Login or Register to make a submission.

Submission Preparation Checklist

As part of the submission process, authors are required to check off their submission's compliance with all of the following items, and submissions may be returned to authors that do not adhere to these guidelines.
  • ต้นฉบับที่ผู้เขียนส่งมาเพื่อการพิจารณาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดวารสารหนึ่งมาก่อน

  • ต้นฉบับที่ผู้เขียนส่งมาเพื่อการพิจารณาต้องไม่อยู่ระหว่างเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารอื่น

  • เนื้อหาในต้นฉบับควรเกิดจากการสังเคราะห์ความคิดขึ้นโดยผู้เขียนเองไม่ได้ลอกเลียนหรือตัดทอนมาจากผลงานวิจัยของผู้อื่น หรือจากบทความอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือปราศจากการอ้างอิงที่เหมาะสม

  • ผู้เขียนต้องเขียนต้นฉบับตามรูปแบบของข้อกำหนดในระเบียบการส่งต้นฉบับ Author Guidelines

Author Guidelines

วารสารวิจัย มสด.สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เปิดรับต้นฉบับทุกต้นเดือน มกราคม พฤษภาคม และกันยายน  ผู้เขียนส่งต้นฉบับที่พิมพ์ตามข้อกำหนดของรูปแบบวารสารวิจัย มสด สาขามนษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จำนวน 3 ชุด พร้อมแผ่นซีดี ส่งด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาที่

กองบรรณาธิการวารสารวิจัย มสด.

สถาบันวิจัยและพัฒนา  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

เลขที่ 295 ถนนราชสีมา เขตดุสิต

กรุงเทพมหานคร  10300

สามารถดูรายละเอียดดาวน์โหลดใบสมัครวารสารวิจัย มสด กระบวนการจัดทำวารสารวิจัย มสด และดูวารสารออนไลน์อย้อนหลัง ได้ที่ https://research.dusit.ac.th/researchjournal/th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2244-5280-2

ระเบียบการเขียนต้นฉบับวารสารวิจัย มสด

สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

                วารสารวิจัย มสด สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์
เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการในลักษณะนิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) นิพนธ์ปริทัศน์ (Review Article)
และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การศึกษา บริหารธุรกิจ การท่องเที่ยวและบริการ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการจัดพิมพ์ออกเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับแรก เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ฉบับที่สอง เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม และฉบับสุดท้าย เดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม) โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานจัดทำวารสารวิจัย มสด ดังต่อไปนี้ 
วารสารวิจัย มสด ดังต่อไปนี้

 

**คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดทั้งหมดเป็นไฟล์ .pdf**

 

1. ประกาศรับต้นฉบับจากผู้สนใจตีพิมพ์บทความรอบแรกเดือนธันวาคม รอบที่สองเดือนเมษายน
    รอบที่สามเดือนสิงหาคม
2. กองบรรณาธิการ ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความถูกต้อง และคุณภาพของบทความต้นฉบับ
3. กองบรรณาธิการ เตรียมต้นฉบับจัดส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาวิชานั้นๆ
    อ่านประเมินจำนวน 3 ท่านต่อเรื่อง
4. กองบรรณาธิการส่งต้นฉบับที่ปรับแก้ไขแล้วพร้อมสรุปผลการประเมินคุณภาพต้นฉบับ และ
    จัดส่งผู้เขียนเพื่อปรับแก้ไข และชี้แจงการปรับแก้ไขกลับมายังกองบรรณาธิการ
5. กองบรรณาธิการตรวจสอบการปรับแก้ไข ความถูกต้อง และรูปแบบการเขียนต้นฉบับ
6. กองบรรณาธิการออกหนังสือตอบรับการตีพิมพ์ และเผยแพร่ต้นฉบับดังกล่าว ผ่านทาง
    เว็บไชต์ของวารสารวิจัย มสด สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยแสดงสถานะที่ได้รับการตอบรับ
    ตีพิมพ์แล้ว (Accepted)
7. กองบรรณาธิการ ดำเนินการรวบรวมต้นฉบับที่จะตีพิมพ์และตรวจสอบความถูกต้อง ก่อน
    จัดส่งโรงพิมพ์เพื่อจัดทำวารสารฉบับร่าง
8. กองบรรณาธิการตรวจสอบวารสารฉบับร่างจากโรงพิมพ์ และเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ โดย
    แสดงสถานะในอยู่ระหว่างการตีพิมพ์ (In Press) และจัดส่งวารสารต้นฉบับให้ผู้เขียนเพื่อตรวจสอบ
    ความถูกต้อง
9. กองบรรณาธิการ ดำเนินการเผยแพร่วารสารวิจัย มสด สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
    ที่ตีพิมพ์แล้ว (Published) ทางเว็บไซต์ (https://research.dusit.ac.th/new/e-Journal) พร้อมทั้งส่ง
    วารสารฉบับตีพิมพ์ให้กับผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เขียน และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อใช้ประโยชน์

