Journal of Fine and Applied Arts Khon Kaen University https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ผลงานด้านวิชาการและผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปกรรม ประกอบด้วยสาขา ทัศนศิลป์ ออกแบบนิเทศศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ศิลปะการแสดง ศิลปวัฒนธรรม และเป็นสื่อเชื่อมโยงบุคลากรในวิชาชีพศิลปกรรม อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไป มีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ แบ่งเป็น ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</p> คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น Faculty of Fine and Applied Arts, Khon Kaen Universit en-US Journal of Fine and Applied Arts Khon Kaen University 1906-6023 พระแท่นบัลลังก์ : ความเชื่อและความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ Prathaenbullung : Belief and the way of live Relationship of Banthaen distric Chaiyaphum province https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/113884 <p>งานวิจัยนี้ มุ่งที่จะศึกษาประวัติความเป็นมาของพระแท่นบัลลังก์ ความเชื่อ และความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การลงภาคสนามในการศึกษาข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งใช้วรรณกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นส่วนประกอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลทางแนวคิด ด้านความเชื่อ และความรู้ทางประวัติศาสตร์ โดยนำเสนอผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการวิจัยพบว่า พระแท่นบัลลังก์ เป็นพระพุทธรูปสัมริด ปางมารวิชัย พระพุทธรูปองค์นี้ได้เก็บรักษาไว้ที่วัดบัลลังก์มาเป็นเวลานานแล้ว จากข้อมูลสันนิษฐานว่า พระพุทธรูปได้รับอิทธิพลจากศิลปะล้านช้าง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม ปฐมกษัติย์ของอาณาจักรล้านช้าง เมื่ออาณาจักรล้านช้างมีปฏิสัมพันธ์กับอาณาจักรใกล้เคียง เช่น อาณาจักรล้านนา อาณาจักรสุโขทัย สยาม และพม่า โดยมีการเผยแพร่วัฒนธรรมทางศาสนา พร้อมทั้งมีการพัฒนาไปด้วย เมื่อศาสนาพุทธแบบลังกาได้รับความนิยมมากขึ้น ในสมัยอาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านช้างก็ยอมรับนับถือพุทธศาสนา เถรวาทแบบลังกา เช่นกัน ส่วนฐานที่เคารพ (โยนี) ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอม&nbsp; ฐานโยนีเป็นหินทรายแดงทั้งพระพุทธรูปและฐานที่เคารพรวมกันเรียกว่า พระแท่นบัลลังก์ ถือว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ&nbsp; พระแท่นบัลลังก์นับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในประเภทงาน ปฏิมากรร&nbsp; ที่สร้างสรรค์ด้วยความเชื่อ และความศรัทรา ถึงอย่างไรก็ตามพุทธศาสนายังมีความซับซ้อนของความเชื่อต่อองค์พระแท่นบัลลังก์ ในด้านผี - พราหมณ์ - พุทธ โดยผ่านมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับผี ทำให้เกิดความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวอำเภอบ้านแท่นในด้านเกิด - เจ็บ - ตาย ต่อองค์พระแท่นบัลลังก์</p> <p>&nbsp;</p> <p>This research aimed to study the history of the Phrathean Banlang, the Bronze Budda Statue in conquering devil, beliefs and relationships. Ban Thaen’s way of life in Chaiyaphum province. This study was a qualitative research using a field of study in both domestic and foreign literature components. The instrument used in the research included observation, surveys, interviews, focus group discussions and workshops. The data collected will be analyzed, checked out the concept of faith and historical knowledge. The findings presented by descriptive analysis attending. Phrathean Banlang, the Bronze Budda Statue in conquering devil, was a Laan Chang Art respectful statue the vaginal base bench of red sandstone statue with 68 cm wide of lower base collectively. It was called “Phrathean Banlang”, the respectful Buddha bench; it was the essence of Ban Thaen residents in all ages in Banthaen district, Chayaphum provinces. Phrathean Banlang was aa piece of cultural heritage. It was the sculpture of a type that created belief and faith that was associated with the lifestyle of the Ban Thaen people in Chaiyaphum province as well. Research found that Buddhism had influenced in Laan Chang kingdom since the reign When the Kingdom of Laan Chang interacted with neighboring kingdoms, such as Lanna Kingdom, SuKhothai Kingdom, Siam, and Burma, The Buddhism religious was transmission along with the development. Afterward Buddhism Lanka has been more popular in Sukhothaiadn Lanna Kingdom, The Laan Chang kingdom also accepted Theravada Lanka Buddhism as well. There was a belief in Tribhum Prarueng Bible as people created art following the faith and beliefs. However, Buddhism was also complicated and the belief was base on the root of man (birth, pain, and death) whether as a ghost- Brahman-Buddhist caused the relation to the lifestyle of the Ban Thean people to respected to the Phrathean Banlang, the Bronze Budda Statue in conquering devil, until now.</p> ตชาชาต ฝอยวารี เดชา ศิริภาษณ์ ปัญญา นาแพงหมื่น ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 1 21 การเป่าแคนประกอบลำทางสั้นของหมอลำจำนงค์ ฤาชา Khaen mouth organ Accompaniment in Lam Thang San style of Molam Jamnong Ruecha. https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/113891 <p>การเป่าแคนประกอบการลำทางสั้นของหมอลำจำนงค์ ฤาชา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาประวัติและผลงานของหมอลำจำนงค์ ฤาชา และ 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการเป่าแคนประกอบการลำทางสั้นของหมอลำจำนงค์ ฤาชา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์&nbsp; ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากข้อมูลเอกสารและข้อมูลภาคสนาม ข้อมูลภาคสนามได้จากการสัมภาษณ์และการสังเกต โดยจัดขอบเขตด้านประชากรผู้ให้ข้อมูลดังนี้ กลุ่มผู้รู้จำนวน 5 คน กลุ่มผู้ปฏิบัติจำนวน 5 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั่วไปจำนวน 5 คน ระหว่างเดือน สิงหาคม 2558 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559&nbsp;&nbsp; นำข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีการแบบสามเส้า จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หมอลำจำนงค์ ฤาชา เป็นลูกชาวนา เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2496 ที่อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันอาศัยอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หมอลำจำนงค์ ฤาชา เรียนลำจากครูสี่ท่านคือ หมอลำสำเภา พิมโนนทอง หมอลำสากล อริยะวงศ์ หมอลำขุนลำบน ฟ้าสะท้อน และหมอลำอุดม ธนูทอง หมอลำจำนงค์ ฤาชา เคยลำประจำคณะสุนทราภิรมย์ ที่กรุงเทพฯ เคยได้รับเชิญไปแสดง ที่ประเทศฮ่องกง ได้รับรางวัลชนะการประกวดหมอลำกลอนประยุกต์ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้รับรางวัลผู้สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เกี่ยวกับองค์ประกอบการเป่าแคนประกอบการลำทางสั้นของหมอลำจำนงค์ ฤาชา พบว่าประกอบด้วยทำนองลำและทำนองแคน ทำนองลำนั้นเกิดจากเสียงสูงต่ำ สั้นยาวและรูปแบบของกลอนลำ ส่วนทำนองแคนจะประกอบด้วยสองลักษณะคือ เป่าเกาะเกี่ยวไปกับทำนองลำและเป่าแยกทางจากทำนองลำ ทำนองแคนแบ่งได้เป็นสามตอนคือ ทำนองตอนเกริ่น ทำนองที่เป็นเนื้อหา และทำนองตอนลง โดยมีลำดับขั้นตอน เริ่มด้วยแคนบรรเลงนำ หมอแคนยืนเสียงรอให้หมอลำเข้ามา หมอลำเกริ่น โอละนอ หมอแคนเป่าเสริม หมอแคนรอหมอลำ พอหมอลำเข้าสู่ทำนองลำที่เป็นตอนเนื้อหา หมอแคนจะรีบสรวมเข้ามาทันที่ แคนเป่าคลอทั้งเป่าตามทำนองลำและเป่าแยกจากทำนองลำตามความเหมาะสมจนกว่าหมอลำจะจบทำนองที่เป็นเนื้อหา ตอนจบกลอนหมอแคนจะเป่าเกาะเกี่ยวกับทำนองลำและจบลงด้วยทำนองเดียวกันกับทำนองลำ ที่มีคำว่า “สีนานวล...”</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Khaen Mouth Organ Accompaniment in Lam Thang San Style of Molam Jamnong</p> <p>Ruecha, a twofold qualitative study, aiming at: 1) examining on live and work of Molam</p> <p>Jamnong Luecha; and 2) investigating on khaen accompaniment to Molam Jamnong Ruecha’</p> <p>lam thangsan singing style. The research tools included a preliminary survey form, an</p> <p>observation form, and an observation form. Written document and fieldworks were collected.</p> <p>Fieldworks were obtained through interviews and observations from 5 key-informants, 5 casual</p> <p>informants, and 5 general informants, between August 2015 and July 2016. The data were</p> <p>checked for their accountability with triangulation techniques, classified, analyzed in accordance</p> <p>with the given objectives, and presented in a descriptive analytical form.</p> <p>The results of the study showed that Molam Jamnong Ruecha, a rice farmer’s son, was born in 1953 at Amphoe Kaset Somboon in Chaiyaphum Province. Now he live in Amphoe Mueang, Khon Kaen Province. He learned lam singing from four teachers, namely, Molam Samphao Phimnonthong, Molam Sakon Ariyawong, Molam Khunlambon Fasathan, and Molam Udom Thanuthong. Molam Jamnong Ruecha used to be a member of Suntharaphirom troupe in Bangkok. He was invited to perform in Hong Kong. He had received the first prize winner in lam klon prayuk competition hosted by the Office of National Culture and received heritage transferring award on cultural wisdom from the combined hosts of The Ministry of Culture and Khon Kaen University. Regarding the khaen accompaniment in lam thang san of Molam Jamnong Ruecha, it was found that there were two components lam melody and khaen melody. A lam melody was derived from tone pitches, duration of words, and form of a lam poetry whereas a khaen melody was played in two styles, imitating lam melody or deviating from the lam melody. A khaen accompaniment was divided into three sections introduction, main section, and ending section. A khaen accompaniment practice consisted of the following steps: khaen played the introduction; molam started with “O lano”; mo khaen gave the accompaniment and waited for molam to come in; molam came in with the main section and mo khaen moved in right away; then khaen came in with an imitation as well as playing differently from the lam melody until the end of the main section; at the end of lam thang san singing molam mostly ended with “si nanuan…”; then mo khaen imitated and ended the same melody as a lam singing.