา</em>และ<em>มหาสนุกฉบับเมื่อเจ้าชายกลายเป็นพระราชา</em>เป็นนิตยสารการ์ตูนฉบับพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จุดประสงค์และเนื้อหาของนิตยสารการ์ตูนฉบับพิเศษทั้งสองฉบับแสดงให้เห็นการเทิดพระเกียรติและการแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9&nbsp; โดยนำเสนอผ่านศาสตร์ของการ์ตูน&nbsp; บทบาทสำคัญของนิตยสารการ์ตูนฉบับพิเศษทั้งสองฉบับคือบทบาทด้านการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9&nbsp; ด้านการเป็นสื่อบันเทิงที่ปลอบประโลมจิตใจคนไทยให้คลายจากความเศร้าหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และการเป็นสื่อที่บันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รวมถึงความรู้สึกของคนไทยและเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของความเศร้าโศก</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <em>Kaihuaroh</em> comic magazine<em>'s</em><em> Smiles of the King</em> and <em>Mahasanook</em> comic magazine<em>'s</em> <em>When the Prince Became the King</em> special issues were produced in remembrance of the passing of His Majesty&nbsp;<em>King Bhumibol</em><em>&nbsp;</em>Adulyadej (King Rama IX). Their purpose seen through the contents is to glorify the late king and mourn his death through comics. These special issue magazines play three important roles which are to honor King Rama IX, to entertain and console Thai people during the period of mourning, and to record and depict the stories of King Rama IX as well as Thai people’s emotions and social phenomena happening during the time of loss.</p> วัชราภรณ์ ดิษฐ์ป้าน ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 84 131 คำนิยมในนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา: การศึกษาโครงสร้างและลักษณะทางสังคมวัฒนธรรม https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107519 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างของคำนิยมในนวนิยายเรื่อง<em>เพชรพระอุมา</em>โดยใช้แนวคิดอัตถภาควิเคราะห์ ตลอดจนศึกษาลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมที่สะท้อนจากคำนิยม ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ คำนิยมที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง<em>เพชรพระอุมา</em> จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ปี 2544 จำนวน 47 ฉบับ จากนวนิยาย 48 เล่ม ผลการศึกษาพบว่าคำนิยมในนวนิยายเรื่อง<em>เพชรพระอุมา</em>ประกอบด้วย 5 อัตถภาค คือ อัตถภาคการแถลงสาร&nbsp; อัตถภาคการชื่นชม อัตถภาคการขอบคุณ อัตถภาคการอวยพร และอัตถภาคการเชิญชวน โดยอัตถภาคการแถลงสารและอัตถภาคการชื่นชมมีลักษณะเป็นอัตถภาคหลัก ในขณะที่อัตถภาคการขอบคุณ อัตถภาคการอวยพร และอัตถภาคการเชิญชวนเป็นอัตถภาคเสริม สำหรับลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของไทยที่สะท้อนผ่านคำนิยมในนวนิยายเรื่อง<em>เพชรพระอุมา</em> ได้แก่ วัฒนธรรมการแสดงความชื่นชมยินดีและการอวยพรในสังคมไทย และการขอบคุณในสังคมไทย</p> <p>The objectives of this article are to study the generic structure of the appreciations in the novel <em>PETCH PRA UMA </em>using move analysis, and the socio-cultural aspects found in the appreciations. The data were collected from 47 appreciations from 48 books of <em>PETCH PRA UMA</em> printed by NA BAANWANNAGUM PUBLISHING in 2001. The result shows five moves: announcing move, appreciation move, thanking move, blessing move, and persuasion move. The announcing move and appreciation move are conventional moves whereas the thanking move, blessing move, and persuasion move are specific to the context. Regarding socio-cultural aspects, the appreciations reveal some Thai cultural norms such as appreciation and blessing behavior and thanking behavior in Thai society.