 

หลักเกณฑ์ในการลงตีพิมพ์บทความต้นฉบับ

1. ต้นฉบับที่ผู้เขียนส่งมาเพื่อการพิจารณาต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดวารสารหนึ่งมาก่อน
2. ต้นฉบับ ที่ผู้เขียนส่งมาเพื่อการพิจารณาต้องไม่อยู่ระหว่างเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารอื่น
3. เนื้อหาในต้นฉบับ ควรเกิดจากการสังเคราะห์ความคิดขึ้นโดยผู้เขียนเอง ไม่ได้ลอกเลียนหรือ
    ตัดทอนมาจากผลงานวิจัยของผู้อื่น หรือจากบทความอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือปราศจากการอ้างอิง
    ที่เหมาะสม
4. ผู้เขียนต้องเขียนต้นฉบับ ตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบการส่งบทความต้นฉบับ วารสารวิจัย
    มสด สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
5. ผลการประเมินต้นฉบับ มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ระดับการแก้ไข แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่
    ไม่มีการแก้ไข แก้ไขน้อย แก้ไขปานกลาง และแก้ไขมาก ส่วนที่ 2 ผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิต่อ
    การตีพิมพ์เผยแพร่ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ตีพิมพ์เผยแพร่โดยไม่มีการแก้ไข แก้ไขก่อนตีพิมพ์เผยแพร่
    เขียนใหม่ก่อนตีพิมพ์เผยแพร่ และไม่ควรตีพิมพ์เผยแพร่
    ในการพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิจัย มสด สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
    จะพิจารณาผลจากการประเมินในส่วนที่ 2 ซึ่งต้นฉบับนั้นต้องได้รับผลการประเมินตีพิมพ์เผยแพร่โดยไม่มี
    การแก้ไข หรือแก้ไขก่อนตีพิมพ์เผยแพร่เท่านั้น จึงจะได้รับการตอบรับการตีพิมพ์ (Accepted)
6. เมื่อได้รับผลการอ่านประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ผู้เขียนต้องปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะของ
    ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) และชี้แจงการแก้ไขต้นฉบับดังกล่าว มายังกองบรรณาธิการ
7. หลังจากผู้เขียนได้แก้ไขต้นฉบับแล้ว กองบรรณาธิการจะทำการตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง
8. กองบรรณาธิการจะทำการจัดส่งวารสารฉบับร่าง (In Press) ไปยังผู้เขียนเพื่อตรวจสอบความ
    ถูกต้องก่อนตีพิมพ์เผยแพร่

 

ระเบียบการจัดทำ และส่งต้นฉบับ

                กองบรรณาธิการได้กำหนดระเบียบในการจัดทำ และส่งต้นฉบับ ไว้ให้ผู้เขียนยึดเป็นแนวทาง
ในการดำเนินการ สำหรับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย มสด สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ
กองบรรณาธิการจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของต้นฉบับ ก่อนการตีพิมพ์ เพื่อให้วารสารมีคุณภาพ
สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้