</p> <p>&nbsp;</p> โยธิกา ศรีวิไล บงสิทธิพร สุรพล เนสุสินธ์ุ ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 22 46 วรรณคดีเสียวสวาด : ภาพสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมสองฝั่งโขง Seawsawat Literature : Mekong Riverbank Reflections On Society And Cultural https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/113902 ศุภิสรา ก้องเกียรติศักดา สุเนตร โพธิสาร ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 47 71 แน : อัตลักษณ์ทางดนตรีของสล่าแนรุ่นใหม่ Nea: New Generation Traditional Musicians’ Identities https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/113909 <p>แนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในวัฒนธรรมล้านนา ปัจจุบันมีเยาวชนให้ความสนใจฝึกหัดเป่าแนและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของสล่าแนอย่างชัดเจนแม้สังคมล้านนาปัจจุบันต้องเผชิญกับวัฒนธรรมต่างถิ่นที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่มีข้อจำกัดก็ตาม บทความฉบับนี้มุ่งนำเสนอการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของสล่าแนรุ่นใหม่ และ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างอัตลักษณ์ของสล่าแนรุ่นใหม่ ผู้วิจัยนำเสนอผลการศึกษาผ่านเรื่องราวประสบการณ์ของสล่าแนรุ่นใหม่ทั้ง 3 คน ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ของสล่าแนรุ่นใหม่ คือ สล่าแนเห็นว่า ตนมีหน้าที่ผู้นำวงดนตรี ตนมีอิสระในการสร้างสรรค์การบรรเลง ตนเป็นที่ยอมรับในวงการดนตรีล้านนา ตนมีหน้าที่ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ และตนยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัฒนธรรมดนตรีล้านนา ทั้งนี้มีปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาอัตลักษณ์ของสล่าแนรุ่นใหม่ ได้แก่ การใช้ชีวิตในบริบททางวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี มีพื้นฐานทางดนตรีจากโรงเรียน การฝึกหัดดนตรีพื้นเมืองด้วยตัวเอง เป่าแนในวงดนตรีและออกแสดง ผู้ว่าจ้างและผู้ชม</p> <p>&nbsp;</p> <p>Nea is a significant musical instrument in Lanna culture. Currently, there are younger generations who interest and learn to play it increasingly. Even though Lanna society are facing with an influx of culture without restriction, they express obviously their musician identity. This article aims to present: the Nea younger generation players’ identities; and factors influencing their identities – identification. The result was described through three participants’ experiences. The result found that the participants knew themselves – musician identities – as band leader and they were well-known for their music competence in Lanna music society. They could create a variation of melody independently. They were Lanna music preserver while they accepted the change of Lanna music culture.&nbsp; There were five factors influencing their identities: living in cultural and musical context, having musical basic from school, practicing musical instrument by themselves, playing Nea in the band and preforming, and accepting employee and audience needs.</p> <p>&nbsp;</p> คณิเทพ ปิตุภูมินาค ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 72 97 เพลงตันหยงในวัฒนธรรมพื้นที่รอบอ่าวพังงา Phlang Tanjong in the cultural area around Phang’ nga bay https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/113915 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเรื่องเพลงตันหยงในวัฒนธรรมพื้นที่รอบอ่าวพังงามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติและพัฒนาการ บทบาทหน้าที่และการปรับเปลี่ยน ตลอดจนลักษณะทางดนตรีของเพลงตันหยงในวัฒนธรรมพื้นที่รอบอ่าวพังงา พบว่าเพลงตันหยงเป็นรองเง็งท้องถิ่นชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบการเล่นพื้นฐานมาจากรองเง็งชาวเล ดำรงอยู่ในชุมชนพื้นที่รอบอ่าวพังงาด้วยการปรับเปลี่ยนตามวัฒนธรรมพื้นที่ตอบรับกับบทบาทหน้าที่ต่อชุมชนในแต่ละช่วงเวลา มีลักษณะทางดนตรีที่แสดงออกผ่าน 2 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1. เครื่องดนตรีและการประสมวง โดยใช้ซอ (ไวโอลิน) รำมะนา และฆ้อง เป็นเครื่องดนตรีหลัก 2. ลักษณะทำนองเพลง มีพื้นฐานจากบันไดเสียงไดอะโทนิค (Diatonic) และกลุ่มเสียงปัญจมูล (Pentatonic) ในจังหวะสองธรรมดา (Simple duple time) สร้างบทเพลงในสังคีตลักษณ์ 3 แบบ ได้แก่ บทเพลงท่อนเดียว (Strophic Form) 2 ท่อน (Binary Form) และแบบขยายทำนอง (Theme and Variation)</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Research of Phlang tanjong in the cultural area around Phang’nga Bay used qualitative research. The purpose is to study the history and development, roles, and adaptation, including musical style, of Phlang tanjong in the cultural area around Phang’nga Bay with the following results: Phlang tanjong is a kind of local Ronggeng performance as based on the Ronggeng of Sea gypsies. The existence of Phlang tanjong in the area around Phang’nga Bay to remains by adapting themselves to culture which seems to change over time to respond to different roles in society. And it has presented a musical expression through 2 key elements: 1. mix of instruments and orchestra. An important instrument is the Saw (Violin), Rummana, and Gong. 2. Melody based on the diatonic and pentatonic scale on the stroke of simple duple time to make song in 3 types of song structure form which are strophic form, binary form, and theme and variation.</p> <p>&nbsp;</p> ทรงพล เลิศกอบกุล ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 98 122 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในพิธีกรรมการเหยาเลี้ยงผีของชาวผู้ไท ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ The Factors Effecting to Changes the Belief of the Yao Liang Phi Ritual of the Phu Thai People in Kudwa Sub-District, Kuchin https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/113917 <p>ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในพิธีกรรมการเหยาเลี้ยงผีของชาวผู้ไท&nbsp; ตำบลกุดหว้า&nbsp; อำเภอกุฉินารายณ์&nbsp;</p> <p>จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp; มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา&nbsp; 1)&nbsp; เพื่อศึกษาประวัติและความเป็นมาของพิธีกรรมการเหยาเลี้ยงผีของชาวผู้ไท&nbsp; 2)&nbsp; เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของพิธีกรรมการเหยาเลี้ยงผีของชาวผู้ไท&nbsp; 3)&nbsp; เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในพิธีกรรมการเหยาเลี้ยงผีของชาวผู้ไท&nbsp; ตำบลกุดหว้า&nbsp; อำเภอกุฉินารายณ์&nbsp; จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp; เป็นการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ&nbsp; โดยมีการศึกษา&nbsp; ดังนี้&nbsp; แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น&nbsp; 3&nbsp; กลุ่ม&nbsp; คือ&nbsp; 1.&nbsp; กลุ่มผู้รู้&nbsp; จำนวน&nbsp; 10&nbsp; คน&nbsp; 2.&nbsp; กลุ่มผู้ปฏิบัติ&nbsp; จำนวน&nbsp; 20&nbsp; คน&nbsp; และ3.&nbsp; กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง&nbsp; จำนวน&nbsp; 20&nbsp; คน&nbsp; ซึ่งเป็นคนที่อาศัยในพื้นที่ตำบลกุดหว้า&nbsp; อำเภอกุฉินารายณ์&nbsp; จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; ประกอบด้วย&nbsp; แบบสำรวจ&nbsp; แบบสังเกต&nbsp; แบบสัมภาษณ์&nbsp; และการสนทนากลุ่ม&nbsp; แล้วรวบรวมนำมาวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม&nbsp; ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม&nbsp; ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์&nbsp; ทฤษฎีเทคโนโลยี&nbsp;&nbsp; ทฤษฎีการขัดแย้ง&nbsp; ทฤษฎีวิวัฒนาการ&nbsp; นำเสนอโดยใช้วิธีพรรณนาวิเคราะห์&nbsp; จากการศึกษาพบว่า&nbsp; การเกิดพิธีกรรมการเหยาเลี้ยงผีแบ่งออกเป็น&nbsp; 3&nbsp; ช่วงเวลาช่วงแรกเมื่อปี พ.ศ.&nbsp; 2399&nbsp; ที่บ้านกุดหว้า&nbsp; เนื่องจากมีผู้คนได้อพยพมาจากเมืองวัง&nbsp; มายังบ้านกุดหว้า&nbsp; แล้วชาวบ้านเกิดโรคภัยไข้เจ็บ&nbsp; พยายามรักษาด้วยสมุนไพรแต่ก็ไม่หายจึงพาไปหาหมอส่อง&nbsp; พบว่ามีผีต้องการมาอยู่ด้วย&nbsp; จึงทำพิธีรับผีลงมา&nbsp; ในแต่ละปีต้องมีการจัดพิธีกรรมขึ้นเพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณผีที่มาคอยปกปักรักษา&nbsp; และได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาเรื่อยๆจนถึงช่วงที่&nbsp; 2&nbsp; เมื่อปี พ.ศ.&nbsp; 2432&nbsp; ผู้คนได้ออกมาตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่&nbsp; คือบ้านโคกโก่ง&nbsp; เมื่อปี พ.ศ.&nbsp; 2432&nbsp; บ้านวังมน&nbsp; พ.ศ.&nbsp; 2450&nbsp; บ้านห้วยแดงและบ้านขุมขี้ยาง&nbsp; เมื่อปี พ.ศ.&nbsp; 2453&nbsp; ซึ่งในแต่ละหมู่บ้านจะมีหมอเหยาเกิดขึ้น &nbsp;จนมาถึงช่วงที่&nbsp; 3&nbsp; เกิดบ้านนาไคร้&nbsp; เมื่อปี พ.ศ.