จริยธรรมการตีพิมพ์

มาตรฐานทางจริยธรรมของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ของ วารสารหัวหินสุขใจ ไกลกังวล

หน้าที่และความรับผิดชอบของบรรณาธิการ

  1. บรรณาธิการวารสารมีหน้าที่พิจารณาคุณภาพของบทความที่ตรงกับที่ได้แจ้งไว้ เช่น เป็นวารสารที่รับตีพิมพ์บทความด้านแพทยศาสตร์พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพด้านต่างๆ อันได้แก่ รายงานวิจัย บทปริทัศน์ บทปกิณกะ การรายงานผู้ป่วย เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่ตนรับผิดชอบ
  2. บรรณาธิการต้องใช้กระบวนการทำงานที่ไม่เปิดเผยข้อมูล โดยใช้วิธี double blind ของผู้นิพนธ์ และผู้ประเมินบทความ แก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความ
  3. บรรณาธิการต้องตัดสินใจในการคัดเลือกบทความโดยพิจารณาจากความสำคัญ ความใหม่ ความชัดเจน และความสอดคล้องของเนื้อหากับนโยบายเป็นสำคัญมาตีพิมพ์ตามลำดับ หลังจากผ่านกระบวนการประเมินบทความแล้ว และดำเนินการตอบรับแจ้งให้ผู้นิพนธ์ทราบว่าจะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฉบับใด
  4. บรรณาธิการต้องตรวจสอบการยืนยันการไม่ตีพิมพ์ซ้ำของผู้นิพนธ์ และตรวจสอบจากวารสารอื่น เพื่อไม่ให้มีการตีพิมพ์บทความที่เคยตีพิมพ์ที่อื่นมาแล้ว
  5. หากมีบทความที่มีข้อสงสัยต้องไม่ปฏิเสธบทความเพราะความสงสัยหรือไม่แน่ใจ เขาต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ข้อสงสัยนั้นๆ ก่อน
  6. บรรณาธิการต้องไม่มีความเกี่ยวข้องในบทความที่ส่งมาตีพิมพ์ ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ ผู้ประเมิน และทีมผู้บริหาร
  7. บรรณาธิการต้องมีโปรแกรมที่เชื่อถือได้ในการตรวจสอบบทความ ในด้านการคัดลอกผลงานผู้อื่นอย่างจริงจัง เพื่อให้แน่ใจว่าบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารไม่มีการคัดลอกผลงานของผู้อื่น
  8. บรรณาธิการต้องหยุดกระบวนการประเมินทันทีเมื่อพบว่ามีการคัดลอกผลงานของผู้อื่น และติดต่อผู้นิพนธ์หลักทันทีเพื่อขอคำชี้แจง เพื่อประกอบการ "ตอบรับ" หรือ "ปฏิเสธ" การตีพิมพ์บทความนั้นๆ

หน้าที่ของบรรณาธิการต่อผู้อ่าน 

        1. แจ้งให้ผู้อ่านทราบเกี่ยวกับผู้ให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยและบทบาทของผู้ให้ทุนวิจัยในการทำวิจัยนั้นๆ และการได้ผ่านกระบวนการรับรองจริยธรรมการวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์ของงานวิจัยนั้น

         2. แจ้งนโยบายการปรับปรุง และการพัฒนาวารสารให้ผู้อ่านทราบทุกครั้งก่อนมีการปรับปรุงและพัฒนา                                                 

หน้าที่ของผู้นิพนธ์ๆ     

  1. ผู้นิพนธ์ต้องมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าบทความที่ส่งมาตีพิมพ์นั้นเป็นผลงานใหม่และไม่เคย

ตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน     

  1. ผู้นิพนธ์ต้องได้รับการรับรองการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยมาก่อน และรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจาก

การทำวิจัย โดยไม่บิดเบือนข้อมูล หรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ

  1. ผู้นิพนธ์ต้องอ้างอิงผลงานของผู้อื่น ทุกส่วนของเนื้อหาหากมีการนำผลงานเหล่านั้นมาใช้ในผลงานของ