1. การเตรียมบทความต้นฉบับ มีรายละเอียดดังนี้ 
     1.1 ขนาดของบทความต้นฉบับ พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษขนาด A 4 โดย กำหนดค่าความกว้าง
           19 เซนติเมตร ความสูง 26.5 เซนติเมตร และเว้นระยะห่างระหว่างขอบกระดาษด้านบนและซ้ายมือ
           3.5 เซนติเมตร ด้านล่างและขวามือ 2.5 เซนติเมตร
     1.2 รูปแบบอักษรและการจัดวางตำแหน่ง ภาษาไทยใช้รูปแบบอักษร TH SarabunPSK ภาษาอังกฤษใช้
           รูปแบบอักษร Times New Roman ทั้งเอกสาร พิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด โดยใช้ขนาด
           ชนิดของตัวอักษร รวมทั้งการจัดวาง ตำแหน่งดังนี้
             1) หัวกระดาษ ประกอบด้วย เลขหน้า ขนาด 12 ชนิดตัวธรรมดา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านขวา
             2) ชื่อเรื่องภาษาไทย ขนาด 16 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษ ความยาวไม่เกิน 2 บรรทัด
             3) ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ ขนาด 10.5 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษความยาวไม่เกิน
                 2 บรรทัด
             4) ชื่อผู้เขียน ภาษาไทยขนาด 14.5 กรณีเป็นภาษาอังกฤษ ขนาด 10.5 ชนิดตัวหนา
                 ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษ ใต้ชื่อเรื่อง ให้ใส่เครื่องหมายดอกจัน (*) กำหนดเป็นตัวยก
                 กำกับท้ายนามสกุลของผู้ประสานงานหลัก
             5) ชื่อผู้เขียน ภาษาอังกฤษ ขนาด 10.5 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งกึ่งกลางหน้ากระดาษใต้ชื่อเรื่อง
             6) หน่วยงานหรือสังกัดที่ทำวิจัยภาษาไทย ขนาด 14.5 กรณีเป็นภาษาอังกฤษ ขนาด 10.5
                 ชนิดตัวธรรมดา ตำแหน่ง กึ่งกลางหน้ากระดาษใต้ชื่อผู้เขียน ให้ใส่ตัวเลขยก (1) กำกับท้ายนามสกุล
                 และด้านหน้าหน่วยงานหรือสังกัด
             7) หน่วยงานหรือสังกัดที่ทำวิจัยภาษาอังกฤษ ขนาด 10.5 ชนิดตัวธรรมดา ตำแหน่ง กึ่งกลาง
                 หน้ากระดาษใต้ชื่อผู้เขียน
             8) เชิงอรรถ กำหนดเชิงอรรถในหน้าแรกของบทความ ให้ใส่เครื่องหมายดอกจันตามด้วย
                 ข้อความ “ผู้ประสานงานหลัก (Corresponding Author)” ภาษาไทยขนาด 10 ภาษาอังกฤษขนาด 8
                 ชนิดตัวหนา กิตติกรรมประกาศ(ถ้ามี)ระบุเฉพาะแหล่งทุน และหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณ เช่น
                 งานวิจัยเรื่องนี้ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก “ทุนงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต”
             9) หัวข้อบทคัดย่อภาษาไทยขนาด 14.5 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายใต้ที่อยู่/
                 หน่วยงานสังกัดของผู้เขียน เนื้อหา เนื้อหาบทคัดย่อไทย 14 ชนิดตัวธรรมดา จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์
                 บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้าย และพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน
           10) หัวข้อคำสำคัญภาษาไทยขนาด14.5 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้ายเนื้อหา
                 ภาษาไทย ขนาด 14 ชนิดตัวธรรมดาไม่เกิน 4 คำ เว้นระหว่างคำด้วย การเคาะ1 ครั้ง
           11) หัวข้อบทคัดย่อภาษาอังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้าน
                 ซ้ายใต้ที่อยู่/หน่วยงานสังกัดของผู้เขียน เนื้อหาบทคัดย่อภาษาอังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวธรรมดา
                 จัดพิมพ์ เป็น1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้าย และพิมพ์ให้ชิดขอบ
                 ทั้งสองด้าน
           12) หัวข้อคำสำคัญภาษาอังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้าน ซ้ายใต้บทคัดย่อ
                 ภาษาอังกฤษเนื้อหาภาษาอังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวธรรมดา ไม่เกิน 4 คำ เว้นระหว่างคำด้วย Comma (,)
           13) หัวข้อเรื่องภาษาไทย 14.5 อังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวหนา ตำแหน่งชิดขอบกระดาษด้านซ้าย
           14) หัวข้อย่อยภาษาไทย 14.5 ชนิดตัวหนา อังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวธรรมดา ระบุหมายเลขหน้า
                 หัวข้อย่อยโดยเรียงตามลำดับหมายเลขตำแหน่ง ให้ Tab 0.75 เซนติเมตรจากอักษรตัวแรก
                 ของหัวข้อเรื่อง
           15) เนื้อหาภาษาไทยขนาด 14 อังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวธรรมดา จัดพิมพ์เป็น 1 คอลัมน์ บรรทัดแรกเว้น
                 1 Tab จากขอบกระดาษด้านซ้าย และพิมพ์ให้ชิดขอบทั้งสองด้าน
           16) อ้างอิง (References) หัวข้อภาษาอังกฤษขนาด 10.5 ชนิดตัวหนา ชิดขอบซ้ายเนื้อหาภาษาไทยขนาด
                 14 ภาษาอังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวธรรมดา ตำแหน่งชื่อผู้เขียนชิดขอบซ้ายหากยาวเกิน 1 บรรทัดให้
                 Tab 0.75 เซนติเมตร การอ้างอิงเอกสารให้เขียนตามแบบ APA (American Psychological
                 Association)
           17) ผู้เขียน/คณะผู้เขียน ภาษาไทยขนาด 14.5 ชนิดตัวหน้า ชิดขอบซ้าย เนื้อหาชื่อผู้เขียนขนาด 14
                 ภาษาอังกฤษขนาด 10 ชนิดตัวหนา ให้ระบุคำนำหน้าชื่อได้แก่ นาย นาง นางสาวและตำแหน่งทาง
                 วิชาการ ตำแหน่งชื่อผู้เขียนชิดขอบซ้ายหากยาวเกิน 1 บรรทัดให้ Tab 0.75 เซนติเมตร ข้อมูลที่อยู่
                 ที่ติดต่อได้พร้อมรหัสไปรษณีย์ และอีเมลล์ ในตำแหน่งชิดขอบซ้ายหากยาวเกิน 1 บรรทัดให้ Tab
                 0.75 เซนติเมตร
1.3 จำนวนหน้า บทความต้นฉบับมีความยาวไม่เกิน 15 หน้า


