https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/issue/feed วารสารกายภาพบำบัด 2019-02-28T09:50:37+07:00 Chitanongk Gaogasigam chitanongg@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>เป้าหมายและขอบเขต:</strong></p> <p>วารสารกายภาพบำบัด เป็นวารสารอย่างเป็นทางการของสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย วารสารนี้มีพันธกิจในการเผยแพร่และแบ่งปันความรู้ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้านกายภาพบำบัดซึ่งสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติทางกายภาพบำบัดคลินิกรวมถึงการเรียนการสอนทางด้านกายภาพบำบัด วารสารนี้เผยแพร่บทความประเภท บทความวิจัย บทความปริทัศน์ และจดหมายถึงบรรณาธิการ</p> <p><strong>ISSN:&nbsp;</strong>0125-4634&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา: </strong>บทความต้นฉบับทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นอย่างน้อยสองท่านผ่านกระบวนการ double-blinded review</p> <p><strong>ความถี่:</strong>&nbsp;ตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ในเดือน มกราคม-เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, และ กันยายน-ธันวาคม&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>ภาษา:</strong>&nbsp;บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ, บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ&nbsp;</p> <p><strong>สามารถเข้าถึงบทความผ่านทางออนไลน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย</strong></p> https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/175028 ความสัมพันธ์ระหว่างการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อลำตัวแบบแยกส่วนและการทรงตัวในเด็กที่มีภาวะการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่อง 2019-02-28T09:42:36+07:00 Noppharath Sangkarit noppharath.sang@gmail.com Weerasak Tapanya noppharath.sang@gmail.com Sirinthip Kumfu noppharath.sang@gmail.com Parichat Prangkeaw noppharath.sang@gmail.com Aoratai Armat noppharath.sang@gmail.com <p><strong>ที่มาและความสำคัญ:</strong> เด็กที่มีการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่องที่จำกัดการทำงานของร่างกายส่งผลให้เรียนรู้การทรงท่าในแนวตั้งตรงล่าช้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความล่าช้าของการทรงท่าในเด็ก จึงควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวและการทรงตัว ที่อาจเป็นปัจจัยเพิ่มการทรงตัวในเด็กที่มีการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่องได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวโดย Segmental Assessment of Trunk Control (SATCo) กับการทรงตัวโดย Pediatrics Balance Scale (PBS) ในอาสา สมัครเด็กที่มีการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่อง ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพะเยาและประจำจังหวัดลำปาง อายุ 5-14 ปี จำนวน 21 ราย</p> <p><strong>วิธีการวิจัย:</strong> อาสาสมัครเด็กที่มีการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่องทุกราย (ชาย 15 ราย หญิง 6 ราย) ได้รับการทดสอบการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวด้วยการประเมิน SATCo และทดสอบการทรงตัวในเด็กด้วย PBS ใช้สถิติ Spearman's rank correlation coefficient เพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ต้องการศึกษาโดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่าเด็กที่มีการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่องที่ระดับ total SATCo มีความสัมพันธ์กับการทรงตัวกับการยกแขนขนานพื้นและเอนตัวไปข้างหน้า (reaching forward with outstretched arm) ในเชิงลบระดับพอใช้ (r=-0.440, p=0.046) ส่วนการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่องด้วย SATCo ที่สภาวะ static เมื่อถูกประเมินการทรงตัวโดย PBS มีความสัมพันธ์กับหัวข้อการยืน 30 วินาทีโดยไม่ยึดเกาะ (standing unsupported) มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางถึงดี (r=0.578, p=0.006) และหัวข้อวางเท้าต่อเท้า (standing with one foot in front) มีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับพอใช้ (r=-0.433, p=0.050) และการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่องของ SATCo ที่สภาวะ total static และactive