ตัวเอง ผู้นิพนธ์ต้องมีการอ้างอิงเสมอ และมีการจัดทำรายการอ้างอิงท้ายบทความ

  1. ผู้นิพนธ์ต้องเขียนบทความวิจัย การอ้างอิงให้ถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้ใน "คำแนะนำผู้เขียน”
  2. ผู้นิพนธ์และผู้ร่วมนิพนธ์ทุกคนที่มีชื่อปรากฏในบทความทุกคน ต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการดำเนินการวิจัยจริง
  3. ผู้นิพนธ์ต้องระบุผู้สนับสนุนหรือแหล่งทุนที่สนับสนุนในการทำวิจัยนี้
  4. ผู้นิพนธ์ต้องระบุผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความสัมพันธ์กับบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับวารสารหรือผู้

ประเมินที่เกี่ยวข้องกับบทความ (ถ้ามี)

หน้าที่ของผู้ประเมินบทความ                           

  1. ผู้ประเมินบทความต้องรักษาความลับโดยการใช้สัญลักษณ์แทนชื่อ หากทำไม่ได้ให้แจ้งบรรณาธิการ และไม่เปิดเผยข้อมบางส่วนหรือทุกส่วนที่ส่งมาเพื่อพิจารณา แก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องในช่วงของเวลาของการประเมินบทความ                   
  1. ผู้ประเมินบทความควรแจ้งให้บรรณาธิการวารสารทราบและปฏิเสธการประเมินบทความ หลังจากได้รับบทความจากบรรณาธิการวารสารหากพบว่าตัวเองอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ เช่น เป็นผู้ช่วยโครงการ หรือรู้จักผู้นิพนธ์เป็นการส่วนตัวหรือเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถได้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างอิสระได้                 
  1. ผู้ประเมินบทความควรประเมินบทความในสาขาวิชาที่มีความเชี่ยวชาญ หากไม่เชี่ยวชาญตรงกับเนื้อหาที่บรรณาธิการส่งไปให้ควรแจ้งให้บรรณาธิการทราบเพื่อพิจารณาผู้ประเมินใหม่ ในการพิจารณาบทความควรพิจารณาความสำคัญของเนื้อหาในบทความซึ่งจะมีต่อสาขาวิชานั้นๆ คุณภาพการวิเคราะห์และความเข้มข้นของผลงาน ไม่ควรใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่มีข้อมูลรองรับมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินบทความ
  2. หากพบว่าเนื้อหาสำคัญยังขาดการอ้างอิงผู้ประเมินบทความต้องเสนอแนะโดยระบุผลงานวิจัยที่สำคัญๆ และสอดคล้องกับบทความที่กำลังประเมิน แต่ผู้นิพนธ์ไม่ได้อ้างถึง เข้าไปในการประเมินบทความด้วย และหากพบว่ามีส่วนใดของบทความ ที่มีความเหมือนหรือซ้ำซ้อนกับผลงานชิ้นอื่นๆ ผู้ประเมินบทความต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบด้วย

การร้องเรียน

  • บรรณาธิการจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ปรากฏในผังการทำงานที่กำหนดโดยคณะกรรมการจริยธรรมการ

ตีพิมพ์ และมีการตอบกลับคำร้องเรียนในทันที โดยมีการแสดงในวารสารให้ผู้ร้องเรียนมั่นใจ และรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการส่งเรื่องที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขไปให้คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์

การสนับสนุนการอภิปราย

  • ควรมีช่องทางการเปิดเผยคำวิจารณ์บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร นอกจากการยกเว้นกรณีที่มีเหตุผล

อื่นที่ดีเพียงพอในการไม่เปิดเผยคำวิจารณ์นั้น

  • ควรมีช่องทางที่ให้ผู้นิพนธ์บทความที่มีคนอื่นวิจารณ์ให้สามารถชี้แจงตอบกลับได้ รวมถึงการศึกษาวิจัยที่มีผล

ขัดแย้งกับบทความวิจัยที่ลงตีพิมพ์ไปแล้ว ก็ควรได้รับโอกาสนี้เช่นกัน

  • มีช่องทางให้ผู้นิพนธ์ที่มีการศึกษาวิจัยที่มีการรายงานผลการวิจัยในด้านลบมีช่องทางอภิปรายเมื่อมีข้อสงสัย

เช่นกัน

สนับสนุนความถูกต้องทางวิชาการ

  • บรรณาธิการควรทำให้เกิดความมั่นใจว่าบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารเป็นที่ยอมรับตามหลักจริยธรรมสากล

และได้รับความเห็นชอบจากบุคคลที่มีอำนาจ เช่น คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย คณะกรรมการพิจารณาบทความของสถาบัน เป็นต้น แต่มิได้หมายความว่าบทความนั้นจะถูกต้องเสมอไป

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

  • บรรณาธิการควรปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นความลับ (เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้และแพทย์ เป็นต้น)

จะต้องมีหนังสือยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากคนไข้ หากชื่อ หรือ รูปของคนไข้ปรากฏในรายงานหรือบทความ อย่างไรก็ตามบรรณาธิการสามารถตีพิมพ์บทความได้โดยไม่ต้องมีเอกสารยินยอมหากบทความนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของคนทั่วไป (หรือมีความสำคัญในบางเรื่อง) หรือมีความยากลำบากในการได้มาซึ่งเอกสารยินยอม และบุคคลผู้นั้นไม่คัดค้านต่อการตีพิมพ์เผยแพร่ (จักต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขสามประการดังกล่าว)

การติดตามความประพฤติมิชอบ

  • บรรณาธิการมีหน้าที่ติดตามความประพฤติมิชอบในกรณีเกิดข้อสงสัยในบทความวิจัยทั้งได้รับการตีพิมพ์และ

ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์

  • บรรณาธิการมีหน้าที่ต้องติดตามบทความวิจัยที่ถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบเพื่อหาข้อเท็จจริง บรรณาธิการ

ไม่ควรปฏิเสธบทความวิจัยที่อาจจะมีประเด็นมิชอบในทันทีทันใด และควรแสวงหาคำตอบจากบุคคลผู้ถูกกล่าวหาก่อน แต่หากยังไม่พอใจต่อคำตอบที่ได้รับให้สอบถามหัวหน้าหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้อง (ซึ่งในบางครั้งอาจเป็นหน่วยงานที่ออกกฎระเบียบ) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • บรรณาธิการควรดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในผังการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์มีเมื่อ

ความจำเป็นต้องใช้ และควรพยายามทำให้เกิดความมั่นใจว่าได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องด้วยหลักเหตุและผล แต่หากไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวบรรณาธิการควรขวนขวายหาทางแก้ไขปัญหาซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากแต่ก็เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญ

การรับรองความถูกต้องของผลงานทางวิชาการ

  • บรรณาธิการต้องแก้ไขทันทีและด้วยความชัดเจนเมื่อมีการรับรู้ว่ามีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นกับบทความวิชาการที่

ตีพิมพ์ไปแล้ว รวมถึงมีประโยคที่นำไปสู่ความเข้าใจผิด หรือเป็นรายงานที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

  • บรรณาธิการต้องดำเนินการเพิกถอนบทความนั้นด้วยความชัดเจนที่จะสามารถพิสูจน์ได้ หากพบว่ามีการ

ประพฤติทุจริตภายหลังการดำเนินการตรวจสอบแล้ว ทั้งนี้การเพิกถอนนี้ต้องให้ผู้อ่านและระบบฐานข้อมูลอื่นๆทราบด้วย

ความสัมพันธ์กับเจ้าของวารสารและสำนักพิมพ์

  • บรรณาธิการควรพิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับการรับบทความเพื่อตีพิมพ์โดยยึดคุณภาพและความเหมาะสมกับ

