Focus and Scope (นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์) วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ ที่มีคุณภาพสูงในสังคมศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อาชญาวิทยา สังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม และเวชระเบียน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน

- Peer Review Process (กระบวนการ Review) บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน (Double-Blinded)

- Language (ภาษาที่รับตีพิมพ์) ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

- Publication Frequency (กำหนดออก) วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม

- Sources of Support (ผู้ให้การสนับสนุน) สนับสนุนโดย ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

- Publication Ethics จริยธรรมในการเผยแพร่ผลงาน

ในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการต้องเป็นไปตามมาตรฐานการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ ที่กำหนดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยต้องคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ความเป็นผู้นิพนธ์ ความถูกต้องของข้อมูล การจัดการรูปภาพ การลอกเลียนโดยมิชอบ การอ้างอิงตามหลักวิชาการ ผลประโยชน์ทับซ้อน ความลับและความเป็นส่วนตัว การเผยแพร่ซ้ำ การตีพิมพ์แบ่งย่อย การส่งบทความตีพิมพ์มากกว่าหนึ่งแหล่ง การเลือกข้อมูลที่ตีพิมพ์ การสื่อสารโต้ตอบระหว่างผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย และการถอนบทความ โดยมีสาระสำคัญ ๆ สำหรับผู้นิพนธ์บทความ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบรรณาธิการ ดังต่อไปนี้    

ความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความ
1) รายชื่อผู้นิพนธ์บทความ: รายชื่อผู้นิพนธ์บทความที่ปรากฏในบทความควรเป็นนักวิจัย นักวิจัยร่วม ในกรณีที่เป็นบทความวิจัย หรือนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ในกรณีที่เป็นวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ หรือการค้นคว้าอิสระ ที่มีส่วนสำคัญในการคิดหัวข้อประเด็นการวิจัย ออกแบบงานวิจัย ดำเนินการ และวิเคราะห์ผลการวิจัยตามที่ปรากฏในบทความ โดยทุกคนควรมีส่วนร่วมอย่างสำคัญและควรได้รับการระบุชื่อว่าเป็นผู้นิพนธ์โดยเรียงลำดับตามสัดส่วนของการมีส่วนร่วม ผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือในลักษณะอื่น ๆ ควรได้รับการกล่าวถึงในกิตติกรรมประกาศ ผู้นิพนธ์บทความทุกท่านได้อ่านและยินยอมให้มีการส่งบทความ เผยแพร่บทความ และมีส่วนรับผิดชอบในผลงานที่ส่งมายังวารสาร

2) การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน: ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งอาจมีผลสำคัญหรือมีอิทธิพลต่อผลการวิจัยหรือการแปลผลการวิจัยดังที่ปรากฏอยู่ในบทความ แหล่งเงินทุนสนับสนุนการวิจัยหรือการจัดทำบทความจะต้องถูกกล่าวถึงในกิตติกรรมประกาศ

