แนวทางการปรับปรุงแสงสว่างเพื่อความสม่ำเสมอในการส่องสว่าง กรณีศึกษา อาคารตลาดเชิงวัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม Lighting Improvement Guidelines for Luminance Uniformity Form Case study; Cultural Market of Phra That Community Na Dun District, Maha Sarakham

เนื้อหาบทความหลัก

ณัฐวัฒน์ จิตศีล

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำอาคารตลาดเชิงวัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ที่มีการออกแบบเดิมนั้นนำมาทำการทดลองเพื่อหาค่าความส่องสว่างที่เกิดขึ้นภายในอาคาร และนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าความส่องสว่างที่เกิดขึ้นในอาคารนั้นเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการส่องสว่างในอาคารตลาดหรือไม่ ซึ่งมีขั้นตอนการวิจัยคือทำการจำลองรูปแบบอาคารลงในโปรแกรม DiaLUX 7.9 โดยทำการทดลองอาคารตลาดรูปแบบเดิมของอาคารกรณีศึกษา จากนั้นประเมินค่าความส่องสว่างสำหรับอาคารตลาดตามเกณฑ์ที่ 500 ลักซ์ ผลการทดลองอาคารเดิมมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมองเห็นของผู้ใช้งานอาคารที่ทำให้เกิดแสงบาดตา โดยทำการทดลองทั้งหมด 3 วัน วันละ 3 ช่วงเวลา คือ ในวันที่ 21 มีนาคม 22 มิถุนายน และ 22 ธันวาคม ในช่วงเวลา 09.00 น. 14.00 น. 16.00 น. จึงได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขด้วยการติดตั้งแผงบังแดดเพื่อแก้ปัญหาค่าความส่องสว่างที่สูงกว่าเกณฑ์ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) แผงบังแดดแนวนอน (2) แผงบังแดดแนวตั้ง และ (3) แผงบังแดดแบบผสมแนวนอนและแนวตั้ง ผลการศึกษา พบว่า ค่าความส่องสว่างหลังการติดตั้งแผงบังแดดทั้ง 3 รูปแบบ ยังคงมีค่าความส่องสว่างสูงกว่าเกณฑ์ แต่แผงบังแดดแบบผสม มีค่าความส่องสว่างและความสม่ำเสมอของแสงที่ใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐานและป้องกันแสงแดดได้ผลดีกว่า การติดตั้งแผงบังแดดแบบแนวนอนและแนวตั้ง เนื่องจากอาคารเป็นอาคารแบบเปิด ไม่มีผนังทั้ง 4 ด้าน จึงทำให้แสงสว่างที่ส่องเข้ามาในอาคารไม่สามารถควบคุมปริมาณการส่องสว่างได้ การทำแผงบังแดดเป็นเพียงการปรับปรุงเบื้องต้นเพื่อให้ได้แสงสว่างที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำอาคารตลาดเชิงวัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ที่มีการออกแบบเดิมนั้นนำมาทำการทดลองเพื่อหาค่าความส่องสว่างที่เกิดขึ้นภายในอาคาร และนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าความส่องสว่างที่เกิดขึ้นในอาคารนั้นเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานการส่องสว่างในอาคารตลาดหรือไม่ ซึ่งมีขั้นตอนการวิจัยคือทำการจำลองรูปแบบอาคารลงในโปรแกรม DiaLUX 7.9 โดยทำการทดลองอาคารตลาดรูปแบบเดิมของอาคารกรณีศึกษา จากนั้นประเมินค่าความส่องสว่างสำหรับอาคารตลาดตามเกณฑ์ที่ 500 ลักซ์ ผลการทดลองอาคารเดิมมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมองเห็นของผู้ใช้งานอาคารที่ทำให้เกิดแสงบาดตา โดยทำการทดลองทั้งหมด 3 วัน วันละ 3 ช่วงเวลา คือ ในวันที่ 21 มีนาคม 22 มิถุนายน และ 22 ธันวาคม ในช่วงเวลา 09.00 น. 14.00 น. 16.00 น. จึงได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขด้วยการติดตั้งแผงบังแดดเพื่อแก้ปัญหาค่าความส่องสว่างที่สูงกว่าเกณฑ์ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) แผงบังแดดแนวนอน (2) แผงบังแดดแนวตั้ง และ (3) แผงบังแดดแบบผสมแนวนอนและแนวตั้ง ผลการศึกษา พบว่า ค่าความส่องสว่างหลังการติดตั้งแผงบังแดดทั้ง 3 รูปแบบ ยังคงมีค่าความส่องสว่างสูงกว่าเกณฑ์ แต่แผงบังแดดแบบผสม มีค่าความส่องสว่างและความสม่ำเสมอของแสงที่ใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐานและป้องกันแสงแดดได้ผลดีกว่า การติดตั้งแผงบังแดดแบบแนวนอนและแนวตั้ง เนื่องจากอาคารเป็นอาคารแบบเปิด ไม่มีผนังทั้ง 4 ด้าน จึงทำให้แสงสว่างที่ส่องเข้ามาในอาคารไม่สามารถควบคุมปริมาณการส่องสว่างได้ การทำแผงบังแดดเป็นเพียงการปรับปรุงเบื้องต้นเพื่อให้ได้แสงสว่างที่มีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น

คำสำคัญ

รายละเอียดบทความ

ประเภทบทความ
บทความวิจัย