</p> พรทิพย์ เฉิดฉินนภา ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 132 161 กลวิธีทางภาษาที่หนังสือพิมพ์ไทยใช้ในการนำเสนอกลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนจา https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107522 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษากลวิธีทางภาษาที่หนังสือพิมพ์ไทยใช้ในการนำเสนอกลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนจา โดยศึกษาจากการรายงานข่าวชาวโรฮีนจาจากหนังสือพิมพ์ 4 รายชื่อ คือ <em>ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด</em> และ<em>คมชัดลึก</em> เป็นการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ตามแนวทางการศึกษาโครงสร้างระดับจุลภาคของฟาน เดค (Van Dijk, 1991) ผลการวิจัยพบว่าหนังสือพิมพ์ไทยเลือกใช้กลวิธีทางภาษาในการรายงานข่าวชาวโรฮีนจา 3 กลวิธีหลัก ได้แก่ 1) กลวิธีทางความหมาย 2) กลวิธีทางรูปแบบภาษา และ 3) กลวิธีอุปลักษณ์ จากการวิเคราะห์พบว่าหนังสือพิมพ์นำเสนอชาวโรฮีนจาออกมา 2 มุมมอง คือ ชาวโรฮีนจาเป็นกลุ่มคนที่มักสร้างความเดือดร้อน ส่งผลให้ไม่มีประเทศใดต้องการรับดูแล ส่วนอีกมุมมองหนึ่งนำเสนอว่าชาวโรฮีนจาเป็นกลุ่มคนที่มีความทุกข์ยากลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ&nbsp; ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสื่อหนังสือพิมพ์พยายามนำเสนอชาวโรฮีนจาแก่ผู้อ่านในมุมมองด้านลบ อีกทั้ง พยายามถ่ายทอดทัศนคติ ความคิดดังกล่าวไปสู่ผู้อ่านผ่านกลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการรายงานข่าว ดังนั้นผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและรับข้อมูลข่าวสารด้วยใจเป็นกลาง เพื่อจะได้ไม่ถูกสื่อชักจูงและครอบงำ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research aims to study language strategies which Thai newspapers use to portray the Rohingya people by analyzing news reports about the Rohingya from four Thai daily newspapers; <em>Thairath, Daily News, Khaosod</em>, and <em>Komchadluek</em>. This critical analysis adopts the microstructures study proposed by Van Dijk (1991). The research results show that Thai newspapers use three main language strategies to portray the Rohingya including 1) meaning, 2) style, and 3) metaphor. From the analysis, Thai newspapers portray Rohingya people in two ways: the first is that Rohingya people often cause trouble, leading to no further formal assistance from any countries and the other is the Rohingya people suffer, are in distress, and need help. It can be seen that newspapers attempt to portray Rohingya negatively and convey such attitudes and opinions to the readers through various news reporting strategies. In order to avoid the control and propaganda of the media, reader discretion is advised.</p> กัญชลิกา ตรีกลางดอน ศิริพร ปัญญาเมธีกุล ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 162 187 นามนัยในภาษาไทย https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107527 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับนามนัย และรวบรวมการใช้ถ้อยคำนามนัยในภาษาไทยทั้งที่ปรากฏในวรรณกรรม บทกวี บทเพลง และภาษาทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งสำนวน การสนทนา ภาษาข่าว โดยศึกษาจากกรอบแนวคิดทางภาษาศาสตร์ปริชาน (Cognitive Linguistics) ที่นักภาษาศาสตร์หลายๆ คนได้นำเสนอไว้ในบทความ ตำรา หนังสือ ต่างๆ อาทิ ของเลคอฟฟ์และจอห์นสัน (Lakoff and Johnson, 1980), ราดเดน และโคเวคเซซ (Gunter Radden, Zoltan Kovecses, 1999), ฟรานซิสโก และลอเรน่า (Francisco José Ruiz de Mendoza Ibáñez and Lorena Pérez Hernández, 2003), โคเวเซซ (Zoltan Kovecses, 2004), ฮิลเปอร์ (Martin Hilpert, 2006), ดาวนิ่งและมูยิค (Laura Hidalgo