Nursing Journal of The Ministry of Public Health https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>วัตถุประสงค์<br></strong></span>วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านการพยาบาลทุกสาขาและการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เช่น บทความวิชาการ เป็นบทความทางการพยาบาล การศึกษาพยาบาล การบริหารและงานทางวิชาชีพ เป็นต้น</p> <p>ตั้งแต่ปี 2555 วารสารจัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ (จากเดิมออกปีละ 2 ฉบับ) ฉบับที่ 1 มกราคม–เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน–ธันวาคม (อัตราค่าสมาชิก 3 เล่ม 300 บาท/ปี)</p> <div id="__if72ru4sdfsdfrkjahiuyi_once" style="display: none;">&nbsp;</div> <div id="__if72ru4sdfsdfruh7fewui_once" style="display: none;">&nbsp;</div> <div id="__hggasdgjhsagd_once" style="display: none;">&nbsp;</div> en-US <p>บทความและรายงานวิจัยในวารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข เป็นความคิดเห็นของ ผู้เขียน มิใช่ของคณะผู้จัดทำ และมิใช่ความรับผิดชอบของสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสามารถนำไปอ้างอิงได้</p><div id="__if72ru4sdfsdfrkjahiuyi_once" style="display: none;"> </div><div id="__if72ru4sdfsdfruh7fewui_once" style="display: none;"> </div><div id="__hggasdgjhsagd_once" style="display: none;"> </div> n.tnaph@gmail.com (ดร.ศุกร์ใจ เจริญสุข) n.tnaph@gmail.com (BAISRI NUAL-IN) Wed, 02 May 2018 00:00:00 +0700 OJS 3.1.0.1 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 Generation Y Professional Nurses: A Challenge for Nursing Administrators https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121129 <p>Nowadays, Generation Y professional nurses are playing an important role in the nursing profession as it is an important force in nursing practice to take care people’s health. However, the literature review showed that Generation Y professional nurses were more likely to leave the nursing organization than other groups. Therefore, it is a challenge for nursing administrators to formulate policies or guidelines for the management of professional nurses to increase their potential, happiness in work and intention to stay in the organization. This article aims to provide an overview of management approaches for nursing administrators that can be applied to manage Generation Y nursing professionals in their organization. The management approach should be developed based on the characteristics, needs, and expectations of Generation Y professional nurses. Moreover, nursing administrators need to adjust their perspectives, provide a supervision and delegation plan, and develop the appropriate working systems and environment by applying suitable technology in order to achieve their full potential and happiness in the workplace.</p> สิริพิมพ์ ชูปาน ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121129 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 The Prevention of Low Back Pain during Pregnancy https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121197 <p>Lower back pain during pregnancy is a frequently reported cause of discomfort due to</p> <p>physiological and hormonal changes that can affect everyday life of pregnant women. It also affects</p> <p>their abilities to function including health status during antepartum, delivery and postpartum period</p> <p>resulting slow movement, sleep disturbance and chronic back pain in postpartum period. These</p> <p>problems decrease the quality of life of pregnant women and can increase the use of sick leave,</p> <p>inability to perform function and worsen their family’s economic situation. Lower back pain</p> <p>during pregnancy can be prevented or relieved with health education about appropriate posture,</p> <p>exercise and back muscle massage. The objective of this article was to present information about</p> <p>th prevalence, effect, and correlative factors that induce low back pain during pregnancy and</p> <p>methods for the prevention or relieve of lower back pain during pregnancy. This information can</p> <p>serve as guidelines for the prevention or relieve of lower back pain during pregnancy, so that</p> <p>pregnant woman can live with happiness and improved quality of life.</p> สุรีพร ศรีโพธิ์อุ่น; ปราณี ธีรโสภณ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121197 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 Relationships between Protective Factors and Resilience among Schizophrenia Caregivers* https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121216 <p>พลังสุขภาพจิตในผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยปกป้องหลากหลายปัจจัย การวิจัย&nbsp; เชิงพรรณาวิเคราะห์ความสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลังสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท และ ความสัมพันธ์ระหว่าง การมองโลกในแง่ดี ทัศนคติของผู้ดูแลต่อผู้ป่วยจิตเภท ความสามารถของผู้ดูแลใน การดูแลผู้ป่วยจิตเภท การสนับสนุนทางสังคม กับพลังสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 97&nbsp; ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล&nbsp; การมองโลกในแง่ดี ทัศนคติของผู้ดูแลต่อผู้ป่วยจิตเภท&nbsp; ความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท&nbsp;การสนับสนุนทางสังคม และพลังสุขภาพจิต&nbsp; มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89, .81, .94, .87, .