สถานการณ์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของสวนสาธารณะ ในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ

  • ทิวากรณ์ ราชูธร
  • กาญจนา นาถะพินธุ
คำสำคัญ: สถานการณ์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย, สวนสาธารณะ, จังหวัดชัยภูมิ

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ด้านอนามัย
สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของสวนสาธารณะ 3 แห่ง ในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ เครื่องมือ
ในการวิจัย คือ แบบสอบถามผู้ที่มาใช้บริการสวนสาธารณะ จำนวน 580 คน และการสัมภาษณ์
เชิงลึก ประธานชุมชนจำนวน 3 คน และผู้ประกอบการร้านค้า จำนวน 12 คนช่วงเวลาทำการศึกษา
ระหว่าง เดือนพฤศจิกายน 2553 – มกราคม 2554 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
สำเร็จรูป STATA10 โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ
50.6 เพศหญิงร้อยละ 49.3 อายุอยู่ในช่วงน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 35.7 รองลงมาอายุระหว่าง
21-30 ปี ร้อยละ 34.6 ระดับการศึกษาพบว่าจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 33.6
อาชีพเป็นนักเรียนร้อยละ 47.5 รองลงมาเป็นอาชีพ ลูกจ้างบริษัท/ร้านค้า ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ
ประกอบธุรกิจส่วนตัว และอื่นๆ ร้อยละ 25.7, 14.3, 11.1 และ 1.4 ตามลำดับ และสถานที่พัก
อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลร้อยละ 76.8 อยู่นอกเขตเทศบาล ร้อยละ 21.1 ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม
ของสวนสาธารณะประชาชนที่มาใช้บริการส่วนใหญ่เห็นว่า อยู่ในระดับพอใช้ร้อยละ 88.5 ข้อเสนอแนะ
ควรเพิ่มจำนวนถังขยะให้ครอบคลุมพื้นที่บริเวณสวนสาธารณะ และควรนำขยะไปกำจัดทุกวันและ
ควรมีการบริการน้ำดื่มที่สะอาดแก่ประชาชนที่มาใช้บริการเพื่อเป็นการประหยัดและดีต่อสุขภาพ
ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกของสวนสาธารณะประชาชน ส่วนใหญ่เห็นว่า อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ
88.0 ข้อเสนอแนะควรเพิ่มการให้บริการฟรีของเครื่องเล่นฟรี หรือ เช่าในราคาถูก ควรเพิ่มสนาม
เด็กเล่นให้มากขึ้น โดยเฉพาะสนามฟุตบอลเล็กสำหรับเด็กเล็ก เพิ่มสนามแบดมินตัน และเพิ่ม
เรื่องความปลอดภัยของเครื่องเล่นในสนามและขยายลู่วิ่ง เพราะปัจจุบันแคบและแออัดเมื่อมีคน
มาใช้บริการพร้อมๆ กัน ด้านความปลอดภัยจากการใช้บริการประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าอยู่ในระดับ
พอใช้ร้อยละ 85.0 ข้อเสนอแนะควรเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพิ่มแสงสว่างของไฟฟ้ า
ในพื้นที่เสี่ยง เช่น มุมที่ต้นไม้หนาแน่น ควรมีการเปิ ด-ปิ ด สวนสาธารณะเป็นเวลาอย่างเคร่งครัด
ไม่ให้ เหล่ามิจฉาชีพพวกที่มาใช้สวนสาธารณะที่ไม่พึงประสงค์มาใช้ยามวิกาลและควรมีป้ าย
ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนจุดเสี่ยงอันตรายแก่ผู้มาใช้บริการ เช่น จุดบริเวณน้ำลึก จุดถนนลื่น
เป็นต้น ควรมีการศึกษาวิจัยรูปแบบวิจัยเพื่อส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ และ
มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเข้ามาประสานจัดการในการศึกษาวิจัยศักยภาพ
สวนสาธารณะทุกแห่ง จากนั้นนำผลการวิจัยที่ได้ไปจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาการดำเนินงาน
ให้สอดคล้องรองรับซึ่งกันและกันด้วยวิธีการเช่นนี้ จะทำให้การจัดการสวนสาธารณะมีเป้ าหมาย
ทิศทางที่เหมาะสมแก่ประเทศชาติและประชาชนยิ่งขึ้น

เผยแพร่แล้ว
2018-04-11
การอ้างอิงบทความ
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

บทความอื่นๆของผู้แต่ง

1 2 > >>