&nbsp; 2513 &nbsp;&nbsp;พอมีหมู่บ้านแห่งใหม่ก็มีหมอเหยาปรากฏขึ้น&nbsp; และยังคงมีความเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน&nbsp; แต่ปัจจุบันพบว่า&nbsp; พิธีกรรมการเหยามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม&nbsp; สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดโดยเรียงลำดับ&nbsp; ได้แก่&nbsp; ผู้เข้าร่วมในพิธีกรรม&nbsp; พบว่าในปัจจุบันมีจำนวนลดน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต&nbsp; เครื่องแต่งกาย&nbsp; พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป&nbsp; เช่น&nbsp; เสื้อ&nbsp; ผ้าถุง&nbsp; กางเกง&nbsp; สไบ&nbsp; ต่างหู&nbsp; เครื่องดนตรี&nbsp; พบว่ามีการเพิ่มชนิดของเครื่องดนตรีเข้ามาคือ&nbsp; กลอง&nbsp; ฉิ่ง&nbsp; และเครื่องขยายเสียง&nbsp; และนอกจากนี้ยังมีการเปิดเครื่องเล่นซีดีแทนการใช้คนเล่น&nbsp; วัน&nbsp; เวลา&nbsp; และสถานที่ในการประกอบพิธีกรรม&nbsp; พบว่าวัสดุที่ใช้ในการทำผามหรือปะรำพิธีจะใช้วัสดุสมัยใหม่&nbsp; ใช้เต้นท์กางเป็นหลังคา&nbsp; และใช้ผ้าแสลงกั้นบริเวณปะรำพิธี&nbsp; เครื่องคาย&nbsp; พบว่าใช้เหล้าขาวแทนเหล้ากลั่น&nbsp; เทียนไขที่ทำมาจากพาราฟินแทนขี้ผึ้ง&nbsp; และกรวยที่ทำจากใบตองกล้วยแทนใบขนุน&nbsp; เครื่องเล่น&nbsp; พบว่าอดีตใช้โอ่งแต่ปัจจุบันใช้ถังพลาสติกเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการรองน้ำไว้สำหรับนำช้างไปเล่น &nbsp;เวทมนต์คาถาหรือบทสวด&nbsp; พบว่าได้มีการจดบันทึกบทสวดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและยังมีการนำเครื่องโทรศัพท์มือถือมาอัดเสียงแม่เมืองขณะที่กำลังประกอบพิธีกรรม ขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรม&nbsp; พบว่าลดน้อยลง&nbsp; มีบางขั้นตอนในอดีตที่ขาดหายไป จากสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก&nbsp; ปัจจัยภายในที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ&nbsp; ด้านคติความเชื่อ&nbsp; เนื่องจากสภาพสังคม&nbsp; สิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน&nbsp; ทำให้ความเชื่อมีการเปลี่ยนแปลงไป&nbsp; ส่งผลไปยังค่านิยมสมัยใหม่&nbsp; ด้านประสบการณ์มีการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น&nbsp; จึงทำให้รู้จักการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสังคม&nbsp; ส่วนปัจจัยภายนอกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือการเผยแพร่ทางวัฒนธรรมจากสังคมอื่นเข้ามา&nbsp; รองลงมาคือด้านการค้นพบและการประดิษฐ์&nbsp; สร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาจึงก่อให้เกิดทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนและยังส่งผลไปทางด้านเศรษฐกิจที่กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The aims of this research are: 1) to study the history and the background of the Yao Liang Phi ritual of the Phu Thai people. 2) to study the current status of the Yao Liang Phi ritual of the Phu Thai people and 3) to study the factors effecting&nbsp; to&nbsp; changes&nbsp; the belief of the Yao Liang Phi Ritual of the Phu Thai people in Kudwa sub-district, Kuchinarai district, Kalasin province. This research is a qualitative research.&nbsp; The&nbsp; study by target&nbsp; group&nbsp; is&nbsp; separated&nbsp; into&nbsp; 3&nbsp; group.&nbsp; 1.&nbsp; The knowledge group&nbsp; 10&nbsp; people,&nbsp; 2.&nbsp; The&nbsp; practitioner&nbsp; 20&nbsp; people,&nbsp; and&nbsp; 3.&nbsp; the&nbsp; relevant&nbsp; 20&nbsp; people.&nbsp; Which is people live in area&nbsp; Kudwa&nbsp; sub-district, Kuchinarai district, Kalasin province. using the data collected from the documents and field study by surveys, observations, and the interview from 50 people who are experts, the practitioners, and other people related to the ritual. The data of this research was presented using descriptive analysis along with the images.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The result of the research shows that the Yao Liang Phi ritual is separated into 3 periods. The first period was in the year 1856 in Kudwa village. At the time, people migrated from Muang Wang to Kudwa village and was struck by a sickness and tried to heal themselves with herbs but the sickness wasn’t healed. The issue was then taken to the medium and was found out that the sickness was caused by the fact the there’s a spirit that wanted to come and stay. A ritual was put in place to receive the spirit. Each year, a ritual will be held to thank the spirit for its protection and the ritual was carried on up until the second period in the year 1889. People had migrate and established new villages; Khok Gong village in the year 1889, Wang Mon village in the year 1907, and Huay daeng and Khoom Khi Yang village in the year 1910. In each village, there will be “Maw Yao” or the shaman to perform the ritual. The third period started when Na Khrai village was established in the year 1970. New villages emerge alongside the shamans and the belief was carried on until today. However, it was found that the Yao ritual had changed from its original status. The major change are the participants in the ritual&nbsp; the present&nbsp; less number when compare&nbsp; former, the costumes&nbsp; have change such as shirts&nbsp; sarong&nbsp; pants&nbsp; breast cloth&nbsp; earring, the musical instruments&nbsp; have type add come in are drum&nbsp; cymbal&nbsp; and&nbsp; amplifier.&nbsp; And&nbsp; also&nbsp; open&nbsp; the&nbsp; CD player&nbsp; instead&nbsp; people play, the date and time, the place where the ritual will be held&nbsp; the&nbsp; materials used to make denounced or marquee&nbsp; ceremony&nbsp; the&nbsp; use&nbsp; of&nbsp; modern&nbsp; materials.&nbsp; Tent&nbsp; camping&nbsp; is&nbsp; a&nbsp; roof&nbsp; and&nbsp; use&nbsp; cloth&nbsp; slang&nbsp; fenced&nbsp; marquee&nbsp; ceremony, the objects involved in the ritual&nbsp; use&nbsp; white&nbsp; wine&nbsp; instead&nbsp; of&nbsp; liquor&nbsp; distillery.&nbsp; Candles&nbsp; made&nbsp; from&nbsp; paraffin&nbsp; instead&nbsp; wax.&nbsp; Cone&nbsp; made&nbsp; of&nbsp; banana&nbsp; leaves&nbsp; instead&nbsp; jackfruit&nbsp; leaves., the spells or the chants&nbsp; former&nbsp; use&nbsp; blister&nbsp; but&nbsp; present&nbsp; use&nbsp; plastictank&nbsp; the&nbsp; device&nbsp; uses&nbsp; a&nbsp; secondary&nbsp; water&nbsp; for&nbsp; bring&nbsp; elephants&nbsp; to&nbsp; play., magic&nbsp; spells&nbsp; or&nbsp; chants&nbsp; have&nbsp; record&nbsp; magic&nbsp; spells&nbsp; is&nbsp; written&nbsp; form&nbsp; and&nbsp; use&nbsp; telephone&nbsp; transcribe&nbsp; maremueng&nbsp; while&nbsp; performing&nbsp; the&nbsp; ritual.&nbsp; and the steps in performing the ritual&nbsp; less &nbsp;steps&nbsp; in&nbsp; the&nbsp; past&nbsp; there&nbsp; are&nbsp; some&nbsp; steps&nbsp; missing. From the changes that happen both from the internal and the external factors, the internal factors that contribute the most to the changes are the belief, the current social and environmental state which contribute to the changes in the belief. These changes result in a more modern value. The new experiences led to more knowledge that helps the people to survive in the society. As for the external factors that contribute the most to the changes are the dissemination of other culture and the discoveries and the innovations. These new knowledges led to newer technologies that provide more convenient to the people which will have an impact on the economy being faced today.&nbsp;</p> ทิพย์ธิดา ชุมชิต บุรินทร์ เปล่งดีสกุล ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 123 148 มโหรีอีสาน : การพัฒนาเพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม Mahoree E-san orchestra : the development for cultural values conservation https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114391 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วงมโหรีอีสาน เป็นวงดนตรีพื้นบ้านในอีสานชนิดหนึ่ง ซึ่งรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจาก 2 กลุ่มวัฒนธรรม ได้แก่ กลุ่มวัฒนธรรมลาว-เขมร ในบริเวณภาคอีสานตอนใต้ และกลุ่มวัฒนธรรมภาคกลางของไทย โดยผ่านพื้นที่รอยต่อทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดรูปแบบวงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว&nbsp; ปัจจุบันวงมโหรีอีสานกำลังประสบปัญหาหลายด้าน งานวิจัยนี้กำหนดความมุ่งหมายเพื่อศึกษา&nbsp; 1) ศึกษาประวัติความเป็นมาวงมโหรีอีสาน 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของวงมโหรีอีสาน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาวงมโหรีอีสานเพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ข้อมูลภาคสนามในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดมหาสารคาม ด้วยวิธีสำรวจ สังเกต สัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามความมุ่งหมายของการวิจัย นำเสนอผลการวิจัยโดยการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) ด้านประวัติและความเป็นมาของวงมโหรีอีสาน พบว่า วงมโหรีอีสานใช้ในประเพณีพิธีกรรมท้องถิ่น ได้รับการถ่ายทอดมาจากกลุ่มคนในจังหวัดนครราชสีมา เดินทางเข้ามารับจ้างสอนเล่นมโหรีอีสานในพื้นที่ และได้รับอิทธิพลด้านบทเพลงจากวัฒนธรรมเขมรและเพลงไทยเดิม 2) ด้านสภาพปัจจุบันและปัญหาของวงมโหรีอีสาน พบว่า มีบางประเพณีที่นำมโหรีมาบรรเลง ชาวบ้านนิยมในการแสดงพื้นบ้านชนิดอื่นแทน ส่งผลให้จำนวนวงมโหรีอีสานลดน้อยลงตามลำดับ 3) แนวทางการพัฒนาวงมโหรีอีสานเพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม วงมโหรีอีสานควรมีการปรับตัวตามสภาพสังคม ดังนี้ การสร้างสรรค์บทเพลงเพิ่มเติม นำเทคโนโลยีเครื่องเสียงเข้ามาใช้ ควรมีการฟ้อนรำประกอบ การจัดการวงอย่างเป็นระบบ การประชาสัมพันธ์ และการสนับสนุนจากภาครัฐอันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้วงมโหรีอีสานได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง</p> <p>&nbsp;</p> <p>Mahoree E - san orchestra is a type of music performances influenced by Khmer - E - san culture in north-east region and Khmer culture in central region of Thailand where are the local boundaries of Khmer culture.At present,many groups of Mahoree E- san