พฤติกรรมการดูแลช่องปากและปัจจัยทำนายการพาเด็กปฐมวัยมาตรวจรักษาโรคฟันผุตามแผนการรักษา ของทันตแพทย์ โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า

พฤติกรรมการดูแลช่องปาก

  • ฐิติพร วิทูรเวท กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
คำสำคัญ: เด็กปฐมวัย, พฤติกรรมการดูแลช่องปาก, โรคฟันผุ, แผนการรักษา

บทคัดย่อ

          การวิจัยภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลช่องปากของเด็ก การพาเด็กมาตรวจรักษาโรค ฟันผุตามแผนการรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อการพาเด็กมาตรวจรักษาโรคฟันผุตามแผนการรักษาของทันตแพทย์ และปัญหาอุปสรรคต่อการพาเด็กมาตรวจรักษาฟัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครองเด็ก และเวชระเบียนบันทึกการรักษาทางทันตกรรม กลุ่มละ 96 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม (ผู้ปกครอง) และเวชระเบียนบันทึกการรักษาทางทันตกรรม เก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2562 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Multiple Logistic Regression Analysis

          ผลการศึกษา พบว่า ผู้ปกครองเด็ก ร้อยละ 52.1 มีพฤติกรรมการดูแลช่องปากเด็กในระดับปานกลาง รองลงมาคือ ระดับสูง และต่ำ ร้อยละ 29.1 และ 18.8 ตามลำดับ มีการพาเด็กมาตรวจรักษาโรคฟันผุตามแผนการรักษา ร้อยละ 65.6 พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กของผู้ปกครองสามารถทำนายการพาเด็กมาตรวจรักษาโรคฟันผุตามแผนการรักษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.01) ส่วนเพศ (หญิง) อายุ ระดับการศึกษา (อนุปริญญา หรือสูงกว่า) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการรักษา  การรับรู้ภาวะเสี่ยงการเกิดโรคฟันผุ การรับรู้ความรุนแรงของโรคฟันผุ การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและรักษาโรคฟันผุ การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคฟันผุ และความสามารถในการเข้าถึงบริการ ไม่มีผลต่อการพาเด็กมาตรวจรักษาโรคฟันผุตามแผนการรักษาของทันตแพทย์ (P-value > 0.05) ทั้งนี้ ตัวแปรทั้งหมดสามารถอธิบายการผันแปรของการพาเด็กมาตรวจรักษาโรคฟันผุตามแผนการรักษาของทันตแพทย์ได้ร้อยละ 13.7 ผู้ปกครองเด็กมีปัญหาอุปสรรคในการพาเด็กมาตรวจรักษาฟัน    ร้อยละ 30.2 ปัญหาที่พบ ได้แก่ ไม่มีเวลาพาเด็กมา และเด็กไม่ยอมมา ร้อยละ 16.7 และ 13.5 ตามลำดับ

          จากผลการศึกษาดังกล่าว ควรดำเนินการพัฒนาให้ผู้ปกครองเด็กมีพฤติกรรมการดูแลช่องปากของเด็กให้ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้พาเด็กมาตรวจรักษาโรคฟันผุครบตามแผนการรักษามากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

1.ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล. ทันตกรรมป้องกันในเด็กและวัยรุ่น. กรุงเทพฯ : บริษัทที คิว พี จำกัด. 2554.

2.Yaseen Syed Mohammed, Nai k Saraswati , Uloopi KS. Ectopic eruption – A review & case report. J Contemporary Clinical Dent. 2011; 2:3-7.

3. Woodward, M., and Walker, A.R.P. Sugar consumption and dental caries: Evidence from90 countries. Br Dent J. 1994; 176:297-302.

4. Miller J, Vaughan-Williams E, Furlong R, AND Harrison L. Dental caries and children’s weights. Journal of Epidemiology and Community Health. 1982; 36:49-52.

5. ทัศนีย์ คุมมานนท์. อนามัยช่องปาก. ในคณะกรรมการกลุ่มผลิตชุดวิชาอนามัยชุมชน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (บก.), อนามัยชุมชน. นนทบุรี : คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2548.

6. Beltrán-Valladares P, Cocom-Tum H, Casanova-Rosado JF, Vallejos-Sánchez AA, Medina-Solís CE, Maupomé G. Caries prevalence and some associated factors in 6-9-year-old schoolchildren in Campeche, Mexico. Rev Bioméd. 2006; 17: 25-33.

7. สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ. โรคในช่องปากกับ 6 ช่วงวัย คุณเสี่ยงแค่ไหน. 2557. [อินเตอร์เน็ต] [วันที่อ้างถึง 15 มิถุนายน 2562] ที่มา: https://www.thaihealth.or.th/

8. สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย. รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศครั้งที่ 7 ประเทศไทย พ.ศ.2555. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. 2556.

9. Becker MH. The health belief model and sick role behavior. Health Educ Monographs, 1974; 2:409-17.

10. สุนิภา ชินวุฒิ. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปกครองเด็กก่อนวัยเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก. ชลบุรี : รายงานวิจัย, 2562.

11. สิรินันท์ ตั้งอยู่สุข. การพัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ในเด็กก่อนวัยเรียน.นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2555.

12. วีระวุฒิ วงศ์วันดี. พฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนในศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก เทศบาลอากาศอำนวย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร. 2554.

13. Pender NJ. Health Promoting in Nursing Practice. 2nd ed. U.S.A.: Appleton & Lange. 1987.
เผยแพร่แล้ว
2019-08-29
การอ้างอิงบทความ
ประเภทบทความ
รายงานวิจัย