Downing and Blanca Kraljevic Mujic, 2013) ลิตเติลมอร์ (Jeannette Littlemore, 2015) จากการศึกษารวบรวมพบถ้อยคำนามนัยในภาษาจำนวนมากซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นชนิดต่างๆ สอดคล้องกับแนวคิดของนักภาษาศาสตร์ดังที่กล่าวมา การศึกษานามนัยในภาษาไทยครั้งนี้เป็นกระบวนการที่สะท้อนให้เห็นมโนทัศน์ของผู้ใช้ภาษาที่มีต่อสิ่งต่างๆ</p> <p>This article aims to review the existing literature on metonymy and compile a list of metonymic expressions in Thai literary works, songs, everyday language, idioms, dialogues, and news. The frameworks of cognitive linguistics proposed by Lakoff and Johnson (1980), Gunter Radden and Zoltan Kovecses (1999), Francisco José Ruiz de Mendoza Ibáñez and Lorena Pérez Hernández (2003), Zoltan Kovecses (2004), Martin Hilpert (2006), Laura Hidalgo Downing and Blanca Kraljevic Mujic (2013) and Jeannette Littlemore (2015) will be adopted. The results show that metonymies can be categorized based on the taxonomies proposed by linguists, which reflects the concepts and system of thinking language users have.</p> ปาลิตา ผลประดับเพ็ชร์ ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 188 218 ข้อบกพร่องในการเขียนของนักศึกษาวิชาเอกภาษาญี่ปุ่นชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107528 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>บทความนี้มุ่งศึกษาข้อบกพร่องในการเขียนเรียบเรียงสาระสำคัญที่ได้จากการอ่านของนักศึกษาวิชาเอกภาษาญี่ปุ่นจำนวน 74 คน โดยพิจารณาจากการเขียนเรียบเรียงให้เป็นย่อหน้าที่ดีและการใช้ภาษา โดยศึกษาจากการเรียบเรียงสาระสำคัญที่ได้จากการอ่านบทความทางวิชาการเรื่อง “โครงสร้างสังคมญี่ปุ่น” ความยาว 29 หน้า&nbsp; ผลการศึกษาพบว่ามีนักศึกษาเรียบเรียงเนื้อหาแต่ละย่อหน้าโดยขาดเอกภาพร้อยละ 98.64&nbsp; ขาดสัมพันธภาพร้อยละ 85.03&nbsp; และขาดสารัตถภาพร้อยละ 79.73&nbsp; การเขียนที่ขาดสารัตถภาพนี้มีปริมาณข้อบกพร่องระดับปานกลางถึงระดับมากที่สุดมากกว่าครึ่งหนึ่ง&nbsp; ส่วนการขาดความสมบูรณ์คิดเป็นร้อยละ 9.46&nbsp; ด้านการใช้ภาษามีการใช้ภาษาที่บกพร่องทั้งเรื่องการใช้คำ การใช้ประโยค การใช้เครื่องหมายและวรรคตอน&nbsp; รวมทั้งการใช้สำนวนอยู่บ้าง&nbsp; แต่ไม่มีนัยสำคัญ</p> <p>The article aims to identify typical errors found in a summarizing task by 74 second-year Japanese majors of Thammasat University. The students were asked to read a 29-page long academic article entitled <em>Japanese Social Structure</em> and summarise in a paragraph. Marking rubrics include the ability to rewrite a paragraph and language use. Findings revealed that students’ writings showed the lack of unity (98.64%), of coherence (85.03%), and of main idea (79.73%). More than a half of the students’ writings demonstrated a moderate-to-extreme lack of main idea. 9.46% of the writings was incomplete. As for language use, the problematic areas encompass word choice, selection of sentence structures, punctuation marks, spacing and the use of idiomatic expressions; they, however, are quantitatively of little importance.</p> สุรัตน์ ศรีราษฎร์ รจเรข รุจนเวช ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 219 250 การประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน WhatsApp สำหรับการเรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107531 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันส่งข้อความ (Messaging application) สำหรับการเรียนภาษาไทยในฐานะที่เป็นภาษาต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาไทยในระดับพื้นฐาน จำนวน 38 คน</p> <p>ลักษณะของการจัดกิจกรรมเป็นการมุ่งให้นักศึกษาได้ฝึกภาษานอกห้องเรียน โดยเน้นทักษะด้านการฟังและการพูด