orchestra are encountering with many problems.The objectives of this research are these:1) to study the background of Mahoree E - san orchestra groups,2)to study current situations and difficulties of Mahoree E - san orchestra groups,and3)to study the ways to develop Mahoree E - san orchestra groups in order to perpetuate cultural value of this performance.Research data were collected through documentary and field studies in Roi Et Province and Maha Sarakham Province.The methods used for collecting data were a survey,an observation,an interview,and a focus group.The data were analysed according to research objectives and research resuls were presented by means of a descriptive analysis.The research results have indicated as follows:1)the background of Mahoree E -san orchestra groups originated from the performances in traditional events,this performance is inherited from musicians from Nakhon Ratchasima Province who transmitted the ways to perform it to people in the research areas,and its music accompaniments are influenced by&nbsp; Khmer culture,2)current situatons and difficulties are a lack of opportunity for an Mahoree E - san orchestra to be performed in a tradition event,other performances have more efficient than Mahoree E - san orchestra performance for responding requirements of the audience so the groups of Mahoree E - san orchestra are being reduced,and 3)the ways to develop Mahoree E - san orchestra groups in order to perpetuate cultural value of this performance indicated that they should adapt themselves to a social change;for example,each group should create more new music accompaniments,new audio techniques should be used,local dancing movements should be created for this performnce,and systematic management should be used for this performance.Public relations and the support of state sector are necessary for encouraging the revival of Mahoree E - san orchestra performance.</p> อธิคม วงษ์นาง สิทธิศักดิ์ จำปาแดง ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 149 165 การออกแบบหนังสือภาพประกอบอัตลักษณ์สิมโปร่งในอีสานกลาง A study on design illustration book identity the open sim in middle area of north - eastern part of Thailand. https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114398 <p>&nbsp;การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประวัติและความเป็นมาสิมโปร่งในอีสานกลาง 2) เพื่อศึกษา อัตลักษณ์สิมโปร่งในอีสานกลาง 3) เพื่อออกแบบหนังสือภาพประกอบอัตลักษณ์สิมโปร่ง ในอีสานกลางโดยใช้วิธีเก็บ รวบรวมข้อมูลภาคเอกสารและภาคสนามด้วยการสํารวจการสังเกตแบบไม่มี ส่วนร่วมและการสัมภาษณ์กลุ่มผู้รู้ คือ ภาครัฐ 1 คน และภาคชุมชน 30 คน ผู้ปฏิบัติ คือ ผู้ที่ปฏิบัติการ ทางด้านออกแบบ 3 คน ผู้เกี่ยวข้อง คือ ชาวบ้าน 15 คน และกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคหนังสือภาพประ กอบสำหรับเยาวชนอายุ 14 - 18 ปี ผู้อ่านหนังสือภาพประกอบ 50 คน โดย ใช้ทฤษฎีแพร่กระจาย ทางวัฒนธรรม,ทฤษฎีอัตลักษณ์,ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ ในการวิเคราะห์นําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง พรรณนาวิเคราะห์ประกอบภาพถ่ายและภาพวาด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประวัติความเป็นมาของสิมโปร่งในอีสานกลางสามารถแบ่งช่วงอายุได้โดยเริ่ม ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 ถึงพุทธศตวรรษที่ 25 ซึ่งอยู่ในช่วง พ.ศ 2300-2500 มีอายุประมาณ 259 - 95 ปี โดยสามารถแบ่งช่วงอายุ สิมโปร่งในอีสานกลางได้ดังนี้ 1) พ.ศ 2300-2349 เป็นสิมขนาดเล็ก มุงหลังคาด้วยแป้นเกล็ดไม่นิยมทำเสารับปีกนก นิยมก่อผนังด้านหลังพระประธานทึบส่วนด้านหลังข้างก่อ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได 2) พ.ศ 2350-2399 เริ่มมีพัฒนาการ มุงกระเบื้องดินขอหลังคาพบเห็นใน ลักษณะเริ่มมีปีกนกมากขึ้น 3) พ.ศ 2400-2449 เป็นสิมโปร่งขนาด 3 ช่วงเสา และเริ่มพบเห็นการ ตกแต่งหน้าบัน ฮังผึ้งและคันทวยมากขึ้น ผนังด้านข้างมีการเจาะช่องหน้าต่าง 4) พ.ศ 2450-2499 เป็น สิมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีรายละเอียดส่วนตกแต่งที่มากขึ้นอ่อนช้อยเริ่มแผงคติธรรมเข้ามาในการตกแต่ง นอกจากนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษาอัตลักษณ์สิมโปร่งในอีสานพบว่า อัตลักษณ์ด้านโครงสร้างและสัดส่วนเป็นสิมที่มีขนาด ไม่เกิน 3 ช่วงเสา ก่อผนังทึบเฉพาะด้านหลังพระประธานส่วนด้านข้างก่อลดหลั่นเป็นขั้นบันไดอัตลักษณ์ ด้านวัสดุและเทคนิค ส่วนฐานและส่วนเรือนนิยมก่ออิฐฉาบปูนชะทาย ส่วนยอดนิยมใช้ไม้เป็นโครงสร้าง ทั้งหมด อัตลักษณ์ด้านการตกแต่งส่วนฐาน นิยมทำเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย ส่วนเรือนจะไม่นิยมมีการ ตกแต่งมาก มักพบเพียงคันทวยนิยมแกะสลักเป็นรูปนาค ยอดในภายหลังพบส่วนตกแต่งที่ช่อฟ้า โหง่ ลำยอง หางหงษ์ สีหน้าและฮังผึ้ง ผู้วิจัยจึงได้รวบรวมอัตลักษณ์สิมโปร่งในอีสาน กลางนำมาเป็นสื่อกลาง สำหรับการออกแบบหนังสือภาพประกอบเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าทางสถาปัตกรรมพื้นถิ่นที่มีความเป็น อัตลักษณ์เฉพาะของอีสานกลางโดยแท้จริง โดยนําผลการวิจัยมาออกแบบหนังสือภาพประกอบอัตลักษณ์ สิมโปร่งในอีสานกลางภายใต้แนวคิดเพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่และได้ผลตอบรับจากกลุ่มเป้าหมาย คือ เยาวชนอายุ 14 - 18 ปี มีความพึงพอใจต่อหนังสือภาพประกอบอยู่ในระดับดีมาก</p> <p>&nbsp;</p> <p>The aim of this research are as followed: 1) to study the history and background of open sim in middle Isan. 2) to study the identity of open sim in middle Isan. 3) to come up with the design of an illustrated book on the identity of open sim in middle Isan. The data was collected from the documents and field visits. The tools used</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; within this research are surveys, non-participant observation, and interviews. The sample group consist of experts: 1 government officer and 30 community members; practitioners: 3 designers; and related parties: 15 villagers, 50 consumers for the illustrated books aimed for 14 -18 years old. This research was analyzed based on the following theories: Cultural Diffusion Theory, Identity Theory, and Aesthetic Theory which were presented using descriptive analysis to accompany the pictures and drawings.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>The result from the research shows that the history and the background of the open sim in middle Isan can be categorized based on their ages starting from the 24<sup>th</sup> Buddhist era to the 25<sup>th</sup> Buddhist era; which should fall between the year 1757-1957 with the total of 259-95 years. The age of the open sim in Isaan can be categorized into the following: 1) 1757-1806. The sim were small with wooden shingles without colonnades. A solid wall was normally built behind the Buddha image. The side of the back part was normally designed as stair steps. 2) 1807-1856. The clay tiles were developed to be used for the roof with more integration of colonnades. 3) 1857-1906. The open sim were built with a three-column wide, Hung Pung and Khun Tuay gables are used for decorations and windows were installed on the side walls. 4) 1907-1956. The size of the sim was bigger and more detail were put into the decorations with the integration of Buddhist morals. Moreover, the study of the open sim in Isan shows that the structure and the ratio of the sim in Isan were not bigger than three-column wide, solid wall was built at the back of the Buddha image and the side of the back was built as stairsteps. As for the materials and techniques, the base and the walls were built using the Cha Thai cement (locally made cement) while the roof were mainly made from wood. Another identity is the base was mostly built in the Bus-kwam-Bua-ngay shape. The rest of the building were not much decorated except for the gables which were normally crafted into shapes of nagas. More decorations were found in the Cho Fa, Ngo, Lam Yong, Hang Hong, Si Na, and Hung Pung. The researcher had accumulated the identities of the Sims in true middle Isan to reflect the local architectural value that is unique to Isan and use the result to design an illustrated book for the open sim in Isaan under the ideology of preservation and dissimilation and the had received very good responses from the target group which were 14-18 year towards the illustrated books.