ผลของโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณีสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายต่อการรับรู้คุณภาพการดูแลแบบประคับประคองและความพึงพอใจของผู้ดูแลหลัก

Main Article Content

กัลยา แซ่ชิต กิตติกร นิลมานัต

Abstract

การวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้คุณภาพการดูแลก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการพยาบาลการจัดการรายกรณีสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายและความพึงพอใจของผู้ดูแลหลักหลังได้รับโปรแกรม การคัดเลือก การวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้คุณภาพการดูแลก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการพยาบาลการจัดการรายกรณีสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายและความพึงพอใจของผู้ดูแลหลักหลังได้รับโปรแกรม การคัดเลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) กำหนดคุณสมบัติผู้ดูแลหลักดังนี้ 1) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายโดยตรง 2) รับทราบจากแพทย์ว่า ผู้ป่วยอยู่ในระยะท้ายและให้การดูแลแบบประคับประคอง และ 3) 
สามารถสื่อสารฟัง อ่าน เขียนภาษาไทยได้ในการให้ข้อมูลจำนวน 30 คน เข้าร่วมโปรแกรมการพยาบาลการจัดการรายกรณีสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายเป็นระยะเวลา 5 วัน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้ 1) ค้นหาและเลือกผู้ป่วย 2) ประเมินและวินิจฉัย
ปัญหา 3) วางแผนการดูแลที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตามปัญหาที่พบ 4) ดำเนินการตามแผน และ 5) ประเมินผลลัพธ์ของการจัดการรายกรณี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยและผู้ดูแลหลัก แบบประเมินการรับรู้คุณภาพ
การดูแล โดยใช้แบบสอบถามผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง และความพึงพอใจในบริการพยาบาล วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง และความพึงพอใจของผู้ดูแลหลักต่อรูปแบบการจัดการราย
กรณีสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ได้เท่ากับ .82 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและความพึงพอใจในบริการพยาบาลด้วยสถิติบรรยาย เปรียบเทียบการรับรู้คุณภาพการดูแลแบบ
ประคับประคอง ด้วยการวิเคราะห์สถิติทีคู่ (paired t-test) ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างรับรู้คุณภาพการดูแลสูงกว่าก่อนการดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.43, p < 0.001) และความพึงพอใจของผู้ดูแลหลักต่อโปรแกรมการพยาบาลการจัดการรายกรณีสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย
ระยะท้ายอยู่ในระดับสูง (x= 4.03, S.D. = .67) ดังนั้นหน่วยงานที่มีศูนย์การดูแลแบบประคับประคองควรมีการนำโปรแกรมการพยาบาลจัดการรายกรณีสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายไปใช้เพื่อส่งเสริมคุณภาพการดูแล

Article Details

Section
บทความวิจัย