3. การอ้างอิง
               การอ้างอิงเอกสารให้เขียนตามแบบ APA (American Psychological Association) โดยแปลรายการ
อ้างอิงาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษทุกรายการ โดยยังคงรายการอ้างอิงภาษาไทยเดิมไว้ด้วย
     3.1 หลักเกณฑ์การลงรายชื่อผู้แต่ง
           3.1.1 คำนำหน้าชื่อตามปกติให้ตัดออก ได้แก่ นาย นาง นางสาวและตำแหน่งทางวิชาการ
ยกเว้นผู้แต่งที่มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ยศทางตำรวจ ยศทางทหาร และตำแหน่งนักบวช นำหน้าชื่อ
ให้คงไว้ตามปกติ โดยไม่ตัดทิ้งหรือย้ายที่
           3.1.2 ผู้แต่งชาวต่างประเทศให้เขียนเฉพาะนามสกุล เช่น
                    1) Jean Piaget ลงว่า Piaget
                    2) Burrhus Federic Skinner ลงว่า Skinner
                    3) ถ้าผู้แต่งมี 2 คน ให้ลงชื่อทั้งหมด ระหว่างชื่อให้คั่นด้วย “ &” แล้ว Comma
                        (,) ตามด้วยปี ค.ศ. เช่น (Piaget & Skinner, 1996)