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทมีพลังสุขภาพจิตโดยรวมอยู่ในระดับปกติ&nbsp; มีค่าคะแนนเฉลี่ย 62.53 (SD=10.85)&nbsp; จากการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์&nbsp; พบว่า&nbsp; การมองโลกในแง่ดี ทัศนคติของผู้ดูแลต่อผู้ป่วยจิตเภท&nbsp; ความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท&nbsp; การสนับสนุนทางสังคม&nbsp; มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับพลังสุขภาพจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (r=.69, r=.33, r=.41, r=.43ตามลำดับ)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากผลการศึกษา บุคลากรทางสุขภาพควรส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทได้รับปัจจัยปกป้องพลังสุขภาพจิต คือ การมองโลกในแง่ดี&nbsp; ทัศนคติของผู้ดูแลต่อผู้ป่วยจิตเภท ความสามารถของผู้ดูแลในการดูแล ผู้ป่วยจิตเภท การสนับสนุนทางสังคม เพื่อช่วยลดความเครียด เพิ่มความทนทานต่ออารมณ์ทางลบ เกิดขวัญและกำลังใจ และสามารถจัดการกับปัญหาได้</p> ศิริพร บูรณกุลกิจการ; จิณห์จุฑา ชัยเสนา ดาลลาส, ภรภัทร เฮงอุดมทรัพย์, เวทิส ประทุมศรี ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121216 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 Guidelines for Assessment of Health Status According to Cultural Dimensions of Transcultural Service Recipients Based on Expert Perspective https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121232 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนาดั้งเดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายความหมายของมิติทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาวะสุขภาพ และบรรยายแนวทางการประเมินสภาวะสุขภาพตามมิติทางวัฒนธรรมของผู้รับบริการข้ามวัฒนธรรมมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้ข้อมูลได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 24 คน ประกอบด้วย อาจารย์พยาบาล 10 คน พยาบาลวิชาชีพ 7 คน และ ผู้รับบริการข้ามวัฒนธรรม 7 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงใจความหลัก พบผลการวิจัย ดังนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เชี่ยวชาญให้ความหมายของมิติทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาวะสุขภาพ คือ การกระทำ หรือกิจกรรมของมนุษย์ทั้ง ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ตามวัฒนธรรม ความเชื่อ และสรุปแนวทางการประเมินสภาวะสุขภาพตามมิติทางวัฒนธรรมของผู้รับบริการข้ามวัฒนธรรม ได้ 4 องค์ประกอบ คือ ด้านกายภาพ&nbsp; ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ ดังนี้ (1) ด้านกายภาพ เป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มี 2 มิติย่อย คือ มิติด้านการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ&nbsp; และ มิติด้านการควบคุมสิ่งแวดล้อม (2) ด้านจิตใจ&nbsp; เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการสัมผัสได้จากการพูดคุย และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้รับบริการ มี 3 มิติย่อย คือ มิติการ เปิดพื้นที่ส่วนตัว มิติด้านเวลา และมิติด้านการสื่อสาร (3) ด้านสังคม เป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมผู้รับบริการที่แตกต่างกันตามสภาวะสังคมที่ผู้รับบริการเกี่ยวข้อง มี 1 มิติ คือ มิติด้านองค์กรทางสังคม และ (4) ด้านจิตวิญญาณ เป็นความเชื่อตามวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อสภาวะสุขภาพของผู้รับบริการ มี 1 มิติ คือ มิติด้านค่านิยมและความเชื่อของผู้รับบริการ การวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้แนวทางการประเมินสภาวะสุขภาพตามมิติทางวัฒนธรรมของผู้รับบริการข้ามวัฒนธรรม เพื่อใช้ในการพัฒนาแบบประเมินสภาวะสุขภาพตามวัฒนธรรมของผู้รับบริการข้ามวัฒนธรรม ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแผนการพยาบาลยิ่งขึ้นต่อไป</p> ลัดดาวัลย์ พุทธรักษา; อารีรัตน์ ขำอยู่, จิณห์จุฑา ชัยเสนา ดาลลาส ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121232 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 Factors Predicting Medication Taking Behavior among Type 2 Diabetic Patients https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121237 <p>This predictive correlation research was aimed to study medication taking behaviors and to identify predictive factors of 2 diabetes mellitus (T2DM) patients. Simple random sampling was used to recruit 470 patients who were diagnosed with T2DM. Data were collected by questionnaire comprising 5 parts, with a total of 51 items. Content validity was examined by Index of Congruence (IOC) and yielded a value of 1.00. The reliability of part 3 of the questionnaire was assessed by KR-20, and yielded a value of .73. Whereas parts 4 and 5 of the questionnaire were examined by Cronbach’s alpha, and obtained values of .79 and .84, respectively. Descriptive statistics were generated and stepwise multiple regression analysis was used.