ผู้อ่านมากกว่าผลตอบแทนทางการเงินหรือการเมือง ควรมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นอิสระของบรรณาธิการ และแม้ว่าสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและการเมืองของวารสารจะเป็นเช่นไร ไม่ควรใช้ความสัมพันธ์ของบรรณาธิการต่อสำนักพิมพ์และเจ้าของวารสารซึ่งมักมีความซับซ้อน

ประเด็นพิจารณาที่เกี่ยวข้องในเชิงพาณิชย์

  • บรรณาธิการควรประกาศนโยบายในด้านการโฆษณาที่เน้นเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระของ

วารสาร ต้องไม่ตีพิมพ์การโฆษณาที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และต้องยินดีที่จะตีพิมพ์คำวิจารณ์ต่างๆ ทั้งนี้ให้ยึดถือเกณฑ์เดียวกันกับการพิจารณาส่วนต่างๆ ของวารสาร

  • ในการนำบทความเดิมมาพิมพ์ใหม่นั้น ต้องให้คงลักษณะเดิมทุกประการยกเว้นหากจะมีการเพิ่มเติมส่วนที่แก้ไข

ผลประโยชน์ทับซ้อน

  • บรรณาธิการควรมีระบบในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน(การขัดกันด้านผลประโยชน์)ของบรรณาธิการเอง

รวมทั้งของเจ้าหน้าที่วารสาร ผู้นิพนธ์ ผู้ประเมินบทความ และสมาชิกกองบรรณาธิการ

กระบวนการจัดการกับข้อร้องเรียนที่มีต่อบรรณาธิการที่มีการส่งมาให้คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์

  • บรรณาธิการ/วารสารที่เป็นปัญหาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ เพื่อให้คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ พิจารณาได้เมื่อผู้นิพนธ์ ผู้อ่าน ผู้ประเมิน บรรณาธิการหรือสำนักพิมพ์วารสารมีข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน
  • การร้องเรียนบรรณาธิการวารสาร ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรไปที่บรรณาธิการโดยตรงก่อนในขั้นตอนแรก หากข้อร้องเรียนไม่ได้รับการแก้ไขเป็นที่น่าพอใจ ก็สามารถยื่นข้อร้องเรียนนั้นต่อคณะกรรมการต้นสังกัดของบรรณาธิการหรือผู้ตรวจการหน่วยงานใดๆ (ถ้ามี) แล้วจึงจะสามารถส่งต่อมาที่คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ได้ ทั้งนี้ให้แนบเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกอย่างมาด้วย
  • คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์จะรับข้อร้องเรียนภายใน 6 เดือนหลังจากวารสารได้พิจารณาข้อร้องเรียนเรียบร้อยแล้ว หรืออาจพิจารณานอกระยะเวลาดังกล่าวนี้เป็นกรณีพิเศษได้
  • คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์จะพิจารณากระบวนการ ไม่พิจารณาการร้องเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาของการตัดสินตีพิมพ์บทความของบรรณาธิการ หรือข้อวิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อหาในบทบรรณาธิการ
  • คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์จะไม่พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการเผยแพร่เอกสารมาตรฐานทางจริยธรรมนี้

เมื่อการร้องเรียนมีการส่งต่อมาที่คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์:

  1. ผู้ร้องเรียนยื่นข้อร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการ
  2. เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อร้องเรียนตามประเด็นต่อไปนี้:
    1. เป็นข้อร้องเรียนต่อสมาขิกในคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์
    2. เป็นข้อร้องเรียนที่อยู่ในขอบเขตการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์
    3. เป็นข้อร้องเรียนที่ไม่ได้รับการแก้ไขภายหลังส่งให้วารสารพิจารณาตามกระบวนการ
    4. เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ (วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548)
  3. ผู้ร้องเรียนต้องส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการร้องเรียนต่อวารสาร ที่วารสารรับทราบข้อร้องเรียนนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประธานของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์
  4. ประธานของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ทำการแจ้งให้บรรณาธิการของวารสารทราบถึงข้อร้องเรียนที่ส่งต่อมายังคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์
  5. สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น:
    1. บรรณาธิการไม่ให้ความร่วมมือ ในกรณีนี้ประธานของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์จะทำการแจ้งให้ผู้ร้องเรียนและเจ้าของวารสารรับทราบ
    2. บรรณาธิการตอบข้อร้องเรียนโดยมีประเด็นดังนี้:
      1. ประธานของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์และตัวแทน 1 คน ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยสมาชิกในสภาคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ ร่วมกันพิจารณาตัดสินว่าวารสารได้จัดการข้อร้องเรียนจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว และได้แจ้งข้อมูลต่อผู้ร้องเรียนและบรรณาธิการ
      2. ประธานคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์และตัวแทน 1 คน ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยสมาชิกในสภาคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ ร่วมกันตัดสินว่ามีความจำเป็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และได้แจ้งข้อมูลต่อผู้ร้องเรียนและบรรณาธิการวารสาร และทำรายงานการดำเนินการดังกล่าวเสนอไปยังคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องของสภาคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์
  6. คณะอนุกรรมการที่พิจารณาตัดสินข้อร้องเรียนควรประกอบไปด้วย ประธาน 1 ท่านและสมาชิกของสภาคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์จำนวน 3 ท่านเป็นอย่างน้อย ซึ่งสมาชิกจำนวน 2 ท่านต้องไม่ใช่บรรณาธิการ และไม่มีสมาชิกของคณะอนุกรรมการท่านใดที่เป็นสมาชิกของสำนักพิมพ์ (หรือต้นสังกัด) เดียวกัน กับบรรณาธิการผู้ถูกร้องเรียน
  7. หากประธานดำรงตำแหน่งอยู่ในสำนักพิมพ์ (หรือต้นสังกัด) เดียวกันกับบรรณาธิการผู้ถูกร้องเรียน ประธานจะทำการแต่งตั้งรองประธานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดูแลเอกสารต่างๆแทน
  8. เมื่อข้อร้องเรียนส่งมาถึงคณะอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการอาจจะดำเนินการต่อไปนี้
    1. เพิกถอนต่อข้อร้องเรียน และแจ้งเหตุผลต่อผู้ร้องเรียนและบรรณาธิการ
    2. ลงความเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบที่กำหนด

เมื่อคณะอนุกรรมการลงความเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบที่กำหนด ให้ทำรายงานเสนอต่อสภาคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์โดยอธิบายถึงลักษณะของการฝ่าฝืนและให้คำแนะนำว่าจะดำเนินการอย่างไร

  1. สภาคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ทำการพิจารณารายงานดังกล่าว ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนข้อแนะนำได้ หลังจากนั้นจะทำการแจ้งให้ผู้ร้องเรียน บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์ (วารสาร) รับทราบถึงข้อแนะนำ สุดท้ายซึ่งอาจมีดังนี้:
    1. ให้บรรณาธิการทำการขอโทษต่อผู้ร้องเรียนตามข้อร้องเรียนที่ได้รับ
    2. ให้บรรณาธิการทำการลงข้อความที่ได้รับจากคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ในวารสารของตน
    3. ให้วารสารทำการปรับปรุงกระบวนการดำเนินการของวารสาร
    4. ให้บรรณาธิการลาออกจากสมาชิกภาพของคณะกรรมการจริยธรรม ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือ
    5. ให้บรรณาธิการดำเนินการใดๆ ตามที่คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์มีความเห็นว่ามีความเหมาะสมต่อกรณีดังกล่าว

ขั้นตอนการอุทธรณ์

  • ผู้ร้องเรียนสามารถอุทธรณ์ต่อข้อแนะนำของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ได้ โดยสามารถร้องขอรายละเอียดของผู้ที่ต้องติดต่อได้ที่คณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์

อ้างอิงจาก https://www.publicationethics.org/files/2008%20Code%20of%20Conduct.pdf