ผู้เรียนจะต้องจับคู่กันเพื่อฝึกถามและตอบโดยการส่งข้อความเสียงผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp คู่สนทนาจะมีทั้งผู้เรียนที่เรียนอยู่ในระดับเดียวกันและระดับที่สูงกว่า หลังจากเสร็จสิ้นการสนทนา ผู้เรียนต้องส่งแบบฟอร์มคำถามซึ่งได้บันทึกคำตอบแล้วและส่งไฟล์เสียงที่ได้สนทนากันมาให้ผู้สอนตรวจสอบความถูกต้องในด้านต่างๆ เช่น การออกเสียง ความเหมาะสมในการใช้ภาษา และไวยากรณ์ ผลจากการจัดกิจกรรมพบว่าผู้เรียนร้อยละ 95 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมนี้ และแนะนำให้มีกิจกรรมนี้อีกในอนาคต</p> <p>This article aims to demonstrate the integration of a messaging application into learning Thai as a foreign language. The sample was a group of 38 undergraduate students of Nanyang Technological University in Singapore who registered for a beginning Thai language course.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The learning activities were designed to encourage the outside-of-classroom practicing listening and speaking skills. Learners would have to practice questioning and responding with their partners within the same or higher levels using voice and text messaging via the messaging application named “WhatsApp”. Students would then submit the answer sheet and audio files extracted from the chat log to the instructor for feedback on pronunciation, language usage or grammatical issues when the activity was completed. The survey showed that 95% of the respondents was satisfied with the activity and would like to participate again in the future.</p> สุรีเนตร จรัสจรุงเกียรติ เฮ่อ เสี่ยวหลิง ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 251 268 ยมกในบทประพันธ์ของพาณะ https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107534 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยมกเป็นศัพทาลังการประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมในวรรณคดีสันสกฤต&nbsp; หมายถึง การซ้ำพยางค์เป็นคู่&nbsp; พยางค์ที่ซ้ำกันนั้นต้องมีความหมายต่างกัน&nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ยมกในร้อยกรองของพาณะกวีสันสกฤตคนสำคัญ&nbsp; เพื่อให้เข้าใจรูปแบบการใช้ยมกในการประพันธ์ร้อยกรองในวรรณคดีสันสกฤตโดยมีสมมติฐานว่ายมกสามารถแสดงวัจนลีลาในร้อยกรองของพาณะได้&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ในร้อยกรองของพาณะ 25 บท มียมกปรากฏอยู่&nbsp; 29&nbsp; ครั้ง&nbsp; ซึ่งยมกดังกล่าวล้วนเป็นยมกขนาดสั้น&nbsp; จำนวนพยางค์ที่ซ้ำกันมากที่สุดคือ&nbsp; 2&nbsp; พยางค์&nbsp; ยมกส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ตำแหน่งติดกันหรือใกล้กัน&nbsp; มักอยู่กลางบาท&nbsp; หากเป็นยมกรูปแบบที่เคยปรากฏมาก่อน&nbsp; พาณะจะกำหนดให้ยมกนั้นมีเศลษะด้วย&nbsp; ยมกลักษณะเหล่านี้จึงแสดงถึงลีลาเฉพาะของการประพันธ์ร้อยกรองของพาณะได้&nbsp; และสามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยร้อยกรองของพาณะที่ยังมีปัญหาเรื่องผู้แต่งได้ต่อไป</p> <p><sup>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <em>Yamaka</em>, one of well-known verbal figures of speech in Sanskrit literature, is syllabic repetition with different meaning. It is the objective of this essay to analyze <em>Yamaka</em> in <em>Bāṇa</em>’s poetry, one of major Sanskrit poets, in order to understand forms of <em>Yamaka</em> used in Sanskrit composition with the assumption that <em>Yamaka</em> is indicative of the style of <em>Bāṇa</em>’s poetry. The findings are that in Bāṇa’s poetry <em>Yamaka</em> appear 29 times in 25 stanzas. All of these are short <em>Yamakas</em>. Most often appearing are two close, or almost, syllabic repetitions in the middle of stanzas. Sometimes <em>Śleṣa</em>, Sanskrit punning, appears as old-fashioned <em>Yamaka</em>. Hence, these aspects are to be considered as the individual style of Bāṇa’s <em>Yamaka</em>, and the criteria to resolve the question of the authorship of <em>Bāṇa</em>’s poems.