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The results revealed that medication taking behaviors were at a good level (M=25.38, SD=2.34). An analysis of predicting factors showed that perceived susceptibility regarding complication of T2DM (B=.60), knowledge (B=.23), and the amount of medication taken (B=-.03) accounted for 15% of variation in medication taking behaviors with a significance level of p &lt;.05.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; These findings suggest that healthcare personnel should be provided with the program to enhance perceived susceptibility about complications of T2DM, knowledge, and monitoring T2DM patients who have oral DM medication i.e., provide home visits to monitor medication taking behavior, establish a diabetes self-help group to share information on the risk of diabetes complications and management of anti-diabetics medication.</p> ธนกร มีนนท์; นิทรา กิจธีระวุฒิวงษ์ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121237 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 The Effect of Mobile Application on Medication Adherence in Patients with Acute Coronary Syndrome after Hospitalization https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121244 <p>This RCT study aimed to examine the effects of mobile application on medication adherence in patients with acute coronary syndrome after hospitalization. Participants were randomly assigned using block random assignment into an experimental (n=28) and control group (n=28). Both groups received an ACS medication handbook and the usual care treatment. In addition, the experimental group was given a mobile application featuring a reminder, medication information, medication taken recording system, and connecting data system with the researcher. There was a 4-week trial period for the patients to become accustomed to the application. Data were analyzed non-parametrically using the</p> <p>Mann-Whitney U Test.&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The results of this study revealed that the experimental group had medication adherence scores higher than the control group by 78.5%. The difference was statistically significant (p&lt;.01).</p> <p>The adherence scores of the control group improved by 32.15%.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; As a result, the mobile application was recommended as a major improvement to medication</p> <p>adherence of patients with ACS after hospitalization. Consequently, their rate of re-admission to</p> <p>hospital and disease progression would be significantly reduced. Thus, mobile application should be</p> <p>used and continuously developed for more functions and more adaptability to each patient’s</p> <p>treatment plan and lifestyle.</p> สุภัทรา สีเสน่ห์; ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ, วิชชุดา เจริญกิจการ, ฉัตรกนก ทุมวิภาต, วชิรศักดิ์ วานิชชา ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121244 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 The Development of Foot Care Model Using Half Bamboo Material in Community Among Type 2 in Diabetic Mellitus Patients in One Sub–District, Sankhaburi District, Chainat Province https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121718 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลเท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยรางไม้ไผ่ขั้นตอนการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะประกอบด้วยระยะที่ 1 ประเมินสถานการณ์โรคระยะที่ 2 สืบค้นและคัดสรรภูมิปัญญาท้องถิ่นระยะที่ 3 ทดลองใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับคัดสรรและระยะที่ 4 การประเมินผล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเมินสถานการณ์เป็นการศึกษาภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานที่มารับบริการโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล จำนวน 7 แห่งพบว่า ภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน 3 อันดับแรก คือ ภาวะไตวาย อาการชาที่เท้า ต้อกระจกและเมื่อค้นหาปัจจัยการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานในผู้สูงอายุการตัดสินใจเลือกภาวะแทรกซ้อนที่ต้องการแก้ไขและแนวทางการดูแลโดยวิธีการสนทนากลุ่มกับตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโรคเบาหวาน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 20 คนพบว่า กลุ่มตัวอย่างต้องการค้นหากิจกรรมป้องกันโรคแทรกซ้อนจากอาการชาปลายประสาทที่เท้าโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและมี&nbsp; ความเสี่ยงการตีบของหลอดเลือดส่วนปลายมากกว่าร้อยละ 28 ผู้วิจัยได้นำการใช้รางไม้ไผ่ในการนวดเท้ามาพัฒนาวิธีการดูแลเท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญโดยกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบการดำเนินงาน และพัฒนาทักษะการดูแลเท้า ดำเนินกิจกรรมการใช้รางไม้ไผ่ในการนวดเท้าร่วมกับการสอนสุขศึกษา ตามแนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนกลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 50 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละเท่าๆ กัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่าหลังการดำเนินกิจกรรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยจำนวนจุดชาที่เท้าโดยโมโนฟิลาเมนและการตีบของเส้นเลือดส่วนปลายน้อยกว่าก่อนการทดลองและน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระยะประเมินผลหลังการดำเนินกิจกรรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์พบว่าระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีต่อการนวดเท้าด้วยรางไม้ โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}">= 4.47, SD=.70)</p> ศศิมา พึ่งโพธิ์ทอง; วิสุทธิ์ โนจิตต์, มยุรี บุญทัด ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121718 Wed, 02 May 2018 00:00:00 +0700 Supplementary Curriculum Development to Enhance Nursing Students’ Competencies to Care for the Elderly in the Community Based on Contemplative Education https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121737 นฤมล เอนกวิทย์; นิสากร วิบูลชัย, พัชรี นุ่มแสง, สกาวรัตน์ ไกรจันทร์, พัชรี แวงวรรณ, ชนิสรา แสนยบุตร ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121737 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 Mental Health Problems of People in Makkasan Railroad Bangkok Metropoli https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121751 <p>The purpose of this study aimed to investigate mental health problems and factors related to mental health problems of the people living in the Makkasan Railway Slum Community, Bangkok.&nbsp; A purposive sampling method was used to recruite 274 people aged 15-60 who lived in the slum community. The research instruments consisted of (1) Personal information and the (2) Thai General Health Questionnaire: Thai GHQ–12. The reliability (Cronbach’s alpha) was .79 and .82. Data were analyzed by descritive statistics and Chi-Square tests.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The results revealed that 65.3 percent of people living in the Community had normal mental health status, 34.7 percent had mental health problems. The latter were categorized into two types which were social impairment (24.2%) and anxiety and depression (5.8%).&nbsp; The factors significantly correlated with mental health status included religion, physical illness, drug use, family relationships, job satisfaction, beliefs about mental health problems, and stressful life events.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The findings of this study can be used for planning to strengthen psychologic especially in vulnerable group in order to effectively provide services to the people and prevent them from mental health problem.</p> สุทธานันท์ กัลกะ; ศศิวิมล บูรณะเลข, มาลินี อยู่ใจเย็น, รุ่งนภา จันทรา ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121751 Wed, 02 May 2018 00:00:00 +0700 Evaluation of the District Health System Management Competencies of Learning and Coordinating Center (LCC) Boromarajonani College of Nursing, Saraburi https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121754 <p>The aim of this research was to evaluate the District Health System (DHS) management competencies of the participants attending the District Health Management Learning (DHML) training program of Learning and Coordinating Center: LCC, Boromarajonani College of Nursing, Saraburi. The training focused on practical component using Context-based learning (CBL), Participatory Interactive Learning through Action (PILA). It followed the concepts of adult learning approach and emphasized on learning and sharing among the team and local experts. There were six expected core competencies namely; self-control, vision, planning, change agent, teamwork, and the use of tools for management and four shadow performances including value, relationship, communication and power which can enhance efficiency and effectiveness of the DHS.</p> <p>A case of LCC Boromarajonani College of Nursing Saraburi consisted of 57 participants who were the members of six district health teams including Kaeng Khoi, Muank Lek, Muang Nakornayok, Pathum Thani, KlongLeaug and Mitmitri clinicdistricts.&nbsp; The participants attended the DHML program in LCC Boromarajonani College of Nursing. Quantitative data was collected using DHS Management Competency Self-assessment and qualitative data was collected using focus group discussion.&nbsp; The quantitative data were analyzed using descriptive statistics of frequency, percentage, average, and standard deviation while the qualitative data were analyzed using content analysis. The findings revealed that the average mean score of the participants’ competencies before attending the program was at a moderate level (Mean=3.64, SD.48) and at a high level (Mean=4.21, SD=.34) after attending the program. The results from content analysis revealed that the expectations of participants were gaining knowledge that can be used to for their patients and manage the district health team and continually developing the process of data discussion. It was also found that the model developed was appropriate and had impacts on the community.