3) การเป็นผลงานต้นฉบับและการลอกเลียนผลงาน: เมื่อผู้นิพนธ์ส่งบทความมายังวารสารถือว่าเป็นการยืนยันของผู้นิพนธ์ต่อวารสารว่า เจ้าของบทความที่เป็นผลงานต้นฉบับคือผู้นิพนธ์ หรือคณะผู้นิพนธ์ ส่วนแนวคิดและข้อความต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ของผู้นิพนธ์ แต่ได้ถูกระบุไว้ในบทความจะต้องได้รับการอ้างอิงเนื้อหาอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ และผู้นิพนธ์ต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตใช้ภาพหรือขอลิขสิทธิ์จากงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น
4) การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในหลายวารสารหรือหลายแหล่ง: ผู้นิพนธ์จะต้องระบุรับรองในเอกสารนำส่งบทความว่า บทความที่ส่งมายังกองบรรณาธิการวารสารนั้นไม่เคยได้รับการเผยแพร่ในวารสารหรือนำเสนอในการประชุมวิชาการต่าง ๆ มาก่อน (เว้นแต่ว่ามีการเพิ่มเติมเนื้อหาอย่างสำคัญจนถือว่าเป็นงานที่ต่างจากงานที่นำเสนอ) และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารเล่มอื่น การส่งบทความเข้าสู่การพิจารณาของวารสารมากกว่า 1 ฉบับในเวลาเดียวกันถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดจริยธรรม
5) มาตรฐานการเขียนบทความ: บทความจะต้องนิพน์โดยมีรายละเอียดมากพอสมควรเพื่อทำให้ผู้อ่านสามารถใช้ประโยชน์ในการทำวิจัยต่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระเบียบวิธีวิจัยในประเด็นที่สำคัญ การนำเสนอข้อมูลในรายงานจะต้องมีความถูกต้อง การดัดแปลงข้อมูลหรือการเจตนาจงใจแปลผลข้อมูลอย่างไม่ถูกต้อง ถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดจริยธรรม
6) การเข้าถึงข้อมูลและการเก็บรักษาข้อมูล: กองบรรณาธิการวารสารอาจขอให้ผู้นิพนธ์ส่งมอบข้อมูลดิบที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องหากมีข้อสงสัย ดังนั้น ผู้นิพนธ์ควรเก็บข้อมูลของการวิจัยไว้หลังการวิจัยเสร็จสิ้นจนกว่าจะได้รับการตีพิมพ์บทความไปแล้วระยะหนึ่ง
7) การพบข้อผิดพลาดที่สำคัญในงานตีพิมพ์: หากผู้นิพนธ์พบความผิดพลาดที่มีความสำคัญในการวิจัยภายหลัง หรือพบความไม่ถูกต้องในงานที่ตีพิมพ์ ผู้นิพนธ์มีหน้าที่แจ้งต่อกองบรรณาธิการวารสารและประสานงานกับบรรณาธิการเพื่อให้ปรับแก้บทความให้มีความถูกต้องหรือถอนบทความหากจำเป็น

ความรับผิดชอบของผู้ทรงคุณวุฒิ
วารสารแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่ช่วยเหลือบรรณาธิการในการตัดสินว่าควรตีพิมพ์บทความหรือไม่ และในขณะเดียวกัน มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้นิพนธ์เพื่อพัฒนาคุณภาพบทความ ผู้ทรงคุณวุฒิควรถอนตัวจากการพิจารณาบทความถ้าพบว่าตนเองไม่อาจประเมินบทความได้ด้วยสาเหตุใดก็ตาม ความรับผิดชอบของผู้ทรงคุณวุฒิต่อการประเมินบทความมีดังนี้
1) การเปิดเผยข้อมูลและผลประโยชน์ทับซ้อน: ผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่รับพิจารณาบทความที่ตนเองมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่นเป็นบทความที่ตนเองมีส่วนร่วม หรือเป็นคู่แข่ง หรือมีความสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้นิพนธ์ บริษัท หรือหน่วยงานซึ่งเล็งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจะมีผลกระทบต่อการประเมินบทความอย่างสำคัญ
2) การประเมินบทความตามกำหนดเวลา: ผู้ทรงคุณวุฒิที่รับพิจารณาบทความควรส่งผลการประเมินภายในเวลาที่กำหนดผู้ทรงคุณวุฒิที่ทราบว่า ตนเองไม่สามารถประเมินบทความได้ด้วยสาเหตุใดก็ตาม ควรแจ้งบรรณาธิการโดยทันที
3) การถือว่าบทความเป็นความลับ: บทความที่ผู้ทรงคุณวุฒิรับประเมินควรถือเป็นเอกสารลับ ข้อมูลและแนวคิดต่าง ๆ ที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้รับทราบในกระบวนการตรวจสอบบทความนั้น ควรต้องถือเป็นความลับและต้องไม่ใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ควรแสดงบทความหรืออภิปรายพูดคุยเกี่ยวบทความที่ได้ประเมินกับผู้อื่น เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากบรรณาธิการ
4) ความปราศจากอคติในการประเมินบทความ : ผู้ทรงคุณวุฒิควรประเมินบทความด้วยความเป็นธรรมและปราศจากอคติ การวิพากษ์วิจารณ์โดยความชอบ/ไม่ชอบส่วนตัว ถือว่าไม่เหมาะสม ผู้ประเมินควรแสดงความเห็นของตนอย่างชัดเจน โดยอธิบายและให้เหตุผลว่าทำไมตนจึงเห็นเช่นนั้น คำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิควรละเอียดและสร้างสรรค์เพื่อช่วยให้ผู้นิพนธ์บทความสามารถพัฒนาบทความของตนต่อไปได้แม้ว่าบทความนั้นจะมีคุณภาพไม่ดีและถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ก็ตาม
5) การแจ้งถึงงานในอดีตที่เกี่ยวข้อง: ผู้ทรงคุณวุฒิควรระบุในความเห็นถึงงานในอดีตซึ่งบทความไม่ได้กล่าวถึง ข้อความที่กล่าวถึงงานในอดีตควรบอกถึงแหล่งที่มาด้วย (เช่น ชื่อวารสาร) ผู้ประเมินควรแจ้งต่อบรรณาธิการหากทราบว่า บทความที่พิจารณามีส่วนใดส่วนหนึ่งที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกับบทความที่อยู่ในการพิจารณาของวารสารอื่นหรืองานตีพิมพ์ในอดีต