มีความสัมพันธ์กับ PBS หัวข้อการยืนนิ่งหลับตา (standing with eyes closed) มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (r=0.595, p=0.004; r=0.665, p=0.001; r=0.537, p=0.006) ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวในเด็กมีความสัมพันธ์ต่อการทรงตัวในเด็ก (functional balance) ที่มีการควบคุมกล้ามเนื้อลำตัวบกพร่อง</p> 2019-02-28T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/114872 พฤติกรรมการสะพายกระเป๋าและน้ำหนักกระเป๋าเฉลี่ยของเด็กวัยเรียน 2019-02-28T09:45:54+07:00 Piyatida Arunwattanachok piyatidan@nu.ac.th Nuanlaor Thawinchai nuanlaor.thawinchai@cmu.ac.th Maliwan Indongloy arm.2216@gmali.com Jindaphon Rungin lovejwerry@gmail.com Atcharapohn Pichaiworaphat krataiatcharaporn@gmail.com Kannika Prukmath Prukmath.pt@gmail.com Jamjuree Takam Rose_ck@hotmail.com Natthaya Kongaroon Natthaya_kongaroon@hotmail.co.th <p><strong>บทนำ</strong> พฤติกรรมการใช้กระเป๋านักเรียนที่ไม่เหมาะสม รวมถึงน้ำหนักของกระเป๋าที่มากเกินไป เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่าทางของร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการปวดต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อในเด็กวัยเรียนได้ <strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้กระเป๋าและน้ำหนักกระเป๋าเฉลี่ยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น</p> <p><strong>วิธีการ</strong> เก็บข้อมูลนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 &nbsp;โรงเรียนจ่านกร้อง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 309 คน โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้กระเป๋าและอาการปวดจากการสะพายกระเป๋านักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยรายงานออกมาเป็นค่าร้อยละของน้ำหนักกระเป๋าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>นักเรียนส่วนใหญ่ใช้กระเป๋าสะพายหลังสองสายแบบไม่มีสายรัดอกและเอว (ร้อยละ 77)&nbsp; สะพายกระเป๋าที่ระดับต่ำกว่าเอว (ร้อยละ 45.6)&nbsp; ใช้เวลาสะพายน้อยกว่า 10 นาทีต่อวัน (ร้อยละ 32.4)&nbsp; โดยสะพายกระเป๋าระหว่างเดินทางไปกลับบ้านและโรงเรียน (ร้อยละ 35.6) ส่วนมากมีอาการปวดบริเวณไหล่ทั้งสองข้าง (ร้อยละ 62) และค่าร้อยละของน้ำหนักกระเป๋าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 6.22±3.04 &nbsp;</p> <p><strong>สรุปการศึกษา</strong> นักเรียนส่วนใหญ่ใช้กระเป๋าที่มีค่าร้อยละของน้ำหนักกระเป๋าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวไม่เกิน 10 &nbsp;ตามคำแนะนำโดยทั่วไป แต่ยังมีพฤติกรรมการใช้กระเป๋าไม่เหมาะสม &nbsp;และวิธีการสะพายกระเป๋าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น การให้ความรู้และคำแนะนำ ให้นักเรียนตระหนักถึงการสะพายกระเป๋าที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของเด็กต่อไป</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> 2019-02-28T00:00:00+07:00 ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/123225 การเปรียบเทียบการประสานสัมพันธ์ของการเอื้อมและจับวัตถุขณะมีสิ่งกีดขวางระหว่างผู้สูงอายุและวัยรุ่น 2019-02-28T09:48:20+07:00 Nuttakarn Runnarong nuttakarn@g.swu.ac.th Jarugool Tretriluxana jarugool.tre@mahidol.ac.th Kwanrudee Chookhaw mild_za_m@hotmail.com Thanatcha Chotpinit ammytc@gmail.com Rujapa Khongphun ruchapha.kp@gmail.co <p style="margin: 16px 0px 0px; text-align: justify; line-height: 200%; text-justify: inter-cluster;"><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;" lang="TH">ที่มาและความสำคัญ</span></strong><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;">:</span></strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;" lang="TH"> <span style="margin: 0px; letter-spacing: -0.2pt;">การเอื้อมและจับวัตถุเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องอาศัยการทำงานประสานสัมพันธ์</span>กัน อย่างไรก็ตามการวิจัยก่อนหน้าพบว่าการประสานสัมพันธ์ของการเอื้อมและจับวัตถุในผู้สูงอายุยังมีความขัดแย้งกัน </span></p> <p style="margin: 16px 0px 0px; text-align: justify; line-height: 200%; text-justify: inter-ideograph;"><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;" lang="TH">วัตถุประสงค์</span></strong><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;">:</span></strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;"> <span style="margin: 0px;" lang="TH">เพื่อเปรียบเทียบลักษณะการเคลื่อนไหว และการประสานสัมพันธ์ของการเอื้อมและจับวัตถุขณะที่มีสิ่งกีดขวางระหว่างวัยรุ่นและผู้สูงอายุ </span></span></p> <p style="margin: 0px 0px 0px 0.93px; text-align: justify; line-height: 200%; text-indent: -0.7pt; text-justify: inter-cluster;"><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;" lang="TH">วิธีการวิจัย</span></strong><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;">:</span></strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;"> <span style="margin: 0px;" lang="TH">ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นอาสาสมัครที่ถนัดมือขวา จำนวน </span>20 <span style="margin: 0px;" lang="TH">คน แบ่งออกเป็นกลุ่มวัยรุ่น </span>(19-22 <span style="margin: 0px;" lang="TH">ปี</span>) <span style="margin: 0px;" lang="TH">และกลุ่มผู้สูงอายุ </span>(61-69 <span style="margin: 0px;" lang="TH">ปี</span>) <span style="margin: 0px;" lang="TH">กลุ่มละ </span>10 <span style="margin: 0px;" lang="TH">คน ทำการทดลองโดยการเอื้อมมือและจับวัตถุที่อยู่ห่างจากจุดเริ่มต้น </span>30 <span style="margin: 0px;" lang="TH">เซนติเมตร โดยเคลื่อนไหวให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ และไม่ชนสิ่งกีดขวาง ข้อมูลการเคลื่อนไหวทางไคเนมาติกส์ถูกบันทึกด้วยเครื่อง </span>Electromagnetic motion analysis (MotionMonitor) <span style="margin: 0px;" lang="TH">และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสหสัมพันธ์ไขว้ </span>(Cross correlation analysis) <span style="margin: 0px;" lang="TH">เพื่อวิเคราะห์การประสานสัมพันธ์</span></span></p> <p style="margin: 0px; text-align: justify; line-height: 200%; text-justify: inter-ideograph;"><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;" lang="TH">ผลการวิจัย</span></strong><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;">:</span></strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;"> <span style="margin: 0px;" lang="TH">ลักษณะการเคลื่อนไหวขององค์ประกอบการเอื้อมที่เกี่ยวข้องทางด้านเวลา </span>(<span style="margin: 0px;" lang="TH">ค่าเวลาที่เกิดความเร็วสูงสุดขณะเอื้อม</span>, 291.67 ±92.51 <span style="margin: 0px;" lang="TH">มิลลิวินาที</span>) <span style="margin: 0px;" lang="TH">และความเร็วในการเอื้อมของกลุ่มผู้สูงอายุช้าลง </span>(<span style="margin: 0px;" lang="TH">ค่าความเร็วสูงสุด</span>, 93.42 ±28.96 <span style="margin: 0px;" lang="TH">เซนติเมตร</span>/<span style="margin: 0px;" lang="TH">วินาที</span>)<span style="margin: 0px;">&nbsp; </span><span style="margin: 0px;" lang="TH">เมื่อเทียบกับกลุ่มวัยรุ่น (ค่าเวลาที่เกิดความเร็วสูงสุดขณะเอื้อม</span>, 194.20 ±55.83 <span style="margin: 0px;" lang="TH">มิลลิวินาที และค่าความเร็วสูงสุด</span>, 128.80 ±26.87 <span style="margin: 0px;" lang="TH">เซนติเมตร</span>/<span style="margin: 0px;" lang="TH">วินาที</span>; p&lt;0.05) <span style="margin: 0px;" lang="TH">ลักษณะการเคลื่อนไหวขององค์ประกอบการจับที่เกี่ยวข้องทางด้านเวลา </span>(<span style="margin: 0px;" lang="TH">ค่าเวลาที่เกิดการเปิดมือสูงสุด</span>, 516.40 ±154.73 <span style="margin: 0px;" lang="TH">มิลลิวินาที</span>) <span style="margin: 0px;" lang="TH">และการวางแผนการเปิดปิดนิ้วมือในกลุ่มผู้สูงอายุช้าลง </span>(<span style="margin: 0px;" lang="TH">ค่าร้อยละของเวลาที่เกิดการเปิดมือสูงสุด</span>, 73.11 ±5.29%)<span style="margin: 0px;">&nbsp; </span><span style="margin: 0px;" lang="TH">เมื่อเทียบกับวัยรุ่น </span>(<span style="margin: 0px;" lang="TH">ค่าเวลาที่เกิดการเปิดมือสูงสุด</span>, 330.47 ±80.06 <span style="margin: 0px;" lang="TH">มิลลิวินาที</span>; p&lt;0.01 <span style="margin: 0px;" lang="TH">และ ค่าร้อยละของเวลาที่เกิดการเปิดมือสูงสุด</span>, 67.59 ±6.16%; p&lt;0.05) <span style="margin: 0px;" lang="TH">และกลุ่มผู้สูงอายุมีการทำงานประสานสัมพันธ์ของการเอื้อมมือจับวัตถุทางด้านเวลาลดลง