</sup></p> นาวิน วรรณเวช ชานป์วิชช์ ทัดแก้ว ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 269 290 พินิจวาทศิลป์โน้มน้าวใจในมหาชาติคำหลวง https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107536 <p>วาทศิลป์โน้มน้าวใจใน<em>มหาชาติคำหลวง</em> เป็นกลวิธีสื่อสารของตัวละครที่ยกเหตุผลชักจูงให้ผู้รับสารคล้อยตามคำพูดของตน ผลการศึกษาวาทศิลป์โน้มน้าวใจของพระเวสสันดร พระนางมัทรี ชูชกและนางอมิตดา แสดงให้เห็นว่าวาทศิลป์โน้มน้าวใจที่สะท้อนจากบทสนทนาของตัวละครขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ใช้วาทศิลป์โน้มน้าวใจ&nbsp; ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ส่งสารเลือกใช้ภาษาสื่อสารโน้มน้าวใจด้วยวิธีการต่างๆ&nbsp; วาทศิลป์ที่สะท้อนจากบทสนทนาของตัวละครมีจุดประสงค์ปลุกเร้าให้ผู้รับสารตอบสนอง ส่งผลให้ผู้รับสารเกิดปฏิกิริยาไปกับวาทศิลป์ของผู้ส่งสาร&nbsp; กล่าวได้ว่า <em>มหาชาติคำหลวง</em>แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวาทศิลป์โน้มน้าวใจที่สะท้อนจากบทสนทนาของตัวละครอย่างหลากหลาย สะท้อนให้เห็นถึงสำนวนภาษาที่คมคาย หนักแน่น มีความไพเราะซาบซึ้งใจ และมีการใช้ภาษาเปรียบเทียบน่าประทับใจ นอกจากนี้วาทศิลป์โน้มน้าวใจยังสะท้อนความมีไหวพริบ และความชาญฉลาดของตัวละครที่แก้ไขสถานการณ์ในยามวิกฤตได้เป็นอย่างดี</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Rhetorical persuasion in <em>Mahachat Kham Luang</em> was the character’s communication strategy to use logic to persuade listeners. &nbsp;The results of this study show that the persuasive rhetoric used by Phra Vessadon, Mussi, Chuchok and Amittada varies based on the contexts. Rhetorical strategies used by each character lead the listeners to respond and interact with the speaker. It can be assumed that the <em>Mahachat Kham Luang</em> shows the importance of rhetorical persuasion reflected from the dialogues of the characters, as well as poetic, witty, melodic and steady language together with impressive use of figurative language. In addition, the persuasive rhetoric reflects the flair and intelligence of the characters during a crisis.</p> นิพัทธ์ แย้มเดช ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 291 322 คำสอนและกลวิธีการสอนในเรื่องนางนพมาศ https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107538 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวรรณคดีเรื่อง<em>นางนพมาศ</em> ในด้านกลวิธีการสอนและคำสอน&nbsp; รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบคำสอนในเรื่อง<em>นางนพมาศ</em>กับคำสอนในวรรณกรรมคำสอนเรื่องอื่น&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ในด้านกลวิธีการสอน เรื่อง<em>นางนพมาศ</em>ใช้กลวิธีการสอนที่น่าสนใจ ได้แก่ การสอนแบบตรง&nbsp; การสอนแบบอุปมาลักษณะ&nbsp; และการสอนแบบนิทานอุทาหรณ์&nbsp; โดยสร้างให้นางนพมาศเป็นต้นแบบพระสนมในอุดมคติทำหน้าที่เป็นผู้สอน&nbsp; ในด้านคำสอนพบว่าคำสอนในเรื่อง<em>นางนพมาศ</em>มิได้เป็นเพียงคำสอนหลักทางความประพฤติของสตรีผู้เป็นนางสนมกำนัล แต่ยังปรากฏคำสอนหลักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับคนทั่วไปในสังคม&nbsp; และหลักในการรับราชการ ซึ่งตรงกับคำสอนเกี่ยวกับการรับราชการที่ปรากฏในคำสอนชาย หลักคำสอนเหล่านี้เป็นแนวทางความประพฤติที่สังคมไทยนิยมใช้สืบมาช้านาน&nbsp; โดยมุ่งให้เกิดความสุขความเจริญแก่ผู้ประพฤติตาม ดังปรากฏในวรรณคดีคำสอนเรื่องสำคัญหลายเรื่อง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This article aims to study the literature of <em>“Nang Noppamas”</em> in terms of teaching techniques and didactic content.