ผลการใช้เศษเหลือทิ้งจากปาล์มน้ำมันในสูตรอาหารผสมสำเร็จในแพะต่อการใช้ประโยชน์ได้ของโภชนะปริมาณกรดไขมันที่ระเหยง่าย และเมแทบอไลซ์ในเลือด

Main Article Content

เทียนทิพย์ ไกรพรม สิทธิศักดิ์ จันทรัตน์

Abstract

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  ศึกษาผลของการใช้เศษเหลือทิ้งจากปาล์มน้ำมันในสูตรอาหารผสมสำเร็จต่อการใช้ประโยชน์ได้ของโภชนะ ปริมาณกรดไขมันที่ระเหยง่าย และเมแทบอไลซ์ในเลือดของแพะ โดยใช้แพะลูกผสมพื้นเมือง-แองโกลนูเบียน 50% เพศผู้ อายุ 1.1?0.02 ปี น้ำหนักตัวเฉลี่ย 25?3 กิโลกรัม จำนวน 5 ตัว ใช้แผนการทดลองแบบ 5 x 5  ลาตินสแควร์โดยแบ่งแพะทดลองออกเป็น 5 กลุ่มให้แพะได้รับอาหารผสมสำเร็จเศษเหลือทิ้งจากปาล์มน้ำมัน คือกลุ่มที่ 1 อาหารผสมสำเร็จฟางข้าว 30% กลุ่มที่ 2 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 20% กากตะกอนปาล์มน้ำมัน 30% กลุ่มที่ 3 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 40% กลุ่มที่ 4 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 20% กากตะกอนปาล์มน้ำมัน 20% และกลุ่มที่ 5 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 25% กากตะกอนปาล์มน้ำมัน 25%  การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  ศึกษาผลของการใช้เศษเหลือทิ้งจากปาล์มน้ำมันในสูตรอาหารผสมสำเร็จต่อการใช้ประโยชน์ได้ของโภชนะ ปริมาณกรดไขมันที่ระเหยง่าย และเมแทบอไลซ์ในเลือดของแพะ โดยใช้แพะลูกผสมพื้นเมือง-แองโกลนูเบียน 50% เพศผู้ อายุ 1.1?0.02 ปี น้ำหนักตัวเฉลี่ย 25?3 กิโลกรัม จำนวน 5 ตัว ใช้แผนการทดลองแบบ 5 x 5  ลาตินสแควร์โดยแบ่งแพะทดลองออกเป็น 5 กลุ่มให้แพะได้รับอาหารผสมสำเร็จเศษเหลือทิ้งจากปาล์มน้ำมัน คือกลุ่มที่ 1 อาหารผสมสำเร็จฟางข้าว 30% กลุ่มที่ 2 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 20% กากตะกอนปาล์มน้ำมัน 30% กลุ่มที่ 3 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 40% กลุ่มที่ 4 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 20% กากตะกอนปาล์มน้ำมัน 20% และกลุ่มที่ 5 อาหารผสมสำเร็จทางใบปาล์มน้ำมันหมัก 30% กากปาล์มน้ำมัน 25% กากตะกอนปาล์มน้ำมัน 25%  ผลการทดลองพบว่า ปริมาณวัตถุแห้งและโปรตีนที่แพะได้รับในกลุ่มที่ได้รับอาหารสูตรที่ 2 และ 4 มีค่าสูงกว่าแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1, 3 และ 5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) สัมประสิทธิ์การย่อยได้ของวัตถุแห้ง พบว่าแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 2, 4 และ 5 มีค่าสัมประสิทธิ์การย่อยได้ของวัตถุแห้งสูงกว่าแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1 และ 3 แตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) นอกจากนี้สัมประสิทธิ์การย่อยได้ของโปรตีน พบว่าแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 2 และ 4 มีค่าสัมประสิทธิ์การย่อยได้ของโปรตีนสูงกว่าแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1, 3 และ 5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) สมดุลของไนโตรเจน ในแพะกลุ่มที่ 2 มีค่าสูงสุดแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ส่วนปริมาณกรดไขมันระเหยง่ายพบว่า ค่าเฉลี่ยของกรดอะซิติคในแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1, 2, 4 และ 5 มีค่าสูงกว่าสูตรที่ 3 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ค่าเฉลี่ยของกรดโพรพิโอนิกในแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 3 และ 5 มีค่าสูงกว่าสูตรที่ 1, 2 และ 4 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) และค่าเฉลี่ยของกรดบิวทีริคในแพะที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1 และ 5 มีค่าสูงกว่าสูตรที่ 2, 3 และ 4 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) อย่างไรก็ตาม ค่าความเป็นกรดด่าง แอมโมเนียไนโตรเจน ของแพะทุกกลุ่มอยู่ในช่วงปกติ นอกจากนั้น ค่าปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น กลูโคส และยูเรียไนโตรเจนในเลือดของแพะทุกกลุ่มมีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ ดังนั้นจึงสามารถใช้อาหารผสมสำเร็จเศษเหลือทิ้งจากปาล์มน้ำมันเป็นอาหารแพะได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการกินได้ การย่อยได้ กรดไขมันที่ระเหยง่าย และเมแทบอไลซ์ในเลือดแพะ

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

Section
บทความวิจัย