โดยพบว่าช่วงเวลาที่ทำให้เกิดค่าการประสานสัมพันธ์ของการเอื้อมและจับวัตถุนานขึ้น </span>(<em>T<sub>max</sub></em>, 215.40 ±86.24 <span style="margin: 0px;" lang="TH">มิลลิวินาที</span>) <span style="margin: 0px;" lang="TH">เมื่อเทียบกับกลุ่มวัยรุ่น </span>(<em>T<sub>max</sub></em>, 98.20 ±36.37 <span style="margin: 0px;" lang="TH">มิลลิวินาที</span>; p&lt;0.01)<span style="margin: 0px;">&nbsp; </span></span></p> <p style="margin: 0px; text-align: justify; line-height: 200%; text-justify: inter-ideograph;"><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;" lang="TH">สรุปผล</span></strong><strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;">:</span></strong><span style="margin: 0px; color: windowtext; line-height: 200%; font-family: 'Cordia New',sans-serif; font-size: 14pt;"> <span style="margin: 0px;" lang="TH">กลุ่มผู้สูงอายุมีความเสื่อมลงของการประสานสัมพันธ์ทางด้านเวลา รวมทั้งลักษณะการเคลื่อนไหวทางด้านเวลาของทั้งการเอื้อมและการจับวัตถุเมื่อเทียบกับกลุ่มวัยรุ่น </span></span></p> 2019-02-28T09:19:20+07:00 ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/125932 ความตรงของการใช้สมาร์ตโฟนในการประเมินตัวแปรด้านระยะทางและเวลาการเดินและระยะเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางมวลขณะเดินเพียงอย่างเดียวและเดินพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นร่วมด้วย 2019-02-28T09:50:37+07:00 Paphawee Prupetkaew papha.eye@gmail.com Vipul Lugade vlugade@gmail.com Teerawat Kamnardsiri teerawat.k@cmu.ac.th Patima Silsupadol patima.s@cmu.ac.th <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่มาและความสำคัญ</strong><strong>: </strong>การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อประเมินการเดินในสิ่งแวดล้อมอิสระมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยในปัจจุบันได้มีการนำสมาร์ตโฟนมาใช้ทางการแพทย์กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากราคาไม่แพง พกพาสะดวกและมีเซนเซอร์ที่สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้</p> <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความตรงของเซนเซอร์วัดความเร่งบนสมาร์ตโฟนในการประเมินตัวแปรด้านระยะทางและระยะเวลาในการเดินและระยะเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางมวลขณะเดินเพียงอย่างเดียวและเดินร่วมกับทำกิจกรรมต่างๆร่วมด้วย โดยอ้างอิงกับเครื่อง motion capture system</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิธีการวิจัย</strong><strong>: </strong>คนหนุ่มสาวและผู้สูงอายุสุขภาพดี จำนวน 24 คน ได้รับการประเมินการเดินเป็นระยะทาง 10 เมตร ภายใต้เงื่อนไขเดินเพียงอย่างเดียวและเดินพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมด้วยอีก 4 เงื่อนไข โดยประเมินความตรงจากตัวแปรการเดิน (เวลาก้าวเท้า ระยะก้าวเท้า&nbsp; ความเร็วในการเดิน อัตราการก้าวเท้าต่อนาที และระยะเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางมวล) ที่คำนวณได้จากสมาร์ตโฟนและ motion capture system โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> เซนเซอร์วัดความเร่งบนสมาร์ตโฟนมีความตรงอยู่ในระดับสูงถึงสูงมากในการประเมินตัวแปรด้านการเดินทั้งขณะเดินเพียงอย่างเดียว (r = 0.789 - 0.990, p &lt; 0.001)&nbsp; และเดินพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นร่วมด้วย (r = 0.811 - 0.990, p &lt; 0.001) และยังพบว่ามีความตรงอยู่ในระดับปานกลางเมื่อประเมินระยะเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางมวลในแนวดิ่งขณะเดินเพียงอย่างเดียว (r = 0.563, p &lt; 0.001) และอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (r = 0.588 -0.745, p &lt; 0.001) ขณะเดินพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นร่วมด้วย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สรุปผล:</strong> เครื่องวัดความเร่งบนสมาร์ตโฟนมีความตรงในการประเมินการเดินทั้งขณะเดินเพียงอย่างเดียวและเดินพร้อมกับทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมด้วย ดังนั้นอาจนำสมาร์ตโฟนมาใช้เพื่อประเมินการเดินในรูปแบบต่างๆ ทั้งในคลินิกและชุมชนได้ต่อไป</p> 2019-02-28T09:21:17+07:00 ##submission.copyrightStatement##