&nbsp; Furthermore, the objective is to compare the didactic content in “<em>Nang Noppamas</em>” with that of other didactic literature. The results indicate that there are direct, metaphorical, and apological teaching techniques presenting Nang Noppamas as an ideal helpmeet whose performance was like a teacher.The didactic contents were not merely presenting the ideal behavioral norms of a woman who is a king’s helpmeet. They also appear as the core teaching contents suitable for other people in society, especially for men in royal service. These behavioral norms are the guidelines that became conventional beliefs in Thai society for happiness and prosperity and have appeared in many other significant works of didactic literature.</p> สุปาณี พัดทอง ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 323 352 เมื่อ "ตำรากับข้าวชาววัง" ออกสู่โลกกว้าง: กำเนิดและพัฒนาการของ "ตำรากับข้าวชาววัง" ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงการตั้งโรงเรียนสตรี https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107539 <p><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </em>ตำรากับข้าวชาววังที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรถือเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำรากับข้าวเหล่านี้ได้บันทึกขั้นตอนและวิธีการทำกับข้าวชาววังไว้อย่างละเอียด เมื่อมีการพิมพ์จำหน่ายจึงได้รับความนิยมมากเพราะกับข้าวชาววังมีการสร้างสรรค์รายการอาหารที่วิจิตร ประณีตกว่าอาหารทั่วไป และภายหลังได้ถ่ายทอดออกมาสู่นอกวังดังที่เห็นในปัจจุบัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะศึกษากำเนิดและพัฒนาการของตำรากับข้าวชาววัง และการถ่ายทอดองค์ความรู้กับข้าวชาววังไปสู่นอกวัง ผลการศึกษาพบว่า “ตำรากับข้าวชาววัง” เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความเป็น “อารยะ” ให้ทัดเทียมชาติตะวันตก สอดคล้องกับพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะทรงปรับปรุงและพัฒนาประเทศทุกด้านให้ทัดเทียมชาติตะวันตก รวมถึงในด้านวัฒนธรรมอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วงต้นมีการบันทึกตำรากับข้าวชาววังอยู่จำนวนหนึ่ง ต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบการเขียนตำรากับข้าวของวังและบ้านขุนนางต่างๆ ด้วย ทำให้เห็นพัฒนาการการรวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องกับข้าวชาววังในรูปแบบตำราสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการขยายพรมแดนของกับข้าวชาววังไปสู่นอกวังคือการตั้งโรงเรียนสตรีต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการเปิดวิชาการเรือนและเชิญเจ้านายสตรีรวมถึงชาววังมาเป็นครูผู้สอน ส่งผลให้ความรู้เรื่องกับข้าวชาววังขยายพรมแดนออกมาสู่นอกวังดังที่ปรากฏในปัจจุบัน</p> <p><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </em>Royal Cookbooks were first originated in the reign of King Rama V but they did not record steps and cooking instruction in detail. Once the royal recipes were published, they became more popular because the dishes were more elaborately created than those of the commoners. After that, the cookbook became more widespread. This article aims at examining the origin and the development of royal cookbooks together with observing how the recipes have been widely spread to those outside the palace precincts. “Royal cookbooks” were a part of “becoming civilized” like western countries corresponding with King Rama V’s policy to improve and develop the whole of Siam, including culinary culture. Originally there were some cookbooks which became a model for subsequent cookbooks among royal and noble families. All manifest the development of collecting and transmitting how the royal recipes were cooked and recorded during King Rama V’s period.