คู่มือสำหรับผู้เขียน

https://drive.google.com/drive/folders/1HzyMxtraMSK_uq0nkslffIu9qUq_kWjI

Interested in submitting to this journal? We recommend that you review the About the Journal page for the journal's section policies, as well as the Author Guidelines. Authors need to register with the journal prior to submitting or, if already registered, can simply log in and begin the five-step process.

  1. คำอธิบายการตีพิมพ์(Guiding Submissions)

3.1 คำอธิบายสำหรับผู้แต่ง (Author Guidelines )

       การเตรียมต้นฉบับ     

        ต้นฉบับที่เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ หรือทั้ง 2 ภาษา ควรใช้รูปแบบของตัวอักขระ (font) ชนิด Angsana New ขนาด 15 พอยท์ พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษ A4 ความยาวอยู่ระหว่าง 10-15 หน้า โดยประกอบไปด้วย

  1. ชื่อเรื่อง ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยในกรณีที่เป็นบทความภาษาไทยให้ใส่ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษไว้ใต้ชื่อเรื่องภาษาไทย สำหรับกรณีที่เป็นบทความภาษาอังกฤษ ให้ใส่ชื่อเรื่องภาษาไทยไว้ใต้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ ชื่อเรื่องควรเป็นชื่อที่สั้น กะทัดรัด แต่ได้ใจความตรงกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระ
  2. ชื่อผู้เขียน ตำแหน่ง และสถานที่ทำงานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  3. เนื้อหา สำหรับบทความภาษาไทยที่มีศัพท์ภาษาอังกฤษ ควรแปลศัพท์เป็นภาษาไทยหรือทับศัพท์เป็นภาษาไทย (ในกรณีที่ไม่สามารถแปลได้) ให้มากที่สุด แต่สามารถวงเล็บคำภาษาอังกฤษไว้ได้ เนื้อหาสาระควรใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายมีความหมายชัดเจน ในกรณีที่ใช้คำย่อ (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) จะต้องเขียนคำเต็มไว้ครั้งแรกก่อน เนื้อหาสาระของบทความที่ขอรับการพิจารณาลงตีพิมพ์ต้องประกอบด้วย

        3.1 เรื่องย่อ หรือบทคัดย่อ ในกรณีที่เป็นบทความทางวิชาการ ต้องมีเรื่องย่อ และกรณีที่เป็นบทความวิจัยต้องมีบทคัด ย่อ ทุกบทความจะต้องมีเรื่องย่อ 2 ภาษา คือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยหากบทความเป็นภาษาไทยให้จัดเรียง  เรื่องย่อหรือบทคัดย่อเป็นภาษาไทยไว้ก่อนและหากเป็นบทความภาษาอังกฤษก็ให้จัดเรียงเรื่องย่อหรือบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษไว้ก่อนเสมอ เรื่องย่อหรือบทคัดย่อต้องมีความยาวไม่เกิน 250 คำ หรือมีความยาวรวมกันทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ โดยมีลักษณะเป็นร้อยแก้วอย่างละ 1 ย่อหน้า ซึ่งครอบคลุมสาระสำคัญของเรื่อง

        3.2 ในกรณีที่เป็นบทความทางวิชาการ เนื้อหาสาระของบทความต้องประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ ดังนี้

        3.2.1 บทนำ หรือความนำ เป็นการกล่าวถึงความสำคัญและที่มาของเรื่องหรือประเด็นในบทความและวัตถุประสงค์ของบทความ

        3.2.2 เนื้อหาแบ่งประเด็นหัวข้อออกเป็นส่วน ๆ โดยเป็นหัวข้อนำพิมพ์ด้วยตัวเลขชิดขอบด้านซ้ายของกรอบ

        3.2.3 สรุป เป็นการสรุปสาระของเรื่องด้วยข้อความที่กระชับ แต่มีความชัดเจน

        3.2.4 บรรณานุกรม ให้ใช้บรรณานุกรมตาม APA Style 6th ed.

        3.2.5 ภาคผนวก (ถ้ามี)

        3.3 ในกรณีที่เป็นบทความวิจัย เนื้อหาสาระควรแบ่งเป็นส่วน ๆ ดังต่อไปนี้

        3.3.1 คำนำ เป็นการกล่าวถึงความสำคัญและที่มาของปัญหาหรือเหตุผลที่ทำการวิจัย โดยควรมีการอ้างอิง งานวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

        3.3.2 วัตถุประสงค์การวิจัย

        3.2.3 สรุป เป็นการสรุปสาระของเรื่องด้วยข้อความที่กระชับ แต่มีความชัดเจน

        3.3.3 สมมติฐานหรือปัญหาการวิจัย (ถ้ามี)

        3.3.4 กรอบแนวคิดการวิจัย (ถ้ามี) ควรเขียนเป็นบทร้อยแก้ว หรือใช้ภาพประกอบเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ

        3.3.5 วิธีดำเนินการวิจัย กล่าวถึงประชากรและกลุ่มตัวอย่าง วิธีสุ่มตัวอย่าง แหล่งที่มาของข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

        3.3.6 สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผล เป็นการนำเสนอผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ โดยมีข้อวิจารณ์ที่อ้างอิงทฤษฎีหรือมีการเปรียบเทียบผลการวิจัยกับงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

        3.3.7 ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

        3.3.8 บรรณานุกรม ให้ใช้รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมตาม APA Style 6th ed.

        3.3.9 ภาคผนวก ตาราง และภาพประกอบในภาคผนวก ควรมีเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยอาจใช้ภาพถ่าย ขาว-ดำ ส่งแนบมาพร้อมต้นฉบับหรือพิมพ์รวมมาในต้นฉบับที่ส่งมาให้ชัดเจน ในกรณีของตารางจะต้องมีการเรียงลำดับตาราง และมีชื่อตารางหรือคำอธิบายประกอบตารางด้วย ส่วนภาพประกอบจะต้องเรียงลำดับภาพ พร้อมชื่อภาพหรือคำอธิบายประกอบที่บริเวณใต้ภาพด้วยเช่นกัน