           3.1.3 ผู้แต่งมากกว่า 6 คน ให้ลงชื่อผู้แต่งคนแรกแล้วเชื่อมด้วย “และคณะ” หรือ “et al.”
     3.2 การอ้างอิงแทรกในเนื้อหา (ถ้าเป็นภาษาไทยให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ)
           การอ้างอิงแทรกในเนื้อหาจะมีชื่อผู้แต่ง และปี ที่พิมพ์ อยู่ในวงเล็บ แต่ถ้ามีชื่ออยู่แล้วให้ใส่เฉพาะปี
           ที่พิมพ์ในวงเล็บ เช่น
           1) สุริยา นาคทอง (2553) ได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกมักเกี่ยวข้องกับ แผ่นดินไหว
               ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงNaktong (2011) ได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก มักเกี่ยวข้อง
               กับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง
           2) การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก มักเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่าง รุนแรง
               (สุริยา นาคทอง, 2553)การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก มักเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่าง
               รุนแรง (Naktong, 2011)
     3.3 การอ้างอิงท้ายบทความ
           การเขียนรายการอ้างอิงท้ายบทความให้เรียงลำดับรายการตามตัวอักษร A-Z
           1) บทความ (ถ้าเป็นภาษาไทยให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ควบคู่มาด้วยทุกรายการ)

"ชื่อสกุลผู้แต่ง, ชื่อย่อ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่ (ฉบับที่), เลขหน้าที่ปรากฏบทความในวารสาร."

 

ชนะศึก นิชานนท์. (2554). ประสิทธิภาพของการประมาณค่าพารามิเตอร์แบบเบส์โดยใช้การสรุปอ้างอิง
           ความน่าเชื่อถือของโมเดลการตอบสนองข้อสอบ. วารสารวิจัย มสด สาขามนุษยศาสตร์
           และสังคมศาสตร์, 7(2), 59-75.
Nichanong, C.(2012). The Efficiency of Bayesian Parameter Estimation Based on 
           Generalizability in Item Response Modeling. SDU research Journal of Humanities
           and Social Sciences, 7(2),59-75. (in Thai).

 

           2) หนังสือ (ถ้าเป็นภาษาไทยให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ควบคู่มาด้วยทุกรายการ)

"ชื่อสกุลผู้แต่ง, ชื่อย่อ. (ปีพิมพ์). ชื่อเรื่อง. ครั้งที่พิมพ์. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์."

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2538). ประวัติการเมืองไทย. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, 2538.
Kasetsiri, C. (1995). Thai Political History. Bangkok: Dokya Publishing House. (in Thai).

 

           3) รายงานการวิจัย (ถ้าเป็นภาษาไทยให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ควบคู่มาด้วยทุกรายการ)
"ชื่อสกุลผู้แต่ง, ชื่อย่อ. (ปีที่พิมพ์). ชื่อเรื่อง (รายงานผลการวิจัย). สถานที่พิมพ์ : ชื่อหน่วยงานหรือสังกัด."

 

สุวิทย์ รุ่งวิสัย. (2541). ปัจจัยประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
           สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. รายงานการวิจัยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.
Roongvisai, S. (1998). Factors Contributing to Voting Decision for Members of the House
           of Representatives. A Research Report submitted to the Office of the House of
           Representatives. (in Thai).

 

           4) เว็บไซต์ (ถ้าเป็นภาษาไทยให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ควบคู่มาด้วยทุกรายการ)

"ชื่อสกุลผู้แต่ง, ชื่อย่อ. (ปีพิมพ์). ชื่อเรื่อง สืบค้นจาก วัน เดือน ปีที่สืบค้น, from ระบุ URL ของเว็บไซต์."