&nbsp;</p> อาฑิตญา อุตตะมะธนานนท์ บุริทร์ เปล่งดีสกุล ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 166 195 อิทธิพลเชิงช่างที่มีต่อรูปแบบการสร้างศาลหลักเมืองในภาคอีสาน The effect of technician on the building style of the pillar shrine city in Esaan. https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114406 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อิทธิพลเชิงช่างที่มีต่อรูปแบบการสร้างศาลหลักเมืองในภาคอีสาน&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงประวัติความเป็นมาและสภาพปัจจุบันของศาลหลักเมืองในอีสาน&nbsp; และเพื่อศึกษาอิทธิพลเชิงช่างที่มีพลต่อรูปแบบการสร้างศาลหลักเมืองในภาคอีสาน&nbsp; การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ&nbsp; โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง&nbsp; ดังนี้ ศาลหลักเมืองขอนแก่น&nbsp; ศาลหลักเมืองอุดรธานี&nbsp; ศาลหลักเมืองหนองคาย&nbsp; และศาลหลักเมืองนครพนม&nbsp; เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีเค้าโครง&nbsp; และแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีเค้าโครง&nbsp; วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ทฤษฎีการแพร่กระจาย&nbsp; และนำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าประวัติการสร้างศาลหลักเมืองในภาคอีสานนั้นสร้างโดยมีผู้ก่อตั้งเมืองคนแรก&nbsp; และเป็นผลเชื่อมโยงมาสู่ระบบกษัตริย์ในปัจจุบัน&nbsp; สภาพปัจจุบันของศาลหลักเมืองส่วนใหญ่มีแผนผังเป็นแบบจัตุรมุขเพิ่มมุม&nbsp; มีการสร้างให้หันหน้าไปในทิศทางที่แตกต่างกัน เช่น ศาลหลักเมืองขอนแก่น และศาลหลักเมืองหนองคาย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนศาลหลักเมืองอุดรธานีหันหน้าไปทางทิศเหนือ ศาลหลักเมืองนครพนมก็เช่นกัน วัสดุที่ใช้เป็นการก่อฉาบปูน&nbsp; และหล่อซีเมนต์ สีที่ใช้ส่วนใหญ่เน้นสีแดง และสีขาว&nbsp; วัสดุตกแต่งเพิ่มเติม เช่น กระจกสี&nbsp; แกะสลักไม้&nbsp; เสาหลักเมืองนิยมเป็นเสาไม้ ยกเว้นศาลหลักเมืองขอนแก่นที่เป็นเสาหิน&nbsp; อิทธิพลเชิงช่างที่ปรากฏต่อรูปแบบศาลหลักเมืองส่วนใหญ่ได้รับจากรูปแบบศิลปะไทยทางภาคกลาง หรือศิลปะรัตนโกสินทร์&nbsp; ทั้งการวางผัง&nbsp; และลวดลายส่วนตกแต่งที่ประกอบด้วยช่อฟ้า&nbsp; ใบระกา&nbsp; หางหงส์&nbsp; มีบัวหัวเสา&nbsp; และคันทวย นั้นล้วนสืบเนื่องจากศิลปะจากส่วนกลาง&nbsp; นอกจากนี้แล้วยังพบว่าช่างได้พยายามเพิ่มรสนิยมส่วนตัวเข้าไปในงานเพื่อเป็นมุมมอง ความลงตัวและความสวยงามเฉพาะทางเชิงช่างอีกด้วย</p> <p>&nbsp;</p> <p>The dissertation of The effect of technician on the building style of the pillar shrine city in Esaan aims to study the history and current conditions of the pillar shrine city in Esaan, and to study the effect of technician on the building style of the pillar shrine city in Esaan. The population and sample for qualitative research the target group-specific were in the pillar shrine city of Khonkaen, Udonthani, Nongkhai and Nakhonphanom. In order to collect information, the research tools used include interview with layout, none interview layout. The data collected was analyzed using Diffusion theory and is presented in a descriptive analysis.</p> <p>According to this study, the history of the pillar shrine city in Esaan created by the founders of the first king. and is linked to the current king. The current condition of the pillar shrine city has increased over the map as a tetrahedron, facing in a different direction, such as Khon Kaen and Nongkhai city pillar shrine facing east, Udonthani and Nakhonpanom city pillar shrine facing north. The materials used to produce cement, cement to casting the colors used are highlighted in red and white materials such as stained glass, carved wood. Pillar is a popular used by wood, except the pillar shrine city of Khonkaen monolithic. The effect of technician appears to influence the pillar shrine city have largely been formed by the art form of central Thailand or Art Rattanakosin, the layout and the decorative motifs include Chopha, Bairaka, Hanghong, Bawhuasaw and Khanthaw, all because of central Thailand art. It also found that the technician was trying to select personal style into view, commodious and especially of technician.</p> บุตรดา คนชม นิยม วงศ์พงษ์คำ ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 196 218 โครงการออกแบบผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่ เพื่อสร้างรูปทรง 3 มิติ ของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จังหวัดขอนแก่น Three dimensional eri-silk’s product based on baan nongyaplong woven fabric group, Khon Kaen Province https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114514 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ให้มีหลากหลายรูปลักษณ์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไหมอีรี่ที่ยังคงไว้ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและเอกลักษณ์ของไหมอีรี่ ซึ่งชาวบ้านสามารถจัดร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตและขยายกลุ่มตลาดจากเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษากระบวนการทอผ้าของกลุ่มผู้ผลิต รวมทั้งศึกษาความต้องการของกลุ่มผู้ผลิต2) เพื่อทดสอบวัสดุจากไหมอีรี่ สำหรับการนำไปใช้ในงานขึ้นรูปทรง 3 มิติ 3) เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่แนวทางใหม่ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มผู้ผลิตและกลุ่มผู้บริโภค การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงทดลอง ดำเนินการโดยการสัมภาษณ์ผู้ผลิตจากกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลโพนเพ็ก อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น จำนวน 3 ท่าน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การทดลอง ทดสอบวัสดุสำหรับใช้ขึ้นรูปทรง 3 มิติ นำผลที่ได้มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ พิจารณาความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและนักการตลาด จำนวน 5 ท่านด้วยการพิจารณาแบบ และนำมาพัฒนาปรับปรุงและสร้างต้นแบบ เพื่อนำไปศึกษาความพึงพอใจจากกลุ่มผู้ผลิต 3 คนและกลุ่มผู้บริโภค 100 คน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ จากการวิจัยพบว่า ในการพิจารณารูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ด้านในการคัดเลือก แนวความคิดที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ เรื่องราวของวัฏจักรวงจรชีวิตไหมอีรี่ ซึ่งแนวความคิดมาจากตัวผีเสื้อ ได้ค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ&nbsp; &nbsp; &nbsp;= 4.16 (S.D. = 0.4) จึงนำมาพัฒนาปรับปรุงรูปแบบและนำไปศึกษาความพึงพอใจจากผู้บริโภค และผลจากการประเมินความพึงพอใจจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 103 คน พบว่า การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโคมไฟจากไหมอีรี่ ผู้บริโภคมีความพึงพอใจในระดับมากค่าเฉลี่ยเท่ากับ&nbsp;&nbsp; = 4.03 ( S.D. = 0.45) จากการออกแบบครั้งนี้ทำให้ทราบว่า การแปรรูปไหมอีรี่ให้เป็นแบบแผ่นเหมาะสำหรับการสร้างรูปทรงหรือขึ้นรูปทรง 3 มิติได้ง่ายและหลากหลายรูปแบบ โดยการดัดจากแผ่นแบบ 2 มิติ ประกอบขึ้นรูปทรงเป็น 3 มิติ การทำไหมอีรี่แบบแผ่นช่วยลดระยะเวลาในขั้นตอนการเตรียมวัสดุจากเดิมที่ต้องนั่งสาวเส้นไหม ใช้ตัวประสาน คือ แป้งมันสำปะหลังและกาว เนื่องจากแป้งมันสำปะหลังเป็นวัสดุจากธรรมชาติ ไม่สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม กาวเป็นวัสดุที่หาง่าย ราคาถูกและขั้นตอนการผลิตไหมอีรี่แบบแผ่นสามารถผลิตได้ในชุมชน</p> <p>&nbsp;</p> <p>This study aims at creating and developing different shapes of 3 Dimensional Eri silk' products in order to provide an opportunity for the locals to transform Eri silk whilst, preserving local wisdom and it's unique characteristics so that the locals can participate in production and market expansion process. The purposes of this research comprises of 1) the study on weaving process and the need of manufacturers’ group, 2) the test of Eri silk characteristics to form 3 Dimensional shapes, 3) the initiated design of Eri silk products, and 4) the satisfaction evaluation of manufacturers and consumers. This study is a qualitative and experimental research. The information collection was implemented by interviews with manufacturers in Ban Nongyaplong weaving group of 3 manufacturers’ groups. The selection of interviewees was made through a purposive sampling. Regarding Eri silk characteristics experiment, the researcher made several 3-D shape of Eri silk samples to be as a guidance of product design and development. The appropriateness of sample designs was considered by 5 experts, composed of specialists and marketers. Then, the approved designs were developed to create prototypes for satisfactory evaluation of 3 manufacturers’ groups and 100 consumers. The statistical methods for collected information analysis were analytical mean and percentage. Based on consideration of experts, regarding design selection, life cycle of Eri silkworm inspired by butterfly gained the highest average equated to&nbsp; x&nbsp; = 4.16 (S.D. = 0.4). The researcher then developed the design to study satisfactory level of consumers. The result from satisfaction evaluation questionnaires completed by 103 respondents showed that the lamp product design from Eri silk gained the satisfaction rate from the consumers at high level equate to&nbsp; x = 4.03 (S.D. = 0.45). The design in this research indicated that the transformation of Eri silk into sheets was appropriate and easy to create various 3 Dimensional shapes: products were realized by adjusting 2-D silk sheet into 3 Dimensional shape. Such transformation helps shorten the silk pulling process. The material transformation was completed with adhesives, which were Tapioca starch and glue that do not cause pollutions to environment and are not difficult to find, and their price is affordable. Additionally, this transformation is practical for community manufacturers’ group.