ความรับผิดชอบของบรรณาธิการ
1) ความยุติธรรมในการประเมินบทความ: บรรณาธิการจะประเมินบทความในส่วนที่เป็นเนื้อหาทางวิชาการโดยไม่มีอคติในเรื่องคุณลักษณะใด ๆของผู้นิพนธ์หรือองค์กร
2) ความลับของบทความ: บรรณาธิการและกองบรรณาธิการจะไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบทความที่ส่งมายังวารสารกับผู้หนึ่งผู้ใดนอกจากผู้ประสานงานบทความ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ที่อาจเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ นอกจากนี้บรรณาธิการจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้กระบวนการพิจารณาบทความเป็นไปอย่างปกปิดแบบ 2 ด้านและเป็นธรรม โดยไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิกับผู้ใด (ยกเว้นเมื่อถูกร้องขอโดยเหตุผลอันจำเป็นสมควร และเล็งเห็นแล้วว่าจะไม่เกิดผลกระทบเชิงลบใด ๆ ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย)
3) การพบเห็นการกระทำผิดจริยธรรม: บรรณาธิการจะดำเนินการอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง หากพบว่ามีการกระทำผิดจริยธรรมทางวิชาการ ไม่ว่าบทความนั้นจะได้รับการตีพิมพ์หรือไม่ก็ตาม เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาทางจริยธรรมนั้น ทั้งนี้การปฏิเสธบทความด้วยเหตุผลทางด้านจริยธรรมจะต้องมีหลักฐานหรือเอกสารบ่งชี้ที่ชัดเจน
4) การเปิดเผยข้อมูลและผลประโยชน์ทับซ้อน: บรรณาธิการจะต้องทราบถึงแหล่งที่มาของเงินทุนวิจัยหรือแหล่งทุนสำหรับการจัดทำบทความ บรรณาธิการจะพยายามป้องกันไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผู้นิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคคลในกองบรรณาธิการ เอกสารต่าง ๆ ที่ถูกส่งมาเพื่อตีพิมพ์ยังกองบรรณาธิการวารสารจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการวิจัยและอื่น ๆ ของบรรณาธิการโดยปราศจากความยินยอมของผู้นิพนธ์
5) ความผิดพลาดที่พบในบทความที่ตีพิมพ์: เมื่อผู้นิพนธ์พบความผิดพลาดที่สำคัญหรือพบความไม่ถูกต้องในงานตีพิมพ์ของตนและได้แจ้งรายงานแก่บรรณาธิการ บรรณาธิการจะตีพิมพ์หน้าแก้ไขเพื่อปรับบทความให้มีความถูกต้อง หรือเพิกถอนบทความหากจำเป็น