 

งานทะเบียนและสถิตินักศึกษา. (2549). สรุปภาพรวมจำนวนนักศึกษาของทุกระดับการศึกษาจำแนกตาม
           สาขาวิชา. สืบค้นเมื่อ 7 มิถุนายน 2549, สืบค้นจาก https://mis-pattani.pn.psu.ac.th/
           registra/studentsum/stdsum.home.php.AcademicServiceDivision.
Academic Service Division. (2006). The Summary of Student Number in Every Educational
           Level, Based on Their Majors. Retrieved June 7, 2006, from https://mis-pattani.pn.
           psu.ac.th/registra/studentsum/stdsum.home.php. (in Thai).

 

           5) หนังสือพิมพ์ (ถ้าเป็นภาษาไทยให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ ควบคู่มาด้วยทุกรายการ)

"ชื่อผู้เขียน, (ปี, วัน เดือน). ชื่อบทความ. ชื่อหนังสือพิมพ์, หน้า เลขหน้า."

 

ขติยา มหาสินธ์. (2545, 19 พฤษภาคม). เปิดศูนย์เทียบประสบการณ์สร้างชีวิตใหม่ให้แรงงานไทย. มติชน,
           หน้า 4
Mahasin, K. (2002). The New Life Center opened less experienced Thailand labor. Matichon,
           Page 4. (in Thai).

 

4. การเรียงลำดับเนื้อหาในต้นฉบับ
                เนื้อหา เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ในกรณีเขียนเป็นภาษาไทยควรแปลคำศัพท์
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้มากที่สุด (ในกรณีที่คำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำเฉพาะที่แปลไม่ได้หรือแปล
แล้วไม่ได้ความหมายชัดเจนให้ใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้) และควรใช้ภาษาที่ผู้อ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน
หากใช้คำย่อต้องเขียนคำเต็มไว้ครั้งแรกก่อนเนื้อหาต้องเรียงลำดับดังนี้


     4.1 ชื่อเรื่อง ควรสั้น และกะทัดรัด ความยาวไม่ควรเกิน 100 ตัวอักษร ชื่อเรื่องต้องมีทั้ง
           ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยให้นำชื่อเรื่องภาษาไทยขึ้นก่อน
     4.2 ชื่อผู้เขียน เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หากเกิน 6 คนให้เขียนเฉพาะคนแรกแล้ว
           ต่อท้ายด้วย และคณะ
     4.3 ระบุชื่อหน่วยงานหรือสังกัด ของผู้เขียน
     4.4 บทคัดย่อ เขียนทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เขียนสรุปสาระสำคัญของเรื่องอ่านแล้ว
           เข้าใจง่ายความยาวไม่ควรเกิน 250 คำ หรือ 15 บรรทัดโดยให้นำบทคัดย่อภาษาอังกฤษ (Abstract)
           ขึ้นก่อนทั้งนี้ บทคัดย่อภาษาไทย กับบทคัดย่อภาษาอังกฤษต้องมีเนื้อหาตรงกัน ใช้อักษรตัวตรง จะใช้
           ตัวเอนเฉพาะชื่อวิทยาศาสตร์ ระดับ สปีชี่ส์
     4.5 คำสำคัญ (Keywords) ให้อยู่ในตำแหน่งต่อท้ายบทคัดย่อ และ Abstract ทั้งนี้เพื่อ
           ประโยชน์ในการนำไปใช้ในการเลือกหรือค้นหาเอกสารที่มีชื่อเรื่องประเภทเดียวกันกับเรื่องที่ทำการวิจัย
     4.6 บทนำ เป็นส่วนของเนื้อหาที่บอกความเป็นมา และเหตุผลนำไปสู่การศึกษาวิจัย และ
           ควรอ้างอิงงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
     4.7 วัตถุประสงค์ ชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษา
     4.8 กรอบแนวคิด ชี้แจงความเชื่อมโยงตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ในการทำการวิจัย
     4.9 ระเบียบวิธีการวิจัย ควรอธิบายวิธีดำเนินการวิจัย โดยกล่าวถึงวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ที่มาของ
           กลุ่มตัวอย่างแหล่งที่มาของข้อมูล การเก็บและรวบรวมข้อมูล การใช้เครื่องมือ สถิติที่ใช้ในการวิจัย
           และการวิเคราะห์ข้อมูล
    4.10 ผลการวิจัย เป็นการเสนอสิ่งที่ได้จากการวิจัยเป็นลำดับอาจแสดงด้วยตาราง กราฟแผนภาพ
           ประกอบการอธิบาย ทั้งนี้ถ้าแสดงด้วยตาราง ควรเป็นตารางแบบไม่มีเส้นขอบตารางด้านซ้ายและขวา 
           หัวตารางแบบธรรมดาไม่มีสี ตารางควรมีเฉพาะที่จำเป็น ไม่ควรมีเกิน 5 ตาราง สำหรับรูปภาพประกอบ
           ควรเป็นรูปภาพขาว-ดำ ที่ชัดเจน และมีคำบรรยายใต้รูป กรณีที่ผู้เขียนต้นฉบับประสงค์จะใช้ภาพสีจะต้อง
           เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว
    4.11 สรุปผลการวิจัย ควรสรุปผลการวิจัยให้กระชับ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ และ วิธีการศึกษา
    4.12 อภิปรายผล ควรมีการอภิปรายผลการวิจัยว่าเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่
           เพียงใด และควรอ้างทฤษฎีหรือเปรียบเทียบการทดลองของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องประกอบ เพื่อให้ผู้อ่านเห็น
           ด้วย ตามหลักการหรือคคัดค้านทฤษฎีที่มีอยู๋เดิม รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการนำผลไปใช้ประโยชน์และ
           การให้ ข้อเสนอแนะสำหรับวิจัยในอนาคต 
    4.13 ข้อเสนอแนะ ควรมี 2 ส่วนคือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานวิจัย และข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 
    4.14 ผู้เขียนหรือคณะผู้เขียน ในส่วนท้ายของบทความให้เรียงลำดับตามรายชื่อในส่วนหัวเรื่องของบทความ
           โดยระบุตำแหน่งทางวิชาการ ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้