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> พิมพ์ทิพย์ สายทิพย์ รัฐไท พรเจริญ ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 219 241 คุณลักษณะทางดนตรีไทลื้อในลุ่มน้ำโขง Tai lue Music in Maekong basin https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114521 <p>งานวิจัยเรื่องนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1. คุณลักษณะทางดนตรีของชาวไทลื้อในลุ่มน้ำ-โขง 2. เพื่อศึกษาบทบาท หน้าที่และการเปลี่ยนแปลงดนตรีของชาวไทลื้อในสังคมลุ่มน้ำโขง จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และสาธารณรัฐ-ประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและภาคสนามด้วยการสังเกตและสัมภาษณ์จากผู้รู้ นักแสดง นักดนตรี และผู้ชม นำเสนอผลการศึกษาวิทยานิพนธ์ด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาปรากฏดังนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกี่ยวกับคุณลักษณะทางดนตรีของชาวไทลื้อในลุ่มน้ำโขง เครื่องดนตรีที่พบคือ ปี่ลื้อเป็นเครื่องดนตรีใช้ประกอบการขับลื้อ ปี่น้ำเต้าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในสาธารณรัฐประชาชนจีน จังหวะของดนตรีไทลื้อเป็นจังหวะช้าในช่วงเกริ่นการขับลื้อ จังหวะปานกลางในช่วงของการขับลื้อ ท่วงทำนองมีเสียงหลัก 5 เสียงคือ C D E G A เสียงประสานดนตรีในบทขับลื้อ ปี่ลื้อเป็นเครื่องดนตรีในการเดินทำนองประสานเสียงประกอบกับคำร้องตลอดเพลง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ดนตรีของชาวไทลื้อ การขับลื้อ การขับลื้อจะมีหน้าที่ไปแสดงในงานประเพณีที่สำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชลูกแก้ว งานสงกรานต์ และเพื่อการท่องเที่ยว บทบาทหน้าที่ดนตรีของชาวไทลื้อในด้านคุณธรรมจริยธรรม ในบทเพลงกล่าวถึงการใช้ชีวิต คำอวยพรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่สอดแทรกแนวคิด วิธีคิด สิ่งที่ดี เพื่อเพิ่มเติมเกิดเป็นความรู้ที่สำคัญในบทบาทหน้าที่ด้านคุณธรรมจริยธรรม บทบาท หน้าที่ดนตรีของชาวไทลื้อในสังคมรับใช้ในงานบุญประเพณีต่าง ๆ และเพื่อการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อและผู้คนที่อยู่ในบริบทสังคมรอบ ๆ ที่มีการค้าเครื่องดนตรีและสินค้าอื่น ๆ ขายระหว่างกัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดนตรีไทลื้อนั้นมีการรับเอาวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมไทลื้อเข้ามาประสมประสาน ดนตรีไทลื้อในลุ่มน้ำโขงจะมีการนำดนตรีตะวันตกเข้ามาบรรเลงด้วย ได้แก่ กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด กลองชุด แต่คำร้องก็ยังเป็นการขับลื้ออยู่เช่นเดิม แต่ก็มีสำเนียงออกไปทางประสมประสานกับภาษาในแต่ละท้องถิ่นประเทศ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This study aimed to explore 1. Features the music of Tai Lue in the Mekong. 2. To study the role The change of musical acts and Tai Lue in the three Mekong countries, including USA, China. The Republic of the Union of Myanmar and Laos. Using the documentation and field observations and interviews with those who know the actors, musicians and the audience. The thesis presents the results of a study by the descriptive analysis. The results were as follows:</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; About the musical feature of Tai Lue in the Mekong. Musical entertainment is driving Leu Leu year later, the music of Lue will join other instruments such as the fiddle, bagpipes for fun gourds on a key board, guitar driven songs with melodies and traditional Lue. In addition, the soundtrack of the Tai Lue in Laos has introduced various instruments into the mix. In a musical chorus Leu Leu, including marimba, clarinet, guitar, bass, drum kit, Canon instrument is an instrument similar to a clarinet and the main melody is inflicted by the use of various harmonic accompaniment to any music application.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; About the role of the musical drive Lue Lue Lue drive will have to perform at important traditions such as weddings, house warming. Ordination plexiglass Songkran water and to tour the musical role of Tai Lue in the field of ethics. In the song of life. Greeting, which are inserted in the way a good thing to know is more important role in the moral role of music in society Lue been used in various religious traditions. And tourism can generate revenue to the Tai Lue, and the people in the social context surrounding the trade between them.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Lue musical about changes that have embraced other cultures. Lue culture than to merge. In the People's Republic of China Whether the music he played with guitar, bass, keyboards and drums, but also as a petition remaining the same. It has the accent to the combination of the local language of each country.</p> <p>&nbsp;</p> หิรัญ จักรเสน ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 242 270 การศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กพิการทางสมองและผู้ดูแลกรณีศึกษาสถาบันราชานุกูล Mentally Disabled Children Product Development to Facilitate Caregiver : Case Studies Rajanukul Institute https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114523 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาในการดูแลผู้ป่วยของเด็กพิการทางสมองในสถาบันราชานุกูล โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาเด็กพิการทางสมองรวมทั้งแนวคิดของผู้ดูแลรวมทั้งอุปกรณ์ช่วยต่าง ๆ&nbsp; ในสถาบันราชนุกูล 2) เพื่อออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กพิการทางสมอง 3) เพื่อทดสอบการใช้งานของเด็กในสถาบันราชนุกูลโดยศึกษาความพึงพอใจจากผู้ดูแล วิธีดำเนินการวิจัยโดยการสัมภาษณ์ผู้ดูแลเด็กพิการทางสมองในสถาบันราชานุกูลซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง นำผลที่ได้มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กพิการทางสมอง พิจารณาความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านพิจารณาแบบร่าง จากนั้นนำมาพัฒนาปรับปรุงและสร้างต้นแบบ เพื่อนำไปศึกษาความพึงพอใจจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน โดยทำการทดลองใช้กับกลุ่มเด็กในสถาบันราชานุกูล และนำผลมาทำการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการวิจัยพบว่า ผลจากการประเมินความพึงพอใจจากผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันราชานุกูลที่มีต่อผลิตภัณฑ์ต้นแบบในภาพรวมพบว่า ด้านประสิทธิภาพและความสวยงามของผลิตภัณฑ์&nbsp; ได้ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยได้ค่า <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">&nbsp;= 3.18 รวมทั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. = 0.76</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการออกแบบครั้งนี้ทำให้ทราบว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับสรีระเด็กต้องคำนึงถึงความแข็งแรงและการรับน้ำหนักควบคู่กันไป ถ้าสามารถพับผลิตภัณฑ์ได้ เพื่อประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ และสะดวกในการเคลื่อนย้าย ผลิตภัณฑ์ทำจากวัสดุไม้ โดยเน้นไปที่ความแข็งแรงและความสามารถในการ รับน้ำหนัก และเลือกใช้เบาะหนังเป็นส่วนห่อหุ้มหรือรองรับตัวเด็กเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากการสัมผัสโดยตรงของเด็กรวมทั้งต้องคำนึงถึงความสวยงามเป็นหลัก</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> นภดล สิทธิวงษ์ รัฐไท พรเจริญ ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 271 288 วาดฟ้อนชาวไทดำในประเทศไทย: อัตลักษณ์และการเปลี่ยนแปลงภายใต้บริบทวัฒนธรรมเชิงการท่องเที่ยว กรณีศึกษาชาวไทยดำบริเวณบ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114527 <p>งานวิจัยนี้ มุ่งที่จะศึกษาอัตลักษณ์และการเปลี่ยนแปลงวาดฟ้อนชาวไทดำในประเทศไทย กรณีศึกษาบ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ในวาดฟ้อนของชาวไทยดำ&nbsp;&nbsp; 2) เพื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงในวาดฟ้อนของชาวไทยภายใต้บริบทวัฒนธรรมเชิงการท่องเที่ยวงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การลงภาคสนามในการศึกษาข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งใช้วรรณกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นส่วนประกอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลทางแนวคิดด้านความเชื่อ ด้านประวัติศาสตร์ และหลักการทางด้านนาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงบริบทของสังคม โดยนำเสนอผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>จากการวิจัยพบว่า ไทยดำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท ไทดำในบริเวณบ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น วาดฟ้อนของชาวไทยดำมีความเกี่ยวพันกันกับ ลักษณะภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ท่าฟ้อนที่พบคือ 1)ท่า เปียว 2)ท่ากันแซซ่า หรือท่าบ้ำ3) ท่าแซซ่า 4)ท่าหนุ่มสาว 5) ท่าสามัคคี 6) ท่าบ๊ายบาย เป็นท่วงท่าที่คิดขึ้นใหม่ เพื่อใช้อำลานักท่องเที่ยว 7) ท่าโด๊ง เป็นท่าสวัสดี การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลถึงลักษณะอัตลักษณ์ของวาดฟ้อนดั้งเดิมของชาวไทยดำมากนัก ทว่า ในด้านขนบวัฒนธรรมนั้น วาดฟ้อนที่เปลี่ยนแปลงถือได้ว่ามีความสำคัญในฐานะของการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของวาดฟ้อนของชาวไทยดำ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงใน ด้านวัตถุประสงค์ของการฟ้อนของชาวไทยดำที่แต่เดิมมีขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมแต่ถูกเปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ระบบสังคมและวัฒนธรรมความคิด และความเชื่อ ของชาวไทยดำเปลี่ยนแปลงไป</p> <p>&nbsp;</p> <p>This research was aimed to study the identity and changes of the dancing postures of Thai Dum ethnic in Thailand by the case study of Na Pa Nhad Village in Chiangkan District, Loei Province. The objectives of the study were to study the identity of Thai Dum’s dance postures and to study changes of the dance postures of Thai Dum in the tourism culture context. This research was the qualitative research mainly employing field study to collect data. The literature used were both Thai and International. The research tools were survey form, observation form, interview form, and focused group conversation. The data collected were analyzed and checked regarding values, history and principles of performing arts which mirrored social context. The research result was presented by descriptive analysis.