&nbsp; It is also found that a factor that helped make known royal recipes was the establishment of girl schools where female royal members or court ladies were invited to teach housekeeping subjects so that royal recipes would become known “outside the court” as we see today.&nbsp;</p> อภิลักษณ์ เกษมผลกูล ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 353 385 บทคร่ำครวญในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่ https://www.tci-thaijo.org/index.php/Wannawithat/article/view/107541 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทคร่ำครวญที่ปรากฏในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและความสำคัญของบทคร่ำครวญ ตลอดจนศึกษาแนวคิดที่สื่อผ่านบทคร่ำครวญในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่ โดยขอบเขตของการศึกษาผู้วิจัยจะศึกษาเฉพาะผลงานของ อังคาร กัลยาณพงศ์&nbsp; เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์&nbsp; สุจิตต์ วงษ์เทศ&nbsp; คมทวน คันธนู&nbsp; แรคำ ประโดยคำ และไพวรินทร์ ขาวงาม&nbsp; การเลือกผลงานของกวีดังกล่าวเพราะมีลักษณะเด่นด้านการสืบทอดบทคร่ำครวญจากอดีตและนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้าบริบททางสังคมและวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่าลักษณะของบทคร่ำครวญในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่มีทั้งการเดินทางพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่ การร่ำไห้ การรำลึกถึงอดีตอันแสนสุข การนำสิ่งที่พบเห็นมาเป็นสื่อในการคร่ำครวญ และการคร่ำครวญในเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคม โดยมีพื้นฐานมาจากการคร่ำครวญของกวีในอดีต แต่กวีไทยสมัยใหม่ได้ขยายขอบเขตเนื้อหาของการคร่ำครวญในระดับปัจเจกบุคคลไปสู่สังคมโดยรวม ทั้งยังพบว่าบทคร่ำครวญใน กวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่มีความสำคัญเป็นสื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง และเป็นสื่อแสดงทัศนะของกวีที่มีต่อสังคม ธรรมชาติ และการเมือง ตลอดจนเอื้อให้กวีได้แสดงความสามารถทางการประพันธ์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์สะเทือนใจและเกิดจินตนาการร่วมรับรู้ความรู้สึกที่ซับซ้อนรวมถึงเข้าใจแนวคิดของกวีได้ดียิ่งขึ้น</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research aims to study the characteristics and the importance of lamentation in modern Thai poetry, focusing on the works of Angkarn Kalayanapong, Naowarat Pongpaibul, Sujit Wongthes, Komtuan Kanthanu, Raekham Pradouykham and Phaiwarin Khao-ngam. The selected authors adopted the tradition of lamentation and modified it to comply with the modern society and culture.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Results of the study show that lamentation in modern Thai poetry portrays many situations: exile from homeland, portraying crying, recalling happy memories, depicting complaint through things encountered and complaint with society criticized, based on depiction in complaint of the past poets. Modern Thai poets expanded the scope of lamentation from the individual to the general condition of society. In addition, lamentation in modern Thai poetry is an important means by which the poet expresses emotions, views toward society, nature, politics, and also expresses capabilities to compose poetry to deeply move readers to feel complex feelings, imagine along and understand the poet’s ideas.</p> นพวรรณ งามรุ่งโรจน์ นิตยา แก้วคัลณา ##submission.copyrightStatement## 2017-12-28 2017-12-28 17 386 415