 

5. การส่งต้นฉบับ
                ผู้เขียนส่งต้นฉบับที่พิมพ์ตามข้อกำหนดของรูปแบบวารสารวิจัย มสด สาขามนษยศาสตร์และ
   สังคมศาสตร์ จำนวน 3 ชุด พร้อมแผ่นซีดี ส่งด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาที่

 

                               กองบรรณาธิการวารสารวิจัย มสด 
                               สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 
                               เลขที่ 295 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต 
                               กรุงเทพมหานคร 10300

 

                ทั้งนี้ผู้ส่งต้นฉบับต้องส่งคำขอส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในระบบ R-system ผ่านเว็บไชต์ https://research.dusit.ac.th/r-system ด้วย
   

6. การประเมิน และลิขสิทธิ์
     5.1 การอ่านประเมินบทความต้นฉบับ ต้นฉบับจะได้รับการอ่านประเมิน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จาก
           ภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยในสาขาวิชานั้นๆ จำนวน 3 ท่านต่อเรื่องและส่งผลการอ่านประเมินคืน
           ผู้เขียนให้เพิ่มเติม แก้ไข หรือพิมพ์ต้นฉบับใหม่แล้วแต่กรณี ทั้งนี้กองบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็น
           บุคคล ที่อยู่คนละหน่วยงานกับผู้เขียนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้
           ส่วนเสียต่อผู้เขียน หรือบทความวิจัยดังกล่าว 
     5.2 ลิขสิทธิ์ ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย มสด สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ถือเป็น
           กรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำเว้นเสีย
           แต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเป็นลายลักษณ์อักษร 
     5.3 ความรับผิดชอบ เนื้อหาต้นฉบับที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ทั้งนี้ไม่รวมความ
           ผิดพลาดอันเกิดจากเทคนิคการพิมพ์

Privacy Statement

The names and email addresses entered in this journal site will be used exclusively for the stated purposes of this journal and will not be made available for any other purpose or to any other party.