&nbsp; The mentors assisting R2R research conduction were formed.</p> เกศแก้ว สอนดี; พเยาว์ พงษ์ศักดิ์ชาติ, ผุสดี ก่อเจดีย์, จีราภรณ์ ชื่นฉ่ำ, ภูวสิทธิ์ สิงห์ประไพ ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121754 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 Development of a Pedagogical Model to Promote 21st Century Skills of Nursing Students https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121758 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research and development study was designed to develop a pedagogical model to promote 21<sup>st </sup>century skills of nursing students and to examine the effectiveness of the model. The study was composed of three phases, including Phase 1: Situation analysisvia document review, in-depth interview of instructors and students, and assessment of 21<sup>st</sup> century skills of the students; Phase 2: Design and development of a pedagogical model to promote 21st century skills of the nursing students by synthesizing the data from Phase 1 and literature review to identify the model framework. The initial model was implemented, evaluated, and improved for 3 rounds until the appropriate model was identified; 3: Implementation of the model and evaluating its effectiveness regarding 1) 21<sup>st </sup>century skills of the students, 2) students’ satisfaction with the model, 3) instructors’ opinions towards the model, and 4) approval of the model by experts. The samples included nursing students and instructors of Boromarajonani College of Nursing, Chon Buri, and experts. A self-administered questionnaire and focus group interview guidelines were used for data collection.&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The study yielded a model with 4 components, including 1) concepts and principles of&nbsp; student-centered learning, 21<sup>st</sup> century skills, continuous quality improvement, and empowerment; 2) supporting factors regarding policy; 3) processes of preparation, EREC IF (E: Engagement, R: Reflection, E: Experience, C: Culture and Language, I: Information Technology, F: Fun and flexibility), and supplementary processes of empowerment and knowledge management; and 4) evaluation. An evaluation of&nbsp; model effectiveness revealed that EREC IF model could improve the 21<sup>st</sup> century skills of the nursing students. The students were satisfied with the model and the instructors agreed that the model could be used to increase the 21<sup>st</sup> century skills of the students.&nbsp; All invited experts also approved the model. The model should be expanded for further implementation in nursing education in order to produce nursing graduates in response to the needs of society in the 21<sup>st </sup>century.</p> กมลรัตน์ เทอร์เนอร์; ลัดดา เหลืองรัตนมาศ, ทุติยรัตน์ รื่นเริง, สมพร รักความสุข ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121758 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700 A Participatory Management Education Model through Simulated Family System to Develop Humanized Health Care Identity https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121762 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The purposes of this study were to develop a participatory management education model through a simulated family system to develop humanized health care identity, and to examine an effectiveness of the model at Abhaibhubejhr College of Thai Traditional Medicine Prachinburi, Praboromarajchanok Institute for Health Workforce Development.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; A purposive sampling technique was used to recruit 115 participants consisting of instructors and students of Abhaibhubejhr College of Thai Traditional Medicine Prachinburi and people from the community nearby. The study was divided into 5 phases, comprising 10 steps. Data were collected from year 2014 to 2016 using interview questionnaire, assessment form and lesson learned recording forms.&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The results showed that the participatory management education model consisted of principles, objectives, processes, evaluation and supporting factors. The model comprised 3 steps including 1) creating vision, 2) developing participation, and 3) managing education. In addition, it was also found that after the model was applied, students had higher levels of humanized health care</p> <p>and innovation skills than those of before.</p> ประเสริฐ อัตโตหิ; ธีระพงษ์ อาญาเมือง, พัชรี ประทุมแย้ม, จิราภรณ์ โยวทิตย์, ปิยะนุช ทิมคร, จุฬาลักษณ์ ประเสริฐกุล ##submission.copyrightStatement## https://www.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/121762 Mon, 30 Apr 2018 00:00:00 +0700