ปัจจัยทำนายการคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา

Main Article Content

ปรียนุช ชัยกองเกียรติ

Abstract

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ศึกษาการคงอยู่ในงาน และปัจจัยที่ร่วมทำนายการคงอยู่ในงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา จำนวน 248 คน คำนวณขนาดและสุ่มด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และหาค่าความตรงของแบบสอบถาม (IOC) ได้เท่ากับ 0.92 ทดสอบค่าความเที่ยงโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสร้างสมการทำนายการคงอยู่ในงานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นบันได  การวิจัยเชิงพรรณนานี้ศึกษาการคงอยู่ในงาน และปัจจัยที่ร่วมทำนายการคงอยู่ในงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา จำนวน 248 คน คำนวณขนาดและสุ่มด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน และหาค่าความตรงของแบบสอบถาม (IOC) ได้เท่ากับ 0.92 ทดสอบค่าความเที่ยงโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสร้างสมการทำนายการคงอยู่ในงานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นบันได  ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านบุคคลที่ทำให้คงอยู่ในงานในระดับมากคือ มีภาระที่ต้องดูแลครอบครัว (M= 4.11,  S.D. = 0.88) และภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัด/ใกล้เคียงที่ตั้งโรงพยาบาล (M= 4.07,  S.D. = 1.02) ส่วนปัจจัยด้านองค์กรคือ ด้านสัมพันธภาพของผู้ปฏิบัติงาน (M= 3.79,  S.D. = 0.72) ระยะเวลาการคงอยู่ในงานเฉลี่ย 10.13 ปี ( S.D. = 9.11) และคาดหวังว่าจะคงอยู่ในงานตลอดไป ร้อยละ 73.4 ส่วนอายุ ความคิดเห็นเกี่ยวกับภูมิลำเนา และรายได้ สามารถอธิบายความแปรปรวนของการคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพได้ร้อยละ 87.3 ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารองค์กรในการกำหนดนโยบาย และส่งเสริมกลยุทธ์ที่ใช้ในการธำรงรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้คงอยู่ในวิชาชีพพยาบาล และให้เพียงพอต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการพยาบาล

Article Details

Section
บทความวิจัย