</p> <p>The research revealed that Thai Dum was a Thai ethnic group originally resided in Sibsong Jutai Region. Thai Dum in Na Pa Nhad Village, Chiangkan District, Loei Province was moved into Thailand since Thonburi and early Rattanakosin Era. Dance postures of Thai Dum were related to geography, history, culture, and economy. The found postures were 1) Peaw Posture, 2) Kansaesa or Bum Posture, 3) Saesa Posture, 4) Noomsao Posture, 5) Samukki Posture, 6) Baibai Posture which was newly invented to farewell tourists, and 7) Dong Posture which was the greeting posture. The changes did not very much affect the identity of the original Thai Dum dance postures. However, in traditional and cultural terms, the changing dance postures were significant as the changes and adaptation of the dance postures of Thai Dum which signified changes from original objectives of Thai Dum Dance. The dance was originally used in ritual and was now used to promote tourism. This drove the system in society, culture, ideology, and value of Thai Dum to change.</p> <p>&nbsp;</p> ศราวดี ภูชมศรี ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 289 313 การสร้างสรรค์สีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประยุกต์สู่การออกแบบ Creative Environmental Friendly Coloration System for Design https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114531 <p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญาทางด้านสีไทย วิเคราะห์ลักษณะสีที่เกิดจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยภูมิปัญญาด้านสี วิเคราะห์และทดลองหาอัตราส่วนของสีจากวัสดุจากธรรมชาติ วิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของสีเกิดจากการหาอัตราส่วน จัดกลุ่มระบบสีที่เกิดจากวัสดุจากธรรมชาติเป็นหมวดหมู่ และสังเคราะห์ภูมิปัญญาทางด้านสีที่เกิดจากการวิเคราะห์โดยนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในงานผลิตภัณฑ์และงานกราฟิก โดยสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเชิงพาณิชย์และสร้างหนังสือการนำองค์ความรู้ทางด้านสีไปใช้เป็นแนวทางด้านสีและการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และงานกราฟิก โดยใช้แบบแผนการวิจัยผสมผสานวิธี โดยใช้กลุ่มวัสดุที่ศึกษาแบ่งออกเป็น 8 ชนิด คือ ฝาง กระเจี๊ยบ ครั่ง ขมิ้น แก่นขนุน หูกวาง เพกา และอัญชัน โดยใช้สารที่ทำให้เกิดสีที่ได้จากภูมิปัญญาชาวบ้าน 5 ชนิด คือ ขี้เถ้าไม้มะขาม ปูนเปลือกหอยแครงเผา เกลือแกง สารส้มและมะนาว โดยนำทดลองตามวิธีจากทฤษฎีเส้นตรง และจากทฤษฎีสามเหลี่ยมด้านเท่าและนำสีที่ได้มาวิเคราะห์ และจัดหมวดหมู่สี ร่วมกับรูปแบบสีไทยและสีสากลและสร้างชุดชื่อสี&nbsp; และนำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาการสร้างสรรค์สีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมประยุกต์สู่การออกแบบโดยมีแบบประเมินความคิดเห็นองค์ความรู้ที่ได้จากการทดลองประยุกต์การสร้างสรรค์งานผลิตภัณฑ์และการสร้างสรรค์งานกราฟิก</p> <p>ผลการวิจัยปรากฏว่า สีที่เกิดจากการสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์และสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพโดยการนำวัสดุธรรมชาติใกล้ตัวในท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตัวมาดัดแปลงสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งสีที่เกิดจากวัสดุมีโทนสีเรียงตัวกันตามสารที่ทำให้เกิดสีที่ได้จากภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH 1-14) โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะของสีที่เกิดจากแผ่นดินแม่หรือแผ่นดินที่ให้กำเนิดวัสดุและภูมิปัญญาในท้องถิ่น ซึ่งแบบรูปแบบใหม่ที่สร้างความแตกต่างในรูปแบบอัตลักษณ์ของไทยสีในท้องถิ่น การนำองค์ความรู้จากการศึกษาไปใช้งานโดยสร้างเป็นหนังสือสามารถนำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์โดยแบ่งการประเมินความคิดเห็นที่มีต่อองค์ความรู้ทางด้านวัสดุและกรรมวิธีการผลิตสี มีเหมาะสมมากที่สุด</p> <p>&nbsp;</p> <p>The purposes of this research were: 1) to study Thai color wisdom by analyzing color characteristics of environmentally friendly materials based on the color knowledge, 2) to analyze and experiment the color ratio from the natural material, 3) to analyze the physical characteristics of colors by finding the ratio, grouping of color systems derived from natural materials into categories, and synthesizing the color knowledge derived from analysis by applying research results into products and graphics. Creating product prototypes was to guide commercial development and creating books. Bringing the color knowledge was to use for color processes and create products and graphics by using the mixed methodology. The study materials were divided into 2 types: sappan, jackfruit, by using 5 colors of folk wisdom: ashes, mortar shell, salt, alum and lime. Experiment based on the linear and equilateral triangle theory has been using with the color for the analysis, and classified colors in combination with Thai color and universal color scheme. Creating a set of color names and bring the knowledge to create environmentally friendly colors was to apply with the design with the evaluation form, and the knowledge acquired from experiment to apply for product and to create graphic design.</p> <p>The results of this research were as follows. The colors derived from the creation of local natural materials are to promote identity and to reduce the impact on the environment effectively by bringing local natural materials to adapt and create benefits. The color from the material was tinted according to the color of the folk wisdom that has a different pH value (pH 1-14). These unique colors of the mother’s land or land gave birth to local materials and wisdom. This new style made a difference in the identity of Thai local color. The use of knowledge from the study to create a book could be useful to share by evaluating to the knowledge for the material and the process of producing color that were the most.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> กันยาพร กุณฑลเสพย์ เกรียงศักดิ์ เขียวมั่ง Kim Sung-hee ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 314 332 พัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยใช้กรอบแนวคิดการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม Industrial Crafts Design Framework (Grow - Reborn) https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114568 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การออกแบบหัตถอุตสาหกรรมเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการคิดและผลิตจากการผสมผสานระหว่างทักษะภูมิปัญญา วัฒนธรรมและความเชี่ยวชาญเชิงศิลปหัตถกรรม ผนวกกับความคิดเชิงสร้างสรรค์ทางการออกแบบและกระบวนการวิธีเชิงอุตสาหกรรม เพื่อก่อเกิดแบบลักษณ์ที่มีความทันสมัย เหมาะสมกับรูปแบบวิถีชีวิต รสนิยมร่วมสมัยโดยมีกลิ่นอายทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของมนุษย์ ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรมมีความเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น ต่อยอดทักษะเชิงช่างและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>Industrial crafts design is thinking design process combination from knowledge, culture and art and crafts skill to combined with ​​creative design and industry process. For modern style, Fit a lifestyle Tastes with contemporary flair and cultural human spirit. Therefore Industrial Crafts products design have unique character, development to further skills and self-reliance sustainability.</p> กิตติพงษ์ เกียรติวิภาค ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 333 366 กระบวนการสอนกีตาร์คลาสสิกของ อาจารย์เกียรติ เอกศิลป์ The Process of Classical Guitar Teaching of Kiat Akeasil https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114573 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กีตาร์คลาสสิกเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเครื่องสาย ด้วยเอกลักษณ์ทางเสียงที่นุ่มนวลไพเราะ แตกต่างไปจากเครื่องดนตรีประเภทอื่นๆ อีกทั้งบทเพลงสำหรับกีตาร์คลาสสิกมีระบบแบบแผนชัดเจน ในด้านคีตลักษณ์และวิธีการบรรเลงทั้ง ทำนอง (Melody) คอร์ด (Chord) และเบส&nbsp; (Bass) โดยผู้ที่เล่นกีตาร์คลาสสิกนั้นจะต้องใช้ทั้งความรู้ ทักษะและเทคนิคต่างๆอย่างเชี่ยวชาญ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษากระบวนการสอนกีตาร์คลาสสิกของอาจารย์เกียรติ&nbsp; เอกศิลป์ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการสอนกีตาร์คลาสสิก หลักสูตรโดยศึกษา แนวคิดและหลักการสอน วิธีการสอน สื่อการสอน กิจกรรมเสริม การวัดผลประเมินผล เทคนิคการบรรเลงขั้นสูง ของอาจารย์เกียรติ เอกศิลป์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลภาคสนามโดยการสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม และนำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการสอนกีตาร์คลาสสิก เป็นการสอนตามความต้องการของผู้เรียนซึ่งการสอนจะมีอยู่ 2 กรณีคือ เพื่อเตรียมการแสดงคอนเสิร์ต (Recital Concert) และสอนหลักสูตรเพื่อใช้เตรียมสอบเกรด แนวคิดการสอนและวิธีการสอน อิงตามความต้องการของผู้เรียน โดยใช้จิตวิทยาถ่ายทอด และใช้หลักการประสบการณ์ที่มีการบรรยายสาธิตลำดับขั้นตอนเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในกีตาร์คลาสสิกโดยสอนทฤษฏีดนตรีควบคู่กันไปกับปฏิบัติเมื่อเข้าใจทฤษฏีดนตรีแล้วจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเพลง สื่อและกิจกรรมเสริมเป็นตัวส่งเสริมให้การเรียนการสอนได้มีการพัฒนาในเรื่องทักษะปฏิบัติเพื่อให้การวัดผลประเมินผลของผู้เรียนใช้ความสามารถได้อย่างเต็มมีศักยภาพ&nbsp; กระบวนการสอนกีตาร์คลาสสิกเกิดขึ้นจากประสบการณ์และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องของผู้สอนจนได้ค้นพบเทคนิคการบรรเลงขั้นสูงนั่นคือ 1) องค์ประกอบของการศึกษาบทเพลงของกีตาร์คลาสสิก 2) การศึกษาโดยใช้ตัวอย่างบทเพลง&nbsp; 3) เทคนิคการฝึกซ้อมเพลงเพื่อการจดจำบทเพลง ซึ่งเป็นเทคนิคการฝึกแยกส่วนในการฝึกซ้อมครั้งละ 20 นาที การปฏิบัติในท่อนเพลงจะเริ่มจากท้ายห้องจนมาถึงต้นห้องเพลง จากนั้นก็ทำการจดบันทึกการฝึกซ้อม เป็นกระบวนการสอนที่ส่งผลให้การเรียนการสอนประสบความสำเร็จได้ด้วยดี และฝึกซ้อมบทเพลงที่ดีและเหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียนได้</p> <p>&nbsp;</p> <p>Classical guitar is a string instrument. It has identity of soft sound, sweet tone, and difference from other instruments. Moreover, classical guitar songs are clarity pattern of form and style (Melody, Chord, and Bass) by using professional knowledge, skills and techniques of musician.</p> <p>The purpose of this research is to learn teaching process of Classical guitar by Kiart&nbsp; Aekkasin (concept, principle, method, instruction media, sub-activity, evaluation, and advance technique) based on qualitative research. Data were collected by interview (structure and no structure) and observation (participation and no participation). They were presented by descriptive data.&nbsp;</p> <p>The findings showed that teaching process of Classical guitar is requested by learners. It has 2 cases : preparation of Recital Concert and teaching for examination. Teaching concept and method based on learners request by using physiology and experience about step-by-step description. It makes learners to understand classic guitar by teaching theory and practicing together. Music theory will make learners understand lay, instruction media, and sub-activity (help leaner to develop practice skills) for measurement and evaluation well and potentially. Teaching process of Classic guitar caused by experience and self-development successively of instructors until they found advance techniques :&nbsp; 1) elements of study (guitar classic lay)&nbsp; 2) study of example music&nbsp; 3) practice technique to memorize music that is separate practice for 20 minutes. Performing in music will Begin with final bar to preliminary bar and then take notes practicing. It makes successful learning and teaching. Good and proper music practicing will make learners to develop more.</p> <p>&nbsp;</p> นัติเทพ การิเทพ ##submission.copyrightStatement## 2018-03-06 2018-03-06 9 2 367 394 การศึกษาและพัฒนาเครื่องเรือนผู้สูงอายุในชนบทภาคอีสาน โดยใช้ภูมิปัญญาและหัตถกรรมในท้องถิ่น The study and development of elderly’s furniture in Esan rural area by using local handicraft wisdom applied. https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114577 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การศึกษาและพัฒนาเครื่องเรือนผู้สูงอายุในชนบทภาคอีสาน โดยใช้ภูมิปัญญาและหัตถกรรมในท้องถิ่นในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินงานตามขั้นตอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังนี้ 1.เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการใช้งานเครื่องเรือนที่ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุและภูมิปัญญาด้านหัตถกรรมท้องถิ่นในชนบทภาคอีสาน 2.เพื่อพัฒนาเครื่องเรือนที่สอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุในชนบทอีสาน โดยใช้ภูมิปัญญาด้านหัตถกรรมในท้องถิ่น โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้สูงอายุและเครื่องเรือนของผู้สูงอายุที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยแบ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น 3 หมู่บ้าน คือ&nbsp; ชุมชนตำบลบ้านเป็ดเป็ด อ.เมือง&nbsp; จ.ขอนแก่น &nbsp;5 หลังคาเรือน<strong>, </strong>ชุมชนตำบลพระยืน&nbsp;&nbsp; อ.พระยืน&nbsp; จ.ขอนแก่น &nbsp;5 หลังคาเรือน, ชุมชนตำบลกุดกว้าง&nbsp; อ.เมือง&nbsp; จ.ขอนแก่น &nbsp;5 หลังคาเรือน&nbsp; ประกอบด้วย&nbsp; ด้านข้อมูลส่วนบุคคล ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน&nbsp; ข้อมูลทางสุขภาพ&nbsp; ลักษณะบ้านพักอาศัย&nbsp; ลักษณะการใช้งานเครื่องเรือนเดิม และเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาด้านหัตถกรรมในท้องถิ่นจากกลุ่มหัตถกรรมผู้สูงอายุบ้านโนนม่วง จ.ขอนแก่น ทั้งด้านรูปแบบการใช้ภูมิปัญญาด้านงานหัตถกรรม ศักยภาพของกลุ่ม วัสดุและเทคนิคในการผลิต โดยนำผลการศึกษามาใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบและพัฒนาเครื่องเรือนพักผ่อนสำหรับผู้สูงอายุ ที่สามารถบริหารและออกกำลังกาย ทั้งกล้ามเนื้อแขนและขาในขณะพักผ่อนระหว่างวัน เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกายในขณะพักผ่อน&nbsp; เนื่องด้วยข้อจำกัดของร่างกายผู้สูงอายุในการเคลื่อนไหวหรือเดินไปออกกำลังกายนอกบ้านไม่สะดวกและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้&nbsp; โดยนำวัสดุที่มีในท้องถิ่นหรือหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาดมาใช้ในการผลิต โดยโครงสร้างใช้ไม้เนื้อแข็งเพื่อความแข็งแรง และใช้ไม้ไผ่เป็นส่วนที่นั่งและพนักพิงเพื่อให้ผู้สูงอายุความรู้สึกเหมือนนั่งแคร่ที่ผู้สูงอายุใช้งาน&nbsp;&nbsp; โดยใช้กรรมวิธีการผลิตที่ไม่ซับซ้อน แต่สามารถตอบรับลักษณะของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป&nbsp; สามารถช่วยลดการพึ่งพาผู้อื่นในการที่ต้องพาไปออกกำลังกาย หรือช่วยทำกายภาพบำบัด มีความเหมาะสมในเรื่องการนำวัสดุในท้องถิ่นและการนำภูมิปัญญาและหัตถกรรมมาประยุกต์ในใช้การออกแบบ &nbsp;เทคนิคการผลิตค่อนข้างง่ายทำให้นำไปต่อยอดพัฒนาผลิตใช้งานกับผู้สูงอายุในชุมชนอื่นๆได้</p> <p>&nbsp;</p> <p>This research, the study and development of elderly’s furniture in Esan rural area by using local handicraft wisdom applied, is processed following to procedures that are consistent with this research’s objective. Data collection of elderly and elderly’s furniture used in daily life is divided into three groups as 5 households from Tumbon Ban Ped community, Muang district, Khon Kaen Province; 5 households from Tumbon Phra Yuen community, Phra Yuen district, Khon Kaen Province and 5 households from Tumbon Kut Kwang community, Muang district, Khon Kaen Province. There are information of personal, ability to conduct routine, health, residence style and furniture using style. Moreover, data of local handicrafts’ wisdom from Ban Non Muang elderly handicraft group at Khon Kaen province is collected in usage patterns, potential of group, materials and manufacturing techniques. A result of study is used as elderly’s furniture concept design and development. The aims of this research are to manage and exercise in both arms and legs muscles, including slow down degeneration of the body while resting during the day because the elderly has limitations of the body motion. Walking to exercise outdoors is inconvenient and may cause an accident for them. There is using local materials or affordable in the local market to use in production. The structure is solid wood for strength. Bamboo is used to be part of seat and backrest, so that the elderly will feel like sitting at a litter. The process is not complicated, but it can respond the changing of their appearance of the body, help to reduce dependence on others who need to take them to the gym or do the rehab, appropriate in using local material and bring handicraft wisdom to apply in designing. Furthermore, manufacturing techniques makes it easier to further to elderly in other the communities.</p> <p>&nbsp;</p> อภิญญา อาษาราช พิชัย สดภิบาล ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 395 417 บทเพลงโหมโรงสำหรับองก์ที่ 1 จากอุปรากรเรื่องทองแห่งไรน์ของวากเนอร์ : อิทธิพลต่อกระบวนทัศน์ในการประพันธ์เพลงที่ส่งมาถึงศตวรรษที่ 21 Prelude to Act I from Wagner’s Das Rheingold : Influences on composition paradigm which continued to 21st century. https://www.tci-thaijo.org/index.php/fakku/article/view/114579 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อุปรากรเรื่อง “แหวนวิเศษแห่งไนเบลุงเกน” ของริชาร์ด วากเนอร์ เป็นงานชุดสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีและการละครของตะวันตก งานชิ้นนี้มีนวัตกรรมที่เกิดขึ้นอยู่หลายประการ บทความชิ้นนี้เลือกนำเอาบทเพลงโหมโรงสำหรับองก์ที่ 1 จากอุปรากรตอนแรก ทองแห่งไรน์ มาพิจารณาโดยนำเสนอกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไปจากกลวิธีการประพันธ์ที่ให้ความสำคัญของการพัฒนาบทประพันธ์เพลงด้วยทำนองและการดำเนินคอร์ดไปเป็นการพัฒนาด้วยการใช้สีสันและเนื้อดนตรี จากนั้นจะแสดงตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่ออธิบายถึงอิทธิพลที่ส่งถึงดนตรียุคต่อมานับแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ดังมีเดอบุซซีและมาห์เลอร์เป็นอาทิ ต่อมาจะเปรียบเทียบเพลงโหมโรงชิ้นนี้กับงานชิ้นสำคัญของเชินแบร์ก ลิเกตี และงานของนักแต่งเพลงที่มีชีวิตต่อเนื่องมายังศตวรรษที่ 21 อย่างไรค์และอับราฮัมเซน ก่อนที่จะสรุปให้เห็นถึงภาพรวมของความสำคัญที่บทเพลงนี้มีต่อดนตรีในปัจจุบัน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Richard Wagner’s Der Ring des Nibelungen is an important work in history of western music drama. The cycle created considerable innovations for those branches of art form. This article selects prelude to act I of the first opera in the cycle, Das Rheingold, to examine the shifting in composition paradigm that changed from motivic-thematic and chord progression (tonality) development to timbral and textural realm. Various examples were compared to explain the influence which this prelude has on pieces of music from late 19<sup>th</sup> century such as works by Debussy and Mahler to some 20<sup>th</sup> century works like those of Schönberg and Ligeti. Music of living composers which could be called 21<sup>st</sup> century works like those of Reich and Abrahamsen were also compared. Finally, the article will conclude the significant of the prelude to the development of music in the present time.</p> บุญรัตน์ ศิริรัตนพันธ ##submission.copyrightStatement## 